เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ เกี่ยวกับการเมืองทั่วไป

 

 

 

 

 

 

2 ปีผ่านไป...รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำอะไรให้ประเทศไทยบ้าง? (ตอนที่ 1)

โดย วิชุดา สาธิตพร

       เครือข่ายข้อมูลการเมืองไทย

รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2554 มีนโยบายเร่งด่วน 16 เรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทยใช้รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และได้รับการตอบรับจากประชาชนกว่า 14 ล้านเสียง  จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 2 ปีแล้วที่พรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง แต่การบริหารงานของรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำกลับได้รับทั้งเสียงตอบรับ และกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในผลงานและนโยบายต่างๆ คละเคล้ากันไป คำถามที่อยากชวนให้คนไทยช่วยกันคิดก็คือ “เราได้อะไรบ้าง จากสองปีภายใต้การบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบัน?”

ผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนของสถาบันพระปกเกล้า (2556) เกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการให้บริการสาธารณะและการทำงานของหน่วยงานต่างๆ พ.ศ. 2555 ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติโดยทำการสัมภาษณ์สมาชิกในครัวเรือนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกจังหวัด  ทั่วประเทศ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 35,312 คน แบ่งเป็นประชาชนในเขตเทศบาล 18,592 คน และนอกเขตเทศบาล 16,720 คน พบว่า ในเรื่องการติดตามการทำงานของรัฐบาลนั้น มีประชาชนเพียงร้อยละ 13.9 เท่านั้นที่ได้ติดตามการทำงานของรัฐบาลอยู่เป็นประจำ ในขณะที่ประชาชนร้อยละ 18.9 ไม่ได้ติดตามการทำงานของรัฐบาลเลย และร้อยละ 67.2 ติดตามการทำงานบ้างเป็นครั้งคราว

นอกจากนี้ เมื่อสอบถามประชาชนถึงการรับรู้เกี่ยวกับนโยบายสำคัญของรัฐบาล ปรากฏว่า “ผลงานของรัฐบาลที่ประชาชนรับรู้” มากที่สุด 5 อันดับแรก คือ โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค (ร้อยละ 95.6)  การขึ้นเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุแบบมากขึ้นตามอายุ (ขั้นบันได) (ร้อยละ 90.9) การแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติด (ร้อยละ 90.8) การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท (ร้อยละ 90.0) และการขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท (ร้อยละ 85.3)

เมื่อสอบถามประชาชนที่รับรู้นโยบายต่างๆ ของรัฐบาลต่อไปถึงระดับความพอใจต่อนโยบายสำคัญๆ ของรัฐบาล พบว่า นโยบายของรัฐบาลที่ประชาชนพึงพอใจในระดับมากถึงมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ

1. การขึ้นเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุแบบขั้นบันได (ร้อยละ 91.2)

2. โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค (ร้อยละ 87.8)  

3. การพักหนี้เกษตรกร (ร้อยละ 84.7)  

4. การแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติด (ร้อยละ 81.0)  

5. การส่งเสริมกองทุนหมู่บ้าน กองทุน SML (ร้อยละ 80.6)  

ในขณะที่นโยบายที่ประชาชนพึงพอใจในระดับมากถึงมากที่สุด 5 อันดับสุดท้าย คือ

1. การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม (ร้อยละ 63.9)

2. การสร้างสันติสุขและความปลอดภัยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ร้อยละ 58.9)

3. การปฏิรูปการเมือง (ร้อยละ 57.0)

4. การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ (ร้อยละ 54.7) และ

5. แก้ไขปัญหาสินค้าราคาแพง (ร้อยละ 51.9)

น่าสนใจว่า แม้โดยภาพรวมจะดูเหมือนว่าประชาชนจะ “ค่อนข้างพอใจ” กับนโยบายของรัฐบาล แต่ระดับความพึงพอใจของประชาชนต่อนโยบายรัฐบาลนั้น มีความแตกต่างกันไปในแต่ละภาค เช่น ประชาชนในกรุงเทพฯยัง “ไม่ค่อยพอใจ” กับนโยบายการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ เช่นเดียวกับประชาชนในภาคกลางที่ยัง “ไม่ค่อยพอใจ” กับนโยบายนี้ และยัง “ไม่ค่อยพอใจ” กับนโยบายการแก้ไขปัญหาสินค้าราคาแพง ในขณะที่ประชาชนในภาคใต้นอกจากจะไม่พอใจกับนโยบายทั้งสองนี้แล้ว ยัง “ไม่ค่อยพอใจ”กับนโยบายการสร้างสันติสุขและความปลอดภัยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และนโยบายการปฏิรูปการเมืองอีกสองนโยบายด้วย เป็นต้น (สถาบันพระปกเกล้า, 2556) ความพอใจของประชาชนต่อนโยบายรัฐบาลจึงน่าจะเป็นภาพสะท้อนของความพอใจต่อตัวรัฐบาลที่แปรผันไปตามพื้นที่ฐานเสียงมากกว่าความพอใจต่อตัวนโยบายของรัฐบาลจริงๆ

นอกจากเสียงสะท้อนจากประชาชนผ่านการสำรวจความคิดเห็นข้างต้นแล้ว การดำเนินโยบายบางอย่างของรัฐบาล เช่น นโยบายรับจำนำข้าว นโยบายการจัดการน้ำ (โดยใช้งบประมาณสูงกว่า 3.5 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ และเป็นหนึ่งใน 16 นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ยังไม่เป็นที่ยอมรับ และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก โดยเฉพาะจากฝ่ายค้าน นักวิชาการบางกลุ่ม และผู้มีส่วนได้เสียกับนโยบาย อาทิ

อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในงานสัมมนาทางออกระบบอุตสาหกรรมข้าวไทย สู่การแข่งขันตลาดโลกว่า “การรับจำนำข้าวของรัฐบาล และการเก็บข้าวนั้น เป็นเหตุให้คุณภาพข้าวไทยเสื่อมคุณภาพลง ซึ่งเป็นการทำลายอนาคตการส่งออกข้าวไทย และห่วงโซ่การผลิตข้าวไทยทั้งระบบ” (กรงเทพธุรกิจ, 3 กุมภาพันธ์ 2556)

วิชัย ศรีประเสริฐนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าว กล่าวแสดงความคาดหวังต่อนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลว่า “รัฐบาลควรจะทำการเปลี่ยนแปลงหลักการบริหารจากการจำนำข้าว มาเป็นการใช้กลไกทางการตลาดแทน เพื่อแก้ไขปัญหาการระบายข้าวออกจากสต๊อก และเป็นการดูแลความเป็นอยู่ของชาวนาระยะยาว” (ข่าวสด, 7 กุมภาพันธ์ 2556)

แม้กระทั่ง มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ได้ออกมาระบุว่า “โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลปี 2554/2555 ขาดทุนมากกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งอาจจะเป็นเหตุให้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีความยากลำบากมากในการดูแลเพื่อให้งบประมาณสมดุลในปี 2560” (โพสต์ทูเดย์, 6 มิถุนายน 2556)

และล่าสุด ศาลปกครองถึงกับมีคำพิพากษาให้รัฐบาลไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำตามเจตนารมณ์ที่ 10 ว่าด้วยสิทธิในข้อมูลข่าวสาร และการร้องเรียนและตามเจตนารมณ์ที่ 12 เรื่องสิทธิชุมชนก่อน ที่จะมีการเซ็นสัญญากับบริษัทเอกชนที่ประมูลงานได้ (ไทยโพสต์, 30 มิถุนายน 56)

ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนและกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลที่หยิบยกมาพอเป็นตัวอย่างข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่าสาธารณชนมีการรับรู้และให้น้ำหนักความสนใจต่อนโยบายและการทำงานต่างๆ ของรัฐบาลที่แตกต่างกันไปในแต่ละเรื่อง/นโยบายน่าสนใจว่า การรับรู้และการให้น้ำหนักความสนใจดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับการให้น้ำหนักและการให้ความสำคัญของรัฐบาลในฐานะผู้กำหนดและผลักดันนโยบายหรือไม่

การสรุปและทบทวนในเรื่องผลงานของรัฐบาลตาม 16 นโยบายเร่งด่วน โดยผ่านการพิจารณาจาก “มติครม.” น่าจะทำให้เราในฐานะประชาชนสามารถมองเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าในทางปฏิบัติ รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย ได้ให้ความสำคัญกับ 16 นโยบายเร่งด่วนที่ได้ประกาศไว้เพียงใด? และผลงานที่รัฐบาลได้ดำเนินไปนั้น มีความสัมพันธ์กับเสียงตอบรับ และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ของสาธารณชนหรือไม่? อย่างไร?

เมื่อพิจารณาจากมติครม.ตั้งแต่การทำงานปีแรก (ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2554 -มิถุนายน 2555) เปรียบเทียบกับปีที่สอง (ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2555 -มิถุนายน 2556) พบว่า

 

นโยบายด้านการเร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ เป็นนโยบายที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้ความสำคัญมากที่สุด โดยมีการบรรจุเป็นวาระในการประชุมคณะรัฐมนตรีแทบทุกครั้ง และเมื่อนำมาคำนวณสัดส่วนการออกเป็นมติต่อการประชุมคณะรัฐมนตรีในแต่ละเดือนแล้ว พบว่า คณะรัฐมนตรีมีมติที่เกี่ยวข้องกับนโยบายด้านนี้ออกมาทุกเดือน (ร้อยละ 100) ในทั้งสองปีที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ

สาระสำคัญโดยทั่วไปที่คณะรัฐมนตรีนำเข้าสู่การพิจารณาและออกเป็นมติ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเจรจาทางการค้าการสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับนานาประเทศ ทั้งในด้านการค้าการลงทุน วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และสังคม รวมถึงการปฏิบัติตามกฎระเบียบสากลโลก (เช่น การป้องกันการค้ามนุษย์ เป็นต้น) และการเดินทางของน.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรีและคณะเพื่อเยือนประเทศต่างๆ เช่น อินเดีย บังคลาเทศ ศรีลังกา มัลดีฟ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น พม่า เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย บาห์เรนกาตาร์ คูเวต โปแลนด์ ตุรกี ซึ่งทั้งหมดมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านการค้าและการลงทุน และมีผลการเจรจาทางการค้า และสนธิสัญญาระหว่างประเทศตามมา

..........................................................

อ่านต่อตอนจบ >>>

บรรณานุกรม

“ภาคเอกชนส่องกล้อง ‘ครม.ปู 5’หวั่น"จำนำข้าว-ทุจริต"ฉุดความเชื่อมั่น.” ข่าวสด, 7กรกฎาคม2556. <http://www.khaosod.co.th/viewnews.php?newsidTWpBeE15MHdOeTB3Q==>

“‘มูดี้ส์’ระบุจำนำข้าวไม่มีผลต่อเครดิตไทย.”โพสต์ทูเดย์, 6 มิถุนายน 2556 <http://www.posttoday.com/E %B8%97%E0%B8%A2>

“ศาลปค.สั่ง!'ปู'รับฟังปชช.ก่อนจัดการน้ำ”. คมชัดลึก,27 มิถุนายน 2556 <http://www.komchadluek.net/detail/20130627/162067/>

สถาบันพระปกเกล้า. 2556. รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการให้บริการสาธารณะและการทำงานของหน่วยงานต่างๆ พ.ศ. 2555. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า.อัมมาร'อัดจำนำข้าวทุกเมล็ดทุบตลาดส่งออก.กรุงเทพธุรกิจ, 3 กรกฎาคม 2556.<http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/business/20130703/514944/.html>

 


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»