เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

กรณี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ฟ้องชัย ราชวัตร

                                                          โดย ศ.ดร. เขียน ธีระวิทย์

ผมอยากหยุดพูดเรื่องการเมืองไทยไปจนวันตาย แต่เรื่องนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สั่งให้ทีมกฎหมายของตัวเอาเรื่องกับชัย ราชวัตร นักเขียนการ์ตูนของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ โดยการฟ้องศาล และแจ้งความให้ดำเนินคดีอีกทางหนึ่ง โทษฐานหมิ่นประมาทนายกรัฐมนตรีตามประมวลกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ. การกระทำความผิดว่าด้วยคอมพิวเตอร์ ตามที่เป็นข่าวอื้อฉาวในสื่อมวลชนแล้วนั้น ทำให้ผมนิ่งเฉยดูดายต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ด้วยเหตุผลดังนี้

1. ผมอ่านคำปาฐกถา (ฉบับภาษาอังกฤษ) ของยิ่งลักษณ์ที่แสดง ณ “The 7th Ministerial Conference of the Community of Democracies” ที่     อูลันบาร์ตอร์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน จากหนังสือพิมพ์รายวันและอินเตอร์เน็ตแล้ว ทำให้รู้สึกหงุดหงิดตั้งแต่ก่อนทราบข่าวเรื่องชัย ราชวัตรถูกฟ้องแล้ว ผมคิดว่าในโลกนี้คงไม่มีชาติใดที่ได้ผู้นำเหมือนของไทย กล้านำเอาเรื่องการเมืองภายในที่น่าอัปยศที่สร้างขึ้นโดยพวกเขาเอาไปบิดเบือนสร้างภาพดำเป็นขาว ยกย่องพวกตัว แต่ทำลายชื่อเสียงของประเทศได้เลวร้ายขนาดนั้น ผมอ่านแล้วหาศัพท์ที่เหมาะสมมาบรรยายพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรีของไทยไม่ได้ นอกจาก “ขายชาติ!” แต่ก็เกิดความสงสัยว่าคนอย่างยิ่งลักษณ์-ทักษิณ ชินวัตร คงจะไม่เข้าใจดอกว่าคนขายชาติกับขายของนั้นต่างกันอย่างไร

2. ถ้าการประชุมนั้นเป็นการประชุมทางวิชาการ หรือการประชุมทั่วๆ ไป ที่เจ้าภาพเชิญองค์ปาฐกไปพูดในฐานะส่วนตัว คำปาฐกถาเช่นนั้น ถือว่าทำได้ เป็นคำกล่าวหรือจุดยืนของผู้พูดเป็นการส่วนตัว แต่ยิ่งลักษณ์ได้รับเชิญจากประธานาธิบดีมองโกเลียให้ไปแสดงปาฐกถาพิเศษในเวทีนั้นอย่างเป็นทางการในฐานะนายกรัฐมนตรีของไทย และเธอใช้เงินภาษีอากรของคนไทยด้วย คำปราศรัยของเธอน่าจะต้องเน้นถึงผลประโยชน์ของประเทศไทย มิใช่พูดแต่ผลประโยชน์ของตัวและพรรคพวกดังที่ปรากฏ นี่เป็นหลักการทางรัฐศาสตร์ที่ประเทศประชาธิปไตยต้องยึดถือ มิใช่เป็นความเดือดร้อนของพวกต่อต้านยิ่งลักษณ์-ทักษิณ ดังที่สื่อมวลชนไทยส่วนมากวิจารณ์กัน

3. ตัวอย่างข้อความที่พูดเพื่อประโยชน์ของตนและพรรคพวก (ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ-พรรคการเมืองของทักษิณ-ขบวนการคนเสื้อแดง) โดยบิดเบือนความจริง คือการกล่าวโทษการทำรัฐประหาร และยกย่องทักษิณว่าได้รับการเลือกตั้งโดยชอบธรรม (rightfully elected) นั้น ไม่ควรพูดเลย แต่ถ้าจะพูดก็ต้องพูดให้หมด คือความจริงการชนะการเลือกตั้งของพรรคไทยรักไทยก็ดี พรรคพลังประชาชนก็ดี รู้กันทั่วเมืองว่า ขาดความชอบธรรม เพราะมีการโกงการเลือกตั้ง จนศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคไปแล้ว เรื่องรัฐประหารนั้นก็ต้องพูดให้ที่ประชุมทราบความจริงด้วยว่าสาเหตุเพราะรัฐบาลทักษิณละเมิดกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และใช้เล่ห์กลต่างๆ ทำลายองค์กรอิสระของรัฐที่ขัดขวางระบอบเผด็จการทางรัฐสภาของพวกเขา คนประณามรัฐประหารจะต้องประณามรัฐบาลที่ละเมิดกฎหมายและรัฐธรรมนูญก่อน เพราะเป็นตัวการทำให้เกิดรัฐประหาร ในขณะที่คณะรัฐประหารทำเพื่อโค่นล้มอำนาจที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย แล้วจัดตั้งรัฐบาลที่ปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น ที่กล่าวเช่นนี้ ไม่ใช่ผมชอบรัฐประหาร แต่ต้องการบอกคนที่ไม่รู้สัจจะทางการเมืองหรือทฤษฎีรัฐศาสตร์ว่ารัฐบาลที่ละเมิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายเป็นการละเมิดสัญญาประชาคม เปิดทางให้คนอื่นก็ไม่ต้องทำตามกฎหมายได้ เข้ายุคการใช้กฎป่า (law of the jungle) คนทำรัฐประหารใช้กฎป่าต้องเสี่ยงชีวิตเอาเอง

4. คำปาฐกถากล่าวถึงหลักการปกครองโดยกฎหมาย (rule of law) ถูกทำลาย (ภายใต้รัฐบาลสุรยุทธ์และรัฐบาลอภิสิทธิ์) ทำให้โครงการ-นโยบายของทักษิณถูกยกเลิก สิทธิและเสรีภาพของคนถูกทำลาย ฯลฯ และแนะว่าการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ในใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 นั้น พวกเขาต่อสู้เพื่อ freedom (เสรีภาพ) แต่ถูกรัฐบาลปราบ จนทำให้คนตาย 91 คน นั่นก็พูดความจริงเพียงครึ่งเดียว ส่วนที่ไม่ได้พูดอาจจะเป็นเพราะคิดว่าคนต่างชาติก็โง่เหมือนคนไทยที่เชื่อว่าพวกเขาไม่มีเสรีภาพ แม้จะปักหลักยึดครองใจกลางกรุงเทพมหานคร ติดอาวุธต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาลก็ยังทำได้ คำปาฐกถาไม่พูดให้หมดว่า การชุมนุมนั้นเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายหรือไม่ กองกำลังติดอาวุธเป็นของใคร รัฐบาลใช้กำลังรักษาความสงบเรียบร้อยนั้นเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายหรือไม่ คนตายเป็นฝ่ายรัฐและฝ่ายทักษิณเท่าไร ส่วนที่บิดเบือนความจริงก็คือม็อบแดงที่จัดตั้งขึ้นนั้นต้องการโค่นล้มรัฐบาล และยึดอำนาจรัฐ (ไม่ใช่ต้องการเสรีภาพซึ่งมีอยู่เต็มที่แล้ว)  โดยวิธีการรุนแรง ติดอาวุธ สร้างความหายนะครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของไทยตามที่ทราบกันดีอยู่แล้ว

5. ยิ่งลักษณ์พูดถึง “หลักการปกครองโดยกฎหมาย” (rule of law) และ “เสียงข้างมาก”(majority) หลายครั้ง แต่น่าสงสัยว่าเธอรู้ความหมายที่แท้จริงของคำเหล่านี้หรือไม่ หรือเธอต้องการเผยกลเม็ดให้เห็นว่า คำเหล่านี้ใช้ประโยชน์ในทางการเมืองได้ เพราะ “เสียงส่วนมาก” นั้นคนเห็นจริงเห็นจังได้ชัดเจน ฉะนั้นต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมทุกวิถีทางให้ได้มาซึ่ง “เสียงส่วนมาก” ไม่ว่าจะถูกหรือผิดกฎหมายก็ตาม เมื่อได้ “เสียงส่วนมาก” แล้ว จะใช้อ้างว่ารัฐบาลประชาธิปไตยเสียงส่วนมากจะทำอะไรก็ได้ สิ่งที่เธอควรพูดแต่ไม่ได้พูดในการอธิบายปัญหาของไทยก็คือ รัฐบาลประชาธิปไตยที่ได้เสียงข้างมากก็ต้องมีกรอบในการใช้อำนาจ ผู้ที่เลื่อมใสในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นจะต้องรู้ว่า ระบอบประชาธิปไตยนั้นคงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่ยึดหลักกฎหมาย ในขณะที่ “เสียงส่วนมาก” นั้นเปลี่ยนมือ/เปลี่ยนขั้วได้ ฝ่ายที่ใช้วิธีหลอกล่อหรือซื้อเสียงมา (ละเมิด “หลักการปกครองโดยกฎหมาย”) จะรักษาฐานะไว้ได้ต่อเมื่อคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้เท่าทันเท่านั้น และรัฐบาลนั้นจะพยายามทำให้คนโง่อยู่ตลอดกาล ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย ความจริงรัฐบาลหรือนักการเมืองจะต้องยึด “หลักการปกครองโดยกฎหมาย” ด้วยจิตวิญญาณที่บริสุทธ์ ประชาธิปไตยจึงจะไปรอด (ตัวอย่างที่ไม่ดีคือ พรรคเพื่อไทยปัจจุบันภายหลังถูกยุบมาแล้ว  2 ครั้ง เตรียมตัวรองรับการทำผิดจนถูกยุบอีกโดยการแต่งตั้งบุคคลไม่สำคัญของพรรคไปดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย คือเตรียมแพะรับบาปไว้ล่วงหน้า เหมือนโจรที่คิดกลเม็ดในการเลี่ยงกฎหมายกรณีต้องโทษไว้ทุกกระบวนการ ความจริงข้อนี้เอาไปสอนชาวโลก 1,215 คน จาก 105 ประเทศที่อูลัน บาร์ตอร์ได้ไหมว่านี่เป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่น่าหรือไม่น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

6. ยิ่งลักษณ์กล่าวในที่ประชุมว่า พลังต่อต้านระบบประชาธิปไตยในไทยยังคงอยู่ แล้วพูดถึงรัฐธรรมนูญ วุฒิสภา และองค์กรอิสระว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ถ้อยคำที่ใช้แสดงให้เห็นว่าผู้นำของไทยไม่เข้าใจการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การกล่าวโทษรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของชาติว่าแอนตี้ประชาธิปไตยนั้น ต้องการจะละเมิดโดยไม่ยอมให้มีการทำรัฐประหารอีกใช่หรือไม่? การกล่าวบิดเบือนว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกวุฒิสภาได้รับการแต่งตั้งโดยกลุ่มคนไม่กี่คน  (a small group of people) นั้น  เป็นการทำลายชื่อเสียงของผู้ทรงคุณวุฒิที่สรรหากันมาตามกฎเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่? และข้อความที่ประณามองค์กรอิสระอย่างรุนแรงที่ว่า “บิดเบือนการใช้อำนาจที่ควรเป็นของประชาชน เพื่อประโยชน์ของคนไม่กี่คน แทนที่จะเป็นประโยชน์ของสังคมส่วนรวม” นั้น ต้องการที่จะล้มล้างองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ โดยใช้ม็อบเสื้อแดงและโดยการสนับสนุนของผู้แทนต่างประเทศที่มาประชุมกัน 1,215 คน เพื่อป้องกันการทำรัฐประหารใช่หรือไม่? คนที่สนับสนุนรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญก็เป็นพวกแอนตี้ระบอบประชาธิปไตยด้วยใช่หรือไม่?  ในประเทศประชาธิปไตยนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ไม่เลื่อมใสรัฐธรรมนูญ ควรไปทำมาหากินนอกระบบ รัฐบาลที่ไม่ปกป้องรัฐธรรมนูญและไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญนั้นเท่ากับเปิดทางให้มีการทำรัฐประหารหรือใช้กฎป่าฆ่าฟันกันเองใช่ไหม? ใครเป็นพวกต่อต้านประชาธิปไตยกันแน่?

7. พฤติกรรมเช่นนี้ของนายกรัฐมนตรี รวมทั้งการเอา Robert Amsterdam ชาวต่างชาติที่เป็นที่ปรึกษาของทักษิณมาช่วยแพร่ข่าวทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศที่คนไทยหวงแหน ยกย่องคนทำผิด ประณามคนทำตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ ถ้าจะใช้คำสั้นๆ กะทัดรัดสรุป โดยไม่ใช้คำว่า “ขายชาติ” แล้วจะใช้คำอะไรดี?

8. ชัย ราชวัตร เป็นคนไทย มีสิทธิและหน้าที่ที่จะปกป้องชื่อเสียงและผลประโยชน์ของประเทศไทย คนไทยที่รักชาติควรมีสปิริตทำนองเดียวกัน

9. ถ้าเรื่องไปถึงศาล ศาลก็คงจะพิจารณาบรรยากาศความขัดแย้งทางการเมืองของไทยในขณะนี้ประกอบในการตัดสินคดีด้วย ส.ส.พรรครัฐบาลที่อยู่ในอำนาจ ม็อบเสื้อแดงประสานเสียงกันข่มขู่ศาลรัฐธรรมนูญด้วยวิธีการอันรุนแรง นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไม่เพียงแต่ไม่ห้ามปราม แต่กลับให้ท้ายพวกเขาด้วยคำพูดดังกล่าวที่ อูลัน บาร์ตอร์ เทียบกันกับชัย ราชวัตร คนเดียวโดดเดี่ยว โต้ตอบผู้เหลิงอำนาจ โดยการเขียนการ์ตูนการเมืองพร้อมด้วยคำพูดประกอบว่า “โปรดเข้าใจ กระหรี่ไม่ใช่หญิงคนชั่ว กระหรี่แค่เร่ขายตัว แต่หญิงชั่วเที่ยวเร่ขายชาติ” เป็นพฤติกรรมที่สงบและสุภาพมาก.. เมื่อเทียบกับม็อบเสื้อแดง

10. ในระบอบประชาธิปไตย คนมีอาชีพและความถนัดหลากหลาย และมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นออกมาในรูปแบบแตกต่างกัน ศิลปินมีศิลปะในการแสดงความคิดเห็นตามความชำนาญของพวกเขา ชัย ราชวัตร เป็นนักเขียนการ์ตูนอาวุโสที่เป็นเจ้าของ “รางวัล ศรีบูรพา พ.ศ. 2543” มาแล้ว ความสำเร็จอยู่ที่รู้จักใช้คำพูดแหลมคม กะทัดรัด จะล้อเลียนใคร เสียดสีใคร ตำหนิติเตียนหรือทำให้คนหัวเราะ เขามีวิธีการของเขา นักการเมืองต้องมีอารมณ์อดทน เป็นหน้าที่ที่ติดมากับตำแหน่งบุคคลสาธารณะอยู่แล้ว ถ้าเอานักอ่านการ์ตูนหรือผู้เชี่ยวชาญในวงการการ์ตูนล้อการเมืองมาให้ความเห็น คงจะได้ข้อสรุปคล้ายกันว่า งานของชัย ราชวัตรชิ้นนี้ใช้คำพูดคล้องจองกะทัดรัดและสื่อความหมายได้ดี แม้จะเผ็ดร้อนไปบ้างก็ตาม คนที่เป็นเป้าหรือถูกพาดพิงถ้าไม่ขาดความเป็นผู้ใหญ่  ควรมีใจกว้างรับฟังด้วยเหตุผล

11. ส่วนที่กล่าวพาดพิงถึงเพศหญิง กระหรี่ขายตัวนั้น น่าจะเป็นเรื่องของกลอนพาให้สอดคล้องกับคำว่า “ขายชาติ” มากกว่าจะหมายถึงการดูถูกเพศหญิง นักการเมืองที่ขึ้นมามีอำนาจและรักษาอำนาจโดยอาศัยความชำนาญในการปลุกม็อบ ทำเรื่องให้เป็นการเมืองเพื่อปลุกม็อบเหมือนเด็กนักเรียนเกเรปลุกปั่นเพื่อนนักเรียนให้ยกพวกไปตีกับเด็ดโรงเรียนอื่นนั่นแหละ

12. คุณูปการของการ์ตูนล้อการเมืองชิ้นนี้ก็คือใช้คำพูดที่แหลมคอม จุดประกายให้คนไทยจัดตาดูนักการเมืองขายชาติ หลายปีมาแล้ว มีผู้มีอำนาจเหนือระบบสมคบกับคนต่างชาติเป็นที่ปรึกษาให้แก่กันและกัน เอาผลประโยชน์ของประเทศไปแลกกับคนต่างชาติเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือผลประโยชน์ของพรรคพวก ทำลายชื่อเสียงของประเทศไทย ศาลคงจะมองเห็นว่าคนที่ใช้การ์ตูนเตือนสติคนให้หลีกเลี่ยงการทรยศต่อชาติ หรือขายชาตินั้น สมควรที่จะได้รับความชื่นชมแทนที่จะลงโทษ

13. ข้อความในการ์ตูนนั้น ศาลคงจะวินิจฉัยได้ว่าไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326-330 เพราะได้รับยกเว้นตามมาตรา 329 และมาตรา 330 คือเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม และสิ่งที่ยิ่งลักษณ์ไปพูดในเวทีการประชุมระหว่างประเทศนั้นเป็นความจริงที่ทำให้ชื่อเสียงของประเทศไทยเสียหาย ส่วนพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์นั้นก็ไม่ถือว่าคนที่นำข้อมูลเข้าไปในสื่อโดยสุจริตนั้นมีความผิด ถ้าทีมทนายที่รู้กฎหมายขืนฟ้องชัย ราชวัตร ก็คงต้องการใช้อำนาจเงินและอำนาจการเมืองกลั่นแกล้งศัตรูให้เสียเวลาในการทำงาน หรือเพียงหวังแต่จะใช้เงิน “จ้างผีโม้แป้ง”

14. อย่างไรก็ตาม ชัย ราชวัตร กำลังต่อสู้กับผู้มีอำนาจเงินและอำนาจการเมืองที่พร้อมที่จะใช้อำนาจนั้นทั้งในที่แจ้งและที่มืด ในขณะที่ชัย ราชวัตร(ที่ผมไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว)คงมีแต่ปากกา และอุดมการณ์ที่ยึดเหนี่ยวคุณธรรม ผมอยากให้ชัย ราชวัตรสู้คดีให้ถึงที่สุด หาทนายความที่เก่งและมีคุณธรรม พวกผมจะช่วยกันออกเงินค่าทนายความให้

 


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»