เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

ความหลังและความหวัง ของผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม.

 

หากถามว่า “ปัจจัย” ใดที่จะเป็นตัวบ่งชี้ว่า ผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งผู้ว่า กทม. คนไหนจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งในครั้งนี้ คำตอบนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการไม่ว่าจะเป็น (1) ตัวผู้สมัครเองที่จะมีความน่าสนใจหรือดูมีความเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งนี้หรือไม่ในสายตาประชาชน (2) นโยบายที่ผู้สมัครแต่ละคนนำมาใช้หาเสียงเรียกคะแนนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นเป็นที่ยอมรับและต้องการหรือไม่ (3) การมีฐานเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมือง หรือ กลุ่มการเมือง (แม้แต่ในกรณีของผู้สมัครอิสระ) หรือไม่ (4) มีเงินทุนในการหาเสียงที่เพียงหรือไม่ (5) สามารถระดมทรัพยากรอื่นๆ ที่จำเป็นเช่น ทีมงานในการช่วยหาเสียงทั้งด้านการรณรงค์หาเสียง การคิดค้นนโยบายให้เป็นที่ถูกใจคนกรุงเทพฯ ฯลฯ       การมีความพร้อมในปัจจัยเหล่านี้จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของการได้รับชัยชนะของผู้สมัครคนใดคนหนึ่งได้

อย่างไรก็ดี ก่อนถึงวันเลือกตั้ง หลายๆ คนต่างคาดเดาถึงโอกาสของผู้สมัครแต่ละคนด้วยข้อมูลที่แตกต่างกันไป หลายคนอาจจะใช้ “ผลโพล” ที่ออกมาในขณะนี้ (2 สัปดาห์ก่อนวันเลือกตั้ง 3 มี.ค. 56) ซึ่งก็ได้แสดงให้เห็นว่า ผู้สมัครจากพรรคใหญ่ทั้งสองพรรคดูจะมีโอกาสมากกว่าผู้สมัครอิสระคนอื่นๆ หรืออาจจะใช้ “กระแส” ที่ปรากฎอยู่ในหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ การออกอากาศทางวิทยุหรือโทรทัศน์ หรือแม้กระทั่งในโลกสังคมออนไลน์ กระแสส่วนใหญ่ก็ยังคงให้น้ำหนักกับผู้สมัครจากพรรคใหญ่ทั้งสองคนอยู่มาก แม้น้ำหนักส่วนหนึ่งจะถูกถ่ายให้กับผู้สมัครอิสระที่โดดเด่นอีกสองสามท่าน แต่คำตอบที่ได้ก็คงจะเป็นอีกว่าน่าจะเป็นผู้สมัครจากพรรคใหญ่เช่นเดียวกัน และหากใช้ “ความมั่นใจของผู้สมัคร” แต่ละคน คงเป็นที่แน่นอนว่า คำตอบที่ได้จะต้องเป็นว่าตัวพวกเขานั้นเองจะเป็นผู้ได้รับชัยชนะเมื่อการนับคะแนนสิ้นสุดลง

แต่ที่แน่นอนที่สุดผลการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในวันเลือกตั้งน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดที่จะบอกว่าใครจะเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่

อย่างไรก็ดี ในเมื่อวันเลือกตั้งยังมาไม่ถึง ผู้สมัครทุกคนต่างก็หวังว่าตนจะเป็นผู้ชนะ ต่างก็งัดกลยุทธ์ในการหาเสียงแบบต่างๆ เพื่อเรียกความนิยมในตัวเองและหวังว่าประชาชนจะกากบาทหมายเลขของตนเมื่ออยู่ในคูหาเลือกตั้ง

เพื่อเป็นการเพิ่มข้อมูลในการคาดคะเนโอกาสของผู้สมัครก่อนวันเลือกตั้ง เครือข่ายข้อมูลการเมืองไทย (www.tpd.in.th) ขอนำเสนอข้อมูล “ความหลัง” ของการเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร เพื่อแสดงให้เห็นถึง “ความหวัง” ของการได้รับชัยชนะของผู้สมัครแต่ละคนด้วยอีกทางหนึ่ง

ความหลัง: ค่าเฉลี่ยผลงานของพรรคการเมือง

ข้อมูล “ความหลัง” ที่เครือข่ายข้อมูลการเมืองไทยจะนำเสนอ คือ “ค่าเฉลี่ยผลงานของพรรคการเมือง” ซึ่งค่านี้ คือ ตัวเลขที่ได้จากการนำเอาผลคะแนนการเลือกตั้งครั้งล่าสุดไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งระดับชาติหรือระดับท้องถิ่นมาคำนวณร่วมกัน เพื่อชี้ให้เห็นว่าที่ผ่านมานั้นพรรคการเมืองนั้นมีฐานเสียงอยู่ในเขตพื้นที่ใดบ้างในกรุงเทพมหานคร และในพื้นที่ใดที่พรรคมีโอกาสที่จะได้รับชัยชนะ และ ในพื้นที่ใดที่พรรคอาจจะไม่มีโอกาสที่ผู้สมัครของพรรคจะได้รับชัยชนะเลย

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องใช้ผลการเลือกตั้งทั้งสองระดับมาคำนวณทั้งๆที่การเลือกตั้งผู้ว่า กทม. นั้น เป็นเพียงการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น คำตอบคือ การเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร แม้จะเป็นการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในทางหนึ่งว่ามีความเกี่ยวเนื่องและได้รับอิทธิพลจากการเลือกตั้งในระดับชาติ แต่ในอีกทางหนึ่ง เพราะด้วยความเป็นการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นอิทธิพลหรือผลที่ตามมาจากการเลือกตั้งท้องถิ่นเช่นเดียวกัน เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การที่พรรคมีตัวแทนพรรคดำรงตำแหน่งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และ สมาชิกสภาเขต (ส.ข.) ย่อมส่งผลต่อโอกาสการที่ผู้สมัครผู้ว่า กทม. จะได้คะแนนมากกว่าคู่แข่ง

ยิ่งไปกว่านั้น จากค่าสถิติการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมานั้นมีค่าเฉลี่ยการออกไปใช้สิทธิที่ต่ำมาก (ต่ำกว่าร้อยละ 50) เมื่อเปรียบเทียบกับการเลือกตั้ง ส.ส. (ที่อยู่ประมาณร้อยละ 75) และคงไม่ต้องกล่าวถึงสถิติของการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นอื่นๆ การออกไปใช้สิทธิที่ต่ำมากในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นอื่นๆ จึงเท่ากับว่า ความสนใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นนั้นไม่สูงมากนัก ผู้ที่ออกไปใช้สิทธินั้นคือผู้ที่ให้ความสนใจและความสำคัญกับผู้สมัครมากกว่าการเลือกตั้งเอง ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข้อสังเกตอื่นที่ว่าการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นนั้นมักเป็นไปเพราะ “การระดมทางการเมือง” มากกว่าเป็นไปด้วยความสมัครใจ

อย่างไรก็ดี การใช้ค่าเฉลี่ยผลงานพรรคการเมืองมาเป็นข้อมูลนี้ หลายๆ คนอาจจะกล่าวว่าเป็นการให้ข้อมูลที่เอนเอียงเข้าข้างผู้สมัครสังกัดพรรคการเมือง เพราะในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. นั้นมีผู้สมัครอิสระไม่สังกัดพรรคการเมืองร่วมลงสมัครเป็นจำนวนมาก การคำนวณค่าเฉลี่ยที่ได้เป็นแค่เพียงการคำนวณสำหรับสองพรรคใหญ่เท่านั้น แต่ผลการเลือกตั้งหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นว่าโอกาสของผู้สมัครเหล่านี้ที่จะได้รับเลือกตั้งนั้นแทบจะไม่มีอยู่เลย ผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมือง (โดยเฉพาะพรรคการเมืองหลักในระดับชาติ) เท่านั้นที่มีโอกาสในการได้รับชัยชนะ นอกจากนี้ ผลการเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นที่กว่าร้อยละ 95 ของผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ส. / ส.ก. / หรือ ส.ข. ในปัจจุบันนั้นล้วนแต่สังกัดพรรคทั้งสิ้น  (ตารางที่ 1) ดังนั้น ค่าเฉลี่ยผลงานที่นำเสนอในครั้งนี้จึงเป็นค่าเฉลี่ยผลงานของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยเท่านั้น

อย่างไรก็ดีด้วยข้อจำกัดทางข้อมูลการเลือกตั้งรายเขต (50 เขต) ตามการแบ่งเขตการปกครองของ กทม. การคำนวณในครั้งนี้เป็นการคำนวณตามเขตการเลือกตั้ง ส.ส. (ซึ่งข้อมูลที่ได้อาจมีการคลาดเคลื่อนเล็กน้อย) ซึ่งใน 1 เขตอาจประกอบไปด้วยจำนวนเขตการปกครองเพียง 1 เขต 2 เขต และ แขวงการปกครองบางแขวง รวมอยู่ด้วย

ค่าเฉลี่ยผลงานพรรคการเมือง

ตารางที่ 2 แสดงค่าเฉลี่ยผลงานพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย (พร้อมค่าแสดงจำนวน ส.ส. / ส.ก. และ / ส.ข.) ในแต่ละเขต โดยแสดงเป็นค่าร้อยละของจำนวนตำแหน่งของแต่ละประเภทใน 33 เขตเลือกตั้ง จะเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์จะได้เปรียบพรรคเพื่อไทยอยู่พอสมควรซึ่งจะเห็นได้จากค่าเฉลี่ยผลงานพรรคการเมืองที่พรรคประชาธิปัตย์มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าพรรคเพื่อไทยถึง 30 เขตเลือกตั้งจากทั้งหมด 33 เขตเลือกตั้ง อย่างไรก็ดี เมื่อแบ่งระยะความแตกต่างออกไปเป็นช่วงชั้นจะเห็นว่า พรรคเพื่อไทยอาจจะมีลุ้นได้ในหลายเขต (ตารางที่ 3)

คลิกดูตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ยความแตกต่างในผลงานของพรรคการเมือง>>>

 

ความหวัง

ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยผลงานพรรคการเมืองและจำนวนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใน กทม. จะเห็นได้ว่าผู้สมัครจากพรรคพรรคประชาธิปัตย์น่าจะมีภาษีดีกว่าผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยหรือผู้สมัครอิสระอื่นๆ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯใต้ เมื่อบวกกับการที่พรรคมี ส.ส. ใน กรุงเทพฯ รวมถึง ส.ก. และ ส.ข. มากกว่าพรรคเพื่อไทย ย่อมแสดงถึงการมีฐานเสียงที่ดีกว่า อย่างไรก็ดี หากมองว่าการมีฐานเสียงที่ดีกว่าจะทำให้ได้รับเลือกตั้งนั้นอาจจะเป็นการมองโลกที่ดีเกินไป เพราะการมีค่าเฉลี่ยผลงานที่ดีกว่าย่อมหมายถึง พรรคจะต้องทำให้ฐานเสียงของตนเองทั้งหมดออกไปใช้สิทธิในวันเลือกตั้งให้ได้ เพราะหากคนที่เคยไปใช้สิทธิให้พรรคสม่ำเสมอแต่กลับไม่ออกไปในครั้งนี้ นั่นคือ ความเสี่ยงของพรรคที่จะได้รับคะแนนเสียงที่น้อยกว่าผลการเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านๆ มา

ยิ่งไปกว่านั้น การที่ อย่างน้อย 13 เขตเลือกตั้ง (ประมาณ 20 เขตการปกครอง) ที่ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยไม่ได้มีค่ามากเท่าไหร่ ซึ่งก็หมายถึงโอกาสที่ผู้สมัครจากพรรคอื่นหรือผู้สมัครอิสระอาจจะได้คะแนนเสียงที่มากกว่าในเขตเหล่านี้ไปได้

ดังนั้น ความหวังของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ ต้องหวังว่าคนที่เคยเลือกผู้สมัครของพรรค (ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งในระดับใด) จะออกไปเลือกคนของพรรคอีกครั้งหนึ่ง รวมถึงต้องหวังว่าคนที่เคยไปเลือกคนของพรรคอื่นจะหันมาเลือกคนของพรรคตน และที่สำคัญ ต้องหวังว่าหากผู้ที่ไม่เคยออกไปเลือกตั้งผู้ว่า กทม. อีกประมาณ 50% ที่อาจจะตัดสินใจออกมาเลือกในครั้งนี้จะเลือกผู้สมัครของตนด้วยอีกทางหนึ่ง

ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย ถึงแม้ค่าเฉลี่ยผลงานของพรรคจะเสียเปรียบพรรคประชาธิปัตย์อยู่มาก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้สมัครของพรรคจะไม่มีโอกาสชนะ เพราะพรรคก็ยังมีลุ้นในอีกหลายเขตที่ค่าความแตกต่างไม่ได้มีมากนักเท่ากับว่าโอกาสที่จะได้คะแนนเสียงส่วนมากยังคงอยู่โดยเฉพาะในเขตที่พรรคเพื่อไทยครองตำแหน่งในสภากรุงเทพมหานครและสภาเขต

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่ออกมาก็ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่าพรรคเพื่อไทยดูเหมือนจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนกรุงเทพฯ เท่าไหร่นัก ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโจทย์ที่หนักสำหรับพรรค แต่ด้วยความได้เปรียบจากการที่พรรคกุมอำนาจในการเมืองระดับชาติและการหาเสียงของพรรคที่เน้นความเชื่อมโยงของการทำงานที่ต้องเกิดจากการประสานระหว่างรัฐบาลระดับชาติและระดับท้องถิ่นอาจจะทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนหนึ่งคล้อยไปกับวาทกรรมนี้และตัดสินใจเลือกผู้สมัครของพรรคในที่สุด

นอกจากนี้ การที่จะเพิ่มความหวังของการได้รับเลือกตั้งให้สูงขึ้น พรรคต้องทำให้ ‘พลังเงียบ’ ใน กทม. ออกมาใช้สิทธิและเลือกผู้สมัครของพรรค เพราะในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ครั้งที่ผ่านๆ มาผู้สมัครจากพรรคนี้ตามหลังผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์อยู่ประมาณ 20% เท่านั้น แต่จำนวนของผู้ที่ไม่ออกมาใช้สิทธินั้นมีอยู่ถึง 50% การทำให้คนกลุ่มนี้ออกมาใช้สิทธิให้มากย่อมส่งผลต่อความหวังที่มากขึ้นเช่นเดียวกัน

ผู้สมัครอิสระ แม้อาจจะเสียเปรียบผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองในเรื่องของฐานเสียงสนับสนุน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผู้สมัครเหล่านี้จะไม่มีโอกาสที่จะได้รับเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจำนวนผู้ที่ไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งมีอยู่เกือบกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิทั้งหมด ในการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมาผู้ชนะนั้นได้คะแนนเสียงคิดเป็นประมาณร้อยละ 25-30 ของผู้มีสิทธิ ดังนั้นหากผู้สมัครอิสระคนใดสามารถสร้างกระแสให้คนออกมาเลือกตนให้ได้เพียงแค่ 20-25% ของผู้ที่ไม่ไปใช้สิทธิในครั้งก่อนๆ โอกาสในการที่จะได้รับเลือกตั้งย่อมเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ผู้สมัครอิสระก็ต้องโน้มน้าวให้ผู้มีสิทธิที่มักจะเลือกผู้สมัครจากสองพรรคใหญ่ เพราะคิดว่าโอกาสชนะของผู้สมัครอิสระนั้นมีไม่มากให้เห็นว่าตนนั้นสามารถเอาชนะคู่แข่งจากสองพรรคใหญ่ได้เช่นกัน

เท่ากับว่า ผู้สมัครอิสระจะต้องทำการ “เปิดตลาด” ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความหวังของตนแล้ว การเจาะตลาดลูกค้าเก่าก็มีความจำเป็นไม่น้อยเช่นกัน โดยเฉพาะในตลาดที่ผู้บริโภคไม่ค่อยแคร์สินค้าในตลาดสักเท่าใด

 

สุดท้ายอยู่ที่?

ความหลังอาจฉายภาพความหวังของผู้สมัครในโอกาสของการได้รับเลือกตั้ง การได้เปรียบเสียเปรียบในผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มาอาจทำให้ผู้สมัครบางคนมีความหวังมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้สมัครคนอื่นๆจะหมดกำลังใจไป การเลือกตั้งนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งในอดีตเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้สมัครได้ทำให้ตนดูเป็นคนที่ “ควรจะได้รับเลือกตั้ง” หรือไม่ เพราะในที่สุดแล้วผลการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในวันเลือกตั้งน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดที่จะบอกว่าใครจะเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่

.......................................................................

หมายเหตุ

คลิกดูวิธีการคำนวณค่าเฉลี่ยผลงานพรรคการเมือง >>>


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»