เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ ประเด็นร้อน

 

 

 

 

 

 

นโยบายรวมหัวฮั้วยาง ปัญหาของคนไม่เคยบริหารยาง(เคยแต่เผายาง)

ดร.เจิมศักดิ์  ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต
 
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบต่อปัญหาราคายางพาราตกต่ำในขณะนี้ อ้างว่า ได้เจรจาตกลงกับประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย มีข้อตกลงร่วมกันว่าจะลดปริมาณารส่งออกยางพารา โดยในส่วนของประเทศไทยจะต้องลดปริมาณการส่งออกลง 10% หากปริมาณยางพาราออกสู่ตลาดโลกน้อยลง ราคายางพาราในตลาดโลกก็น่าจะยกระดับสูงขึ้น
จากเดิมในสมัยรัฐบาลที่แล้ว ราคายางพาราเฉลี่ย 140บาทต่อกิโลกรัม แต่ตอนนี้เหลือประมาณ 76 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่รัฐมนตรีณัฐวุฒิเคยให้คำมั่นกับเกษตรกรชาวสวนยางพาราไว้ว่า จะทำราคาได้ถึง 120 บาทต่อกิโลกรัม

รัฐมนตรีณัฐวุฒิไม่เคยมีประสบการณ์บริหารราชการแผ่นดินมาก่อนเลยไม่เคยรู้จริงเรื่องยางพารา ไม่เคยปลูกยาง เคยแต่ปลุกระดมเผายางรถยนต์

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
การแสดงความมั่นอกมั่นใจ คุยโวโอ้อวดเสมือนว่าการเจรจาตกลงกับอินโดนีเซียและมาเลเซีย เพื่อจะฮั๊วกันลดปริมาณการส่งอกนั้น เป็นผลงานอันชาญฉลาดของตนเองเสียเต็มประดา เกรงว่านายณัฐวุฒิจะยังใหม่ต่อวงการธุรกิจการค้ายางพารา
หลงคิดเพ้อฝันว่าจะทำเหมือนโอเปคที่สามารถรวมหัวกันกำหนดปริมาณส่งออกน้ำมันในตลาดโลก
ข้อที่น่าเป็นห่วง มีดังต่อไปนี้
 
1) นายณัฐวุฒิมั่นใจได้อย่างไรว่าเมื่อประเทศไทยลดปริมาณการส่งออกของตนเองลงเสียแล้ว ประเทศอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย ซึ่งมีชาวสานยางพาราราหลายล้านคน เขาจะยอมตัดผลประโยชน์ของตนด้วยการลดปริมาณการส่งออกลงตามไปด้วย?
ยางพาราที่รับซื้อมาจากชาวสวนยางในประเทศไทย นายณัฐวุฒิจะเอาไปทำอะไร?
จะเผาทิ้ง หรือจะส่งออกไปเพิ่มปริมาณยางพาราในตลาดโลกเหมือนเดิม?

 

ราคาในตลาดโลกจะสูงขึ้นจริงไหม?
และด้วยวิธีเช่นนี้ ราคายางพาราในประเทศจะสูงขึ้นตามไปด้วย จริงหรือ? 
 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
2) หากแม้นราคายางพาราในตลาดโลกสูงขึ้นจริง จากปริมาณการส่งออกที่ลดลง
นายณัฐวุฒิจะมีวิธีไปกำกับดูแล ตรวจสอบการลักลอบส่งออกของพ่อค้ายางพาราในประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซียอย่างไรจึงจะทั่วถึงและควบคุมได้จริง?
ผู้ส่งออกชาวอินโดนีเซียและมาเลเซีย มีจำนวนมาก รัฐบาลไม่ใช่ผู้ผูกขาดรายเดียว

 

นายณัฐวุฒิทราบหรือไม่ว่า กรณีกลุ่มโอเปคจำกัดปริมาณส่งออกน้ำมันนั้น เขามีเจ้ามือใหญ่คือประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งพร้อมที่จะลดกำลังผลิตและการส่งออกของตนเองลง หากปรากฏว่ามีปริมาณส่งออกน้ำมันเกินกว่าเป้าหมาย หรือมีประเทศอื่นไม่ยอมลดปริมาณส่งออก เขาจึงสามารถควบคุมปริมาณการส่งออกรวมของกลุ่มโอเปคได้จริง

 

 

 

 

กรณีของนโยบายรวมหัวจำกัดปริมาณส่งออกยางพารา ใครจะเป็นเจ้าภาพ?
 
3) การอ้างว่า จะลดปริมาณการส่งออกยางพาราลงไป 10% ก็เท่ากับว่า จะต้องอาศัย
อำนาจของกระทรวงพาณิชย์ ในการเข้าควบคุมแทรกแซงการค้าและการส่งออกยางพาราโดยตรง
เป็นการใช้อำนาจรัฐผูกขาดตัดตอน ขัดต่อหลักการค้าเสรีอย่างชัดเจน
ยิ่งกว่านั้น เมื่อใช้อำนาจรัฐจำกัดปริมาณการส่งออก หากรัฐไปทำการค้ายางพาราเองทั้งหมด 100% ก็จะต้องมีการจัดสรรผลประโยชน์ในรูปของโควตาการส่งออกไปให้แก่พ่อค้าผู้ส่งออกยางพารา
ก็เท่ากับแบ่งอำนาจการผูกขาด ขายสิทธิในการส่งออกยางพาราไปให้แก่พ่อค้าเอกชน

 

 

 

 

ใครได้โควตาส่งออกยางพารา ก็ไม่ต่างกับได้สัมปทานการค้าการส่งออกยาง
เท่ากับว่า ได้อำนาจผูกขาดไปในระดับหนึ่ง ตามปริมาณที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออก ซึ่งผู้ที่ไม่ได้รับโควตาก็จะเข้ามาแข่งขันไม่ได้

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ พ่อค้าที่มีโควตาส่งออกก็ไม่ต้องมีคู่แข่งในการจะไปซื้อยางพาราจากชาวสวนยาง

 

เพราะเล็งเห็นว่า ถึงคนอื่นซื้อไปก็ส่งออกไม่ได้ จะต้องมาขายให้ตนอยู่ดี
แม้ราคาตลาดโลกจะสูงเพียงใด แม้พ่อค้ารายย่อยจะต้องการซื้อจากชาวสวนยางมากเพียงใด แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเมื่อซื้อไปก็ต้องไปขายต่อให้พ่อค้าที่มีโควตาส่งออกเท่านั้น
เรียกว่า นอนกระดิกเท้ารอซื้อยางพาราอยู่ที่บ้านเลยก็ว่าได้ 

 

เกิดกำไรพิเศษจากการได้รับโควตาส่งออกยางพารา
ราคายางพาราในประเทศ จึงถูกผูกขาดจากผู้รับซื้อ ไม่มีการแข่งขันกันซื้อยางจากเกษตรกร เท่ากับมัดมือมัดเท้าชาวสวนยางพาราทั่วประเทศให้เตรียมตัวถูกพ่อค้าผู้ผูกขาดโขกสับราคายาง และหวังพึ่งความช่วยเหลือจากนักการเมืองตลอดไป
 
4) ถ้าจะจัดสรรโควตาส่งออกตามประวัติการส่งออก
ใครเคยส่งออกมาก-น้อยเท่าใด ก็แบ่งๆ กันไป ตามสัดส่วนเดิม
พ่อค้ารายใหญ่ในปัจจุบันย่อมต้องการให้จัดสรรโควตาโดยวิธีนี้ จะ “วิ่งเต้น” หรือไม่?
หมายถึง วิ่งเข้าหาพึ่งพาอำนาจรัฐมนตรีที่ชื่อ “เต้น”?
ถ้าอย่างนี้ พ่อค้ารายใหญ่ก็รวยยิ่งๆ ขึ้นไป ในขณะที่เกษตรกรชาวสวนยางจะถูกโขกสับ
 
 5)  หากจัดสรรโควตาส่งออกตามปริมาณยางพาราที่อยู่ในสต็อกของพ่อค้าแต่ละราย
อ้างว่า เพื่อจูงใจให้ผู้ส่งออกเร่งซื้อยางเข้าสต็อกของตัวเองมากๆ จะได้ยกระดับราคายางพาราในประเทศเฉพาะหน้าให้สูงขึ้น
วิธีการเช่นนี้ เป็นการเพิ่มภาระต้นทุนให้แก่ผู้ส่งออกยางพาราไทย ไม่ว่าจะเป็น ค่าดอกเบี้ยของเงินที่เอามาซื้อยางเก็บไว้ในสต็อกในปริมาณส่งออกหลายเท่าตัว ค่าเสื่อมของยางพารา ค่าเช่าโกดังเก็บสต็อก ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนั้น พ่อค้ายางพาราก็จะต้องมีต้นทุนเพิ่มมากขึ้น และจะต้องนำต้นทุนทั้งหมดมาหักลบจากราคาตลาดโลก แล้วจึงจะเหลือเป็นราคาที่ชาสวนยางจะได้รับจริงๆ

 

เมื่อมีต้นทุนเพิ่ม พ่อค้าก็ไม่สามารถซื้อราคาสูงได้
คงไม่มีผู้ส่งออกที่เป็นพ่อค้าหน้าโง่ ยอมรับซื้อยางไว้เยอะๆ เพื่อส่งออกน้อยๆ แล้วขาดทุนตัวเอง
วิธีการแบบนี้ เคยนำไปใช้กับมันสำปะหลัง ช่วงปี 2525-2527 เคยล้มเหลวมาแล้ว

 

ถึงที่สุดแล้ว เกษตรกรชาวสวนยางไทยก็จะได้ราคายางพาราที่ต่ำกว่าราคาตลาดโลก
ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นการทำลายความสามารถในการแข่งขันทางการค้าในตลาดโลกของพ่อค้าผู้ส่งออกไทยเราเองอีกด้วย
 
6) หากรัฐบาลจะจัดสรรโควตาส่งออกด้วยวิธีการประมูล
เชื่อแน่ว่าจะต้องมีการวิ่งเต้น
วิ่งเข้าหาอำนาจ รัฐมนตรีเต้น
เนื่องจากพ่อค้าต้องการกำไรพิเศษจากการได้รับโควตาส่งออกดังกล่าว ซึ่งอาจจะแบ่งบางส่วน เป็นเงินในอากาศ ลอยไปตกที่ไหนบ้าง ก็ไม่ทราบได้
หรือถ้าหากสามารถจัดการประมูลที่ได้เงินเข้าแผ่นดินอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจริงๆ (ท่านผู้อ่านเชื่อหรือไม่?) ก็เท่ากับว่า รัฐได้ดูดกำไรพิเศษจากเกษตรกรชาวสวนยาง พ่อค้า และผู้ส่งออกยางพารา รวบเข้าไปเป็นงบประมาณให้นักการเมืองนำไปจัดสรรหรือถลุง ซึ่งส่วนที่จะกลับมาเป็นประโยชน์แก่ชาวสวนยางย่อมจะไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์
 
 7)  อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า หากสามารถฮั้วกับประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย ร่วมกันจำกัดปริมาณส่งออกได้จริง ย่อมจะมีผลทำให้ราคายางในตลาดโลกขยับสูงขึ้นจริ
ย้ำ... ราคาในตลาดโลก!
ส่วนราคายางที่เกษตรกรชาวสวนยางในประเทศจะได้รับ อาจไม่สะท้อนราคาตลาดโลกร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะผลจากการเข้ามาแทรกแซง ตักตวงผลประโยชน์ กำหนดนโยบายอันก่อให้เกิดกำไรพิเศษสำหรับผู้ได้รับโควตาส่งออกดังกล่าวนั้นเอง
แนวทางตามมาตรการดังกล่าวนี้ จึงไม่ช่วยกระดับราคายางพาราที่ชาวสวนยางในประเทศจะได้รับจริง แต่จะช่วยให้ผู้ส่งออกที่ได้รับโควตาส่งออก (อาจเป็นพรรคพวกรัฐบาล) อาจจะสามารถขายยางพาราในตลาดโลกได้ราคาสูงขึ้นจริง
 ถึงวันนั้น เดาว่า รัฐมนตรีเต้น (ถ้ายังอยู่) ก็จะออกมาสร้างกระแส ด้วยการด่าทอ ต่อว่าต่อขานด้วย “วาทกรรมพ่อค้าหน้าเลือด” โขกสับชาวสวนยาง 
ละเลยความเป็นจริงที่ตนเองได้ใช้อำนาจรัฐก่อให้เกิดระบบดังกล่าวขึ้นมาเอง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
8) น่าคิดว่า กรณีที่รัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรได้ไปเจรจาตกลงกับประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซียนั้น เข้าข่ายกระทำผิดบทบัญญัติกฎหมาและรัฐธรรมนูญมาตราใดหรือไม่
มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า อาจขัดต่อ พ.ร.บ.ควบคุมยาง พ.ศ.2542 เพราะไม่ได้มีการประกาศราชกิจจานุเบกษา และไม่มีการหารือกับคณะกรรมการควบคุมยาง ซึ่งมีการกำหนดไว้ ในมาตรการ 6(8) เพื่อประโยชน์ในการผลิตยาง การค้ายาง การนำเข้ายางและส่งออก ว่าด้วยเรื่องปริมาณควบคุมเนื้อยาง ปริมาณจัดสรรเนื้อยางตามความเหมาะสมแก่สถานการณ์ยางของประเทศ รัฐมนตรีที่กำกับสามารถใช้อำนาจได้ภายหลังจากที่ประกาศราชกิจจานุเบกษา อีกทั้งมาตรการ 15(1), (6) ยังระบุให้คณะกรรมการควบคุมยางมีหน้าที่ให้คำแนะนำหรือความเห็นแก่รัฐมนตรีว่าด้วยเรื่องการปฏิบัติตามสนธิสัญญา ข้อผูกพันและโครงการระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับยาง
นอกจากนี้ การที่รัฐมนตรีอาศัยอำนาจบริหารราชการแผ่นดินไปทำข้อตกลงกับต่างประเทศในเรื่องดังกล่าว นับเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างชัดเจน เป็นการลดปริมาณการส่งออกยาง กระทบต่อเกษตรกรชาวสวนยางและพ่อค้ายางทั่วประเทศ ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมอย่างกว้างขวาง ทั้งยังมีผลผูกพันด้านการค้าหรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 190 บัญญัติให้จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา และผ่านกระบวนการที่ให้ประชาชนผู้เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
การกระทำลุแก่อำนาจเยี่ยงนี้ เคยก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงแก่เกษตรกรในยุคทักษิณ เนื่องจากทักษิณไปตกลงการค้าเอฟทีเอกับจีน ทำให้เกษตรกรผู้ผลิตพืชผักผลไม้ไทยเสียหาย โดยไม่ปรึกษาหารือกับรัฐสภาและประชาชนผู้มีส่วนได้เสียเลย รัฐธรรมนูญ 2550 บัญญัติมาตรา 190 ก็เพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนจากกรณีเช่นนี้เอง
หรือในยุคที่มีรัฐธรรมนูญ 2550 แล้ว ก็เทียบเคียงได้กับกรณีนายนพดล ปัทมะ ไปทำข้อตกลงให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว โดยไม่ผ่านกระบวนการรัฐสภาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นต้นl
สุดท้าย... หวังว่าบ้านเมืองและชะตากรรมชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางพาราทั่วประเทศ จะไม่ใช่ของเล่น สนามทดลอง หรือเครื่องรองตีนขึ้นไปเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ส่วนตัวของใคร
การบริหารราชการแผ่นดินตามแนวทางดังกล่าวข้างต้น ไม่น่าจะเกิดประโยชน์แก่เกษตรกรชาวสวนยางพาราในประเทศไทยอย่างแท้จริง อีกทั้ง ยังไม่น่าจะกระทำได้ อาจขัดต่อกฎหมายและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

 


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»