เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ ประเด็นร้อน

 

 

 

 

 

 

พงษ์ศักดิ์แจงวิกฤตไฟฟ้าเดือนเมษา

กระทู้ถามสด เรื่อง ปัญหาวิกฤตไฟฟ้า

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556 มีการตั้งกระทู้ถามสดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล เรื่องปัญหาวิกฤตไฟฟ้า โดยนายอลงกรณ์ พลบุตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม โดยตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดจึงต้องประกาศภาวะฉุกเฉินทางพลังงานในช่วงเดือนเมษายน อันเนื่องมาจากการปิดซ่อมท่อและแท่นเจาะก๊าซในประเทศพม่า ทั้งที่การปิดซ่อมปีก่อนๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไร

คำถามแรก: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสร้างกระแสการขาดแคลนไฟฟ้าขึ้นมาครั้งนี้ ด้วยเหตุผลใด

อลงกรณ์ : การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานประกาศภาวะฉุกเฉินพลังงาน ได้ส่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทยเป็นอย่างมาก ในเรื่องของการบริหารจัดการพลังงาน ซึ่งถือเป็นความมั่นคงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และสร้างความกังวลให้กับประชาชน ว่าจะเกิดไฟฟ้าดับบางส่วนของประเทศหรืออาจรุนแรงถึงไฟฟ้าดับทั้งประเทศ แต่ก็มีข้อสังเกตว่านี่เป็นเรื่องจริงหรือเป็นการจงใจสร้างกระแสเพื่อวัตถุประสงค์บางประการ เพราะเมื่อตรวจสอบไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งคณะกรรมการตรวจสอบพลังงาน ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “มันก็เหมือนปีที่แล้ว”  ซึ่งทุกฝ่ายมีการเตรียมพร้อมอยู่แล้วเป็นแผนงานตามปกติ เนื่องจากการหยุดซ่อมท่อและแท่นขุดเจาะในแหล่งก๊าซยาดานาของพม่า ทำให้แหล่งก๊าซดังกล่าวต้องหยุดการส่งก๊าซ 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับการผลิตไฟฟ้า 6,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเกิดขึ้นช่วงเดียวกันเป็นประจำทุกปี จึงเกิดคำถามว่าทำไมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจึงทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งอาจมาจากความล้มเหลวในการประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและไม่สามารถสร้างความสมดุลในปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

รัฐมนตรี: การเกิดปัญหาซ่อมแซมแหล่งก๊าชธรรมชาติที่ยาดานา ทำให้ไม่สามารถส่งก๊าซมาได้ ก่อให้เกิดปัญหากับโรงไฟฟ้าราชบุรี โรงไฟฟ้าราชบุรีเพาเวอร์ โรงไฟฟ้าไตร เอนเนอจี้ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ โรงไฟฟ้าวังน้อย ซึ่งโรงไฟฟ้าทั้ง 6 โรง มีกำลังการผลิต 8,200 เมกะวัตต์ แต่เมื่อขาดก๊าซที่ส่งมาจะทำให้กำลังการผลิตหายไป 6,400 เมกะวัตต์ ซึ่งทางโรงไฟฟ้าที่มีเครื่องกำลังการผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันเตาและดีเซลได้เปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงทั้งสองชนิดแทน แต่ก็ยังทำให้กำลังการผลิตหายไป 4,100 เมกะวัตต์

เดิมประเทศไทยผลิตไฟฟ้าได้ 33,000 เมกะวัตต์ แต่กำลังการผลิตจริงในช่วง 4 – 12 เมษายน 2556 ซึ่งเป็นวันที่ทางพม่าได้แจ้งว่าจะปิดทำการซ่อมแหล่งก๊าซ เมื่อรวมกับโรงไฟฟ้าบางแห่งที่ไม่สามารถผลิตได้เต็มที่ จะทำให้เหลือกำลังการผลิต 27,000 เมกะวัตต์ การใช้ไฟในวันที่ 4 เมษายน  เราใช้ไฟถึง 26,500 เมกะวัตต์ จึงเหลือไฟสำรองเพียง 500 เมกะวัตต์ ซึ่งต่ำกว่าจุดสำรองที่ยอมรับได้ที่ 700 เมกะวัตต์ นั่นหมายความว่าถ้าเหลือไฟสำรองต่ำกว่า 700 เมกะวัตต์ นั่นคืออันตรายต่อประเทศ จึงได้เจรจาให้เลื่อนการซ่อมบำรุงไปอีกหนึ่งอาทิตย์ ซึ่งอยู่ในช่วงสงกรานต์  เช่นเดียวกับที่ทำเมื่อปีที่แล้ว ที่ทางพม่าจะปิดซ่อมในช่วงสงกรานต์ของไทย เพราะช่วงนั้นจะเหลือไฟสำรองถึง 10,000 เมกะวัตต์ เนื่องจากเป็นวันหยุดยาว โรงงานอุตสาหกรรมหยุดการผลิต ปีนี้กับปีที่แล้วจึงมีข้อแตกต่างกัน

คำถามที่สอง: ทำไมรัฐถึงสร้างความเสี่ยงให้กับประเทศโดยการกำหนดสเปคโรงไฟฟ้าใหม่ 6 โรงว่าต้องใช้ก๊าซธรรมชาติเท่านั้น

อลงกรณ์ : ประเทศไทยใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่มากเกินไปถึงร้อยละ 70 ซึ่งเป็นความเสี่ยงอย่างมากในเรื่องของความมั่นคงทางพลังงาน ดังนั้นในระยะกลางและระยะยาว จึงควรต้องลดการใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า แต่ในกลางปีนี้จะมีการเปิดประมูลโรงไฟฟ้า 6 โรง กำลังการผลิต 5400 เมกะวัตต์ โดยกำหนดสเปคว่าต้องใช้ก๊าซธรรมชาติเท่านั้น ซึ่งเป็นการกระทำที่สวนทางกับแนวทางการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ที่รัฐควรลดสัดส่วนการใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าลง

รัฐมนตรี: ยอมรับว่าประเทศไทยใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่มากเกินไปถึงร้อยละ 70 มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงจริง แต่การใช้พลังงานชนิดอื่นก็ต้องคำนึงถึงประชาชนและภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติถูกกว่าพลังงานชนิดอื่น ทำให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมไม่ได้รับผลกระทบจากราคาไฟฟ้าที่ใช้ พลังงานทดแทนอื่นๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม มีต้นทุน 10 บาทขึ้นไปต่อหน่วยซึ่งแพงเกินไป สำหรับการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่นั้นได้แบ่งเป็นสองส่วนคือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตรับผิดชอบโรงไฟฟ้าถ่านหิน 4,000 เมกะวัตต์ ส่วนคณะกรรมการกำกับดูแลพลังงานดูแลโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซ 5400 เมกะวัตต์

คำถามสุดท้าย: ทำไมรัฐไม่สนับสนุนพลังงานทดแทนพลังงานทางเลือ

อลงกรณ์ : การผลิตอะไรมาก ราคาของสิ่งนั้นก็จะถูกลง การที่รัฐมนตรีบอกว่าราคาของพลังงานทดแทนแพงเกินไป เพราะรัฐไม่ได้สนใจที่จะส่งเสริมสนับสนุนอย่างจริงจัง อีกทั้งว่ากันว่า ยังมีการเก็บเงินเมกะวัตต์ละหนึ่งล้านบาทกับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งการกระทำเช่นนี้ยิ่งทำให้พลังงานทดแทนไม่สามารถเติบโตได้

รัฐมนตรี: การสนับสนุนพลังงานทดแทนนั้นเป็นแผนระยะยาว แต่ในระยะสั้นจำเป็นต้องใช้พลังงานจากก๊าซธรรมชาติซึ่งมีต้นทุนที่ถูกกว่าไปก่อน เพื่อป้องกันการขาดแคลนไฟฟ้าของประเทศ และในอนาคตก็ไม่จำเป็นต้องลดโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซลง แต่เพิ่มโรงไฟฟ้าพลังงานอื่นๆ ในอนาคต


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»