เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ มติครม.

 

 

 

 

 

 

ถ้อยแถลงร่วมไทย – ศรีลังกา ไทย-อินเดีย ไทย-มัลดีฟท์ และปัญหาเศรษฐกิจ

28 พฤษภา ปู ยิ่งลักษณ์ ทัวร์ทางการเจรจาการค้า สร้างความสัมพันธ์เพื่อนบ้าน  

ถ้อยแถลงร่วมไทย – ศรีลังกา

 

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอร่างถ้อยแถลงร่วมสำหรับการเยือนศรีลังกา

                มีสาระสำคัญเพื่อเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ร่วมและแสดงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยและศรีลังกาในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

                1. การส่งเสริมการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน โครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัย และด้านพลังงาน

                2. ส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการและการพัฒนา โดยที่ศรีลังกาประสงค์จะได้รับความรู้และแนวทางการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์จากไทย

                3. การขยายความร่วมมือด้านการเกษตรและการประมง โดยทั้งสองฝ่ายได้ตกลงที่จะฟื้นฟูกลไกคณะทำงานร่วมด้านการเกษตร และคณะทำงานร่วมด้านการประมง

                4. ผลักดันความร่วมมือเพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยง (Connectivity) โดยศรีลังกาเป็นประเทศที่มีทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในมหาสมุทรอินเดีย

                5. ขยายความร่วมมือทางด้านศาสนา วัฒนธรรม และการศึกษา โดยต่อยอดพื้นฐานอันแน่นแฟ้นทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมด้านพุทธศาสนาร่วมกัน และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 260 ปี การสถาปนาพุทธศาสนานิกายสยามวงศ์ในศรีลังกา

                6. เสริมสร้างความร่วมมือในกรอบพหุภาคี อาทิ ในกรอบสหประชาชาติ BIMSTEC และ ACD

 

ถ้อยแถลงร่วมไทย – อินเดีย

 

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอ

ร่างถ้อยแถลงร่วมสำหรับการเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีอินเดีย โดยสาระสำคัญเพื่อเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ร่วมและแสดงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยและอินเดียในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

                1. ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน

                2. ด้านความเชื่อมโยง

                3. ด้านความมั่นคงและการทหาร

                4. ด้านวัฒนธรรม การศึกษาและการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน

                5. ด้านความร่วมมือในกรอบภูมิภาคและพหุภาคี

 

ถ้อยแถลงร่วมไทย – มัลดีฟส์

 

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ร่างถ้อยแถลงร่วมไทย – มัลดีฟส์ในโอกาสการเยือนมันดีฟส์อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี โดยมีสาระสำคัญ เพื่อเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ร่วมและแสดงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยและรัฐบาลมัลดีฟส์ในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ ในด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการศึกษา

 

UNESCO และ OECD ร่วมมือจัดทำนโยบายด้านการศึกษาไทย

 

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ

เห็นชอบในหลักการโครงการความร่วมมือจัดทำข้อเสนอนโยบายด้านการศึกษาของประเทศไทย โดยองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยจ่ายค่าตอบแทน สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจำนวน 10,400,000 บาท หรือ 252,000 ยูโร (อัตราแลกเปลี่ยน 39.98 บาท ต่อ 1 ยูโร) ให้เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556

 

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. ยกระดับคุณภาพการศึกษา และประสิทธิภาพการศึกษาให้ได้มาตรฐานสากล การเรียนรู้อย่างเท่าทันต่อสภาวการณ์ปัจจุบัน และอนาคต โดยดำเนินงานให้มีความสอดคล้องกับนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล และแนวนโยบายแห่งรัฐ

                2. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้ดำเนินการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำร่าง ยุทธศาสตร์การศึกษา พ.ศ. 2556-2558 ให้ได้มาตรฐานสากล มีการติดตามประเมินผลใน 4 ภูมิภาค ในช่วง เดือนมกราคม – มีนาคม 2556

               

                ขอบเขตและระเบียบวิธีดำเนินการ มีประเด็นสำคัญ 5 เรื่อง

 

1 การประเมินระบบการศึกษาโดยรวม

ปรับปรุงการศึกษาในประเทศให้สอดคล้องกับนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11

2 นโยบายด้านครู และการเสริมสร้างความสามารถของครูและผู้บริหารโรงเรียน

โดยการวิเคราะห์ทรัพยากรที่มีอยู่ รวมทั้งประเมินโอกาสเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ การยกระดับให้เป็นวิชาชีพ

3 การพัฒนาหลักสูตร

เน้นความสามารถด้านภาษา ความเป็นพลเมืองโลก ความมีขันติธรรม และพลเมืองศึกษา

4 นโยบายด้านการวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา

ได้แก่ PISA, O-Net และตัวชี้วัดอื่น ๆ

5 การเรียนโดยใช้สื่อเคลื่อนที่ (Mobile Learning)

เน้นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการศึกษาและฝึกอบรมครู

                       

       

                ระเบียบวิธีดำเนินการ โครงการจัดทำข้อเสนอนโยบายด้านการศึกษาของประเทศไทย

 

1 รายงานภูมิหลังการศึกษาของประเทศ

จัดเตรียมโดยคณะของประเทศไทย (แต่งตั้งโดยหน่วยงานระดับชาติ)

2 ข้อมูลที่ใช้เป็นมาตรฐานและเทียบเคียง

ซึ่งให้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับระบบการศึกษาของประเทศเปรียบเทียบกับของประเทศอื่น ๆ

3 ศึกษาและทบทวนวรรณกรรม (literature review)

ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายด้านการศึกษาของประเทศ พร้อมด้วยข้อมูลจากองค์การระหว่างประเทศ

4 การเดินทาง 3 ครั้ง

กำหนดขอบเขต สืบค้น ข้อมูลและตีความ ตรวจสอบความถูกต้อง

 

               

                การดำเนินงาน

                1 ทบทวนรายงานภูมิหลังด้านการศึกษาของประเทศ (country background report)

                2 จัดทำข้อเปรียบเทียบระบบการศึกษาของประเทศไทยกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ส่วน OECD จะวิเคราะห์ผล PISA ของประเทศไทย

                3 จัดทำ literature review งานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร ความสามารถด้านภาษา ความเป็นพลเมืองโลก ความมีขันติธรรม                                     

               4 ให้ข้อคิดเห็นต่อ literature review ของ OECD เรื่องการประเมินผลครูและนักเรียน

                5 จัดทำการประเมินภาพรวมระบบการศึกษาของประเทศไทยในเรื่องคุณภาพ ความเสมอภาค ประสิทธิภาพ เพื่อ OECD ให้ข้อคิดเห็น

                6 เข้าร่วมในการหารือและประชุมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องระดับชาติ (national stakeholders) ที่ทางรัฐบาลจัด เป็นผู้นำในการสนทนาในเรื่องการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่

                7 ยกร่างรายงานฉบับสมบูรณ์ในหัวข้อเรื่องการพัฒนาหลักสูตร ความสามารถด้านภาษา ความเป็นพลเมืองโลก

                8 ให้ข้อคิดเห็นต่อรายงานฉบับสมบูรณ์ เรื่องการประเมินผลครูและนักเรียน

                9 ดำเนินการปรับแก้ให้สอดคล้องและปิดเล่มรายงานฉบับสมบูรณ์

                10 เผยแพร่รายงาน

           

กรอบการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยปี 2556

 

                    คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ รายงานว่า เศรษฐกิจไทยในระยะ 1 ปีข้างหน้ากำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากความล่าช้าในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งผลจากการดำเนินมาตรการขยายปริมาณเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายประเทศ ส่งผลให้มีเงินทุนไหลมาสู่ภูมิภาคเอเชียจำนวนมากทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นการแข็งค่ามากกว่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค  ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว 

                ดังนั้น สำนักงานฯ และกระทรวงการคลังจึงได้จัดทำกรอบการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยปี 2556 ขึ้น โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

 

                ปัจจัยที่จะกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ 5 ด้านได้แก่

                (1) ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวได้ช้ากว่าความคาดหวังและมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจอีก

                (2) การแก้ปัญหาด้วยการพิมพ์เงินของประเทศมหาอำนาจ ทำให้สงครามอัตราแลกเปลี่ยนยังคงดำเนินต่อไปและส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าประเทศไทย

                (3) ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นและผันผวนส่งผลกระทบต่อรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการ

                (4) แรงขับเคลื่อนจากมาตรการสร้างรายได้-ลดรายจ่าย-ขยายโอกาส ในปีแรกมีแนวโน้มลดลง ในขณะที่การเบิกจ่ายงบลงทุนโครงการขนาดใหญ่อาจจะมีความล่าช้ากว่ากำหนดการ

                (5) การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดอสังหาริมทรัพย์ ต้องดูแลให้สอดคล้องกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โดยระมัดระวังไม่ให้เป็นการเก็งกำไรจนเกิดฟองสบู่ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

 

                กรอบการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ จึงให้ความสำคัญกับการดำเนินมาตรการที่รัฐบาลสามารถกำกับได้ และลดความเสี่ยงจากปัจจัยที่รัฐบาลไม่สามารถกำกับได้ ดังนี้

 

Ø มาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจระยะสั้น

Ø 7 มาตรการด้านการเงิน

Ø 6 มาตรการด้านการคลัง

Ø 8 มาตรการเฉพาะด้านเพื่อสนับสนุนการผลิตสินค้าและบริการ การส่งออก

 

มาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจระยะสั้น

 

1 การสร้างความเชื่อมั่นและเสถียรภาพระยะสั้น

·         ดูแลเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนมิให้แข็งค่ากว่าประเทศคู่แข่งและประเทศคู่ค้า

 

·         ดูแลการดำเนินนโยบายการคลังและนโยบายการเงินให้มีความสอดคล้องกัน

 

·         สร้างความเชื่อมั่นในต่างประเทศ

2 การรักษาศักยภาพการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจให้สามารถขยายตัวได้ร้อยละ 5

·         สร้างฐานการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนในประเทศ

 

·         สนับสนุนการสร้างรายได้จากต่างประเทศ

 

·         ดำเนินนโยบายการคลังที่มีวินัย

 

·         ขยายฐานภาษี เพิ่มรายได้ของภาครัฐ

 

 

 

7 มาตรการด้านการเงิน

 

1 ซื้อขายเงินตราต่างประเทศ

ดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ

2 นโยบายอัตราดอกเบี้ย

 

3 มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (Macro Prudential Measures)

ดูแลเสถียรภาพของสถาบันการเงิน

4 มาตรการจำกัดเงินทุนไหลเข้า

 

5 บริหารจัดการเงินทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ

เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์

6 ช่วยเหลือ SMEs ให้สามารถบรรเทาผลกระทบของค่าเงินบาท

 

7 สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคเพื่อดูแลอัตราแลกเปลี่ยน

 

 

          

 

มาตรการด้านการคลัง

 

1 กำกับดูแลการเบิกจ่ายงบประมาณและงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ

 

2 กำหนดการโครงการลงทุนขนาดใหญ่

 

 

3 กำหนดให้รัฐวิสาหกิจชำระหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ

 

4 ปฏิรูปโครงสร้างภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

5 สนับสนุนด้านสินเชื่อ

ช่วยเหลือผู้ประกอบการและ SMEs 

6 ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจเอกชนไปลงทุนต่างประเทศ

 

 

                                       

มาตรการเฉพาะด้านเพื่อสนับสนุนการผลิตสินค้าและบริการ การส่งออก

 

        (1) ด้านเกษตรเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกร

        (2) ด้าน SMEs เพิ่มสัดส่วนเป็นร้อยละ 40 ของ GDP 

        (3) ด้านอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ขยายการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยี

        (4) ด้านท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว 24.7 ล้านคนในปี 2556 และรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในปี 2558 

        (5) การส่งออกขยายตัวร้อยละ 9 ในปี 2556 

        (6) ด้านพลังงานเพื่อให้มีแหล่งพลังงานที่มั่นคงในราคาที่เหมาะสม

        (7) ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) เพื่อยกระดับเทคโนโลยีและการเข้าถึงบริการให้เป็นระดับแนวหน้าในภูมิภาค

        (8) ผู้มีรายได้น้อย เพื่อสร้างรายได้และกำลังซื้อขยายการเข้าถึงแหล่งทุน และลดต้นทุนการประกอบอาชีพ

 

 

 

 


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»