เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ เกี่ยวกับการเมืองทั่วไป

 

 

 

 

 

 

2 ปีผ่านไป...รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำอะไรให้ประเทศไทยบ้าง? (ตอนจบ)

โดย วิชุดา สาธิตพร

       เครือข่ายข้อมูลการเมืองไทย

นอกจากนโยบายด้านการเร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์ และพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์มีมติคณะรัฐมนตรีออกมาทุกเดือนแล้ว นโยบายที่มีคณะรัฐมนตรีมีการพิจารณาและออกเป็นมติในปีที่สองในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากมติคณะรัฐมนตรีปีแรกมีอยู่ 7 นโยบาย ได้แก่ นโยบายการยกระดับสินค้าการเกษตรและความเป็นอยู่ของเกษตรกร นโยบายการจัดการน้ำแบบบูรณาการ นโยบายด้านพลังงาน นโยบายด้านป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น นโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยว นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และนโยบายแจกแทบเล็ต (tablet)

นโยบายการยกระดับสินค้าการเกษตร และความเป็นอยู่ของเกษตรกร เป็นนโยบายเร่งด่วน ที่รัฐบาลให้ความสนใจมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากนโยบายด้านการต่างประเทศ โดยมีการนำวาระเกี่ยวกับนโยบายนี้เข้าสู่การประชุมในครม.ในปีที่สองอย่างสม่ำเสมอ คิดเป็นร้อยละ 75.0 ซึ่งสูงกว่าปีแรกที่มีร้อยละ 63.6  ถึงแม้ว่าการบริหารนโยบายจะไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับ และมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเกี่ยวกับมาตรการบางเรื่อง เช่น นโยบายการรับจำนำข้าวดังที่กล่าวมาข้างต้น  แต่ก็น่าสนใจว่า เมื่อพิจารณาจากผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนของสถาบันพระปกเกล้าและสำนักงานสถิติแห่งชาติ (2556) แล้วกลับพบว่า ประชาชนมีความพึงพอใจในนโยบายนี้ค่อนข้างสูงมาก โดยเฉพาะในเรื่องการพักหนี้เกษตรกร คิดเป็นร้อยละ 84.7

นโยบายการจัดการน้ำแบบบูรณาการ หรือที่ทราบกันดีว่าต่อมาได้พัฒนาเป็นโครงการการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทนั้นเป็นนโยบายที่มีการบรรจุเป็นวาระการประชุมของครม.ปีที่สอง คิดเป็นร้อยละ 66.7 ของการประชุมในรอบ 12 เดือน ใกล้เคียงกับปีที่หนึ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพิจารณาและออกมติเกี่ยวกับนโยบายด้านนี้ ประมาณร้อยละ 63.6 อย่างไรก็ตาม การวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับนโยบายการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้น เช่น ศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ยื่นฟ้อง ต่อศาลปกครอง ว่า รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ กยน. กนอช. และ กบอ. มีวาระซ่อนเร้นในการบริหารงาน ซึ่งอาจเชื่อมโยงไปสู่การคอร์รัปชั่นได้ (คมชัดลึก, 27 มิถุนายน 2556) ในขณะที่อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า “พรรคประชาธิปัตย์มีมติยื่นถอดถอนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ เพราะเห็นว่า โครงการการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ส่อฮั้วประมูล  จำนวนผู้เข้าประมูลมีจำกัดเฉพาะกลุ่ม” (innnews, 19 มิถุนายน 2556) เป็นต้น

นโยบายด้านพลังงาน การชะลอการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีวาระประชุมต่อเนื่อง คิดเป็นร้อยละ 66.7 เท่ากับนโยบายการจัดการน้ำ และมีการประชุมในสัดส่วนที่มากขึ้นกว่าปีแรก ซึ่งมีร้อยละ 54.5  เนื่องจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลกในปีที่ผ่านมา จึงทำให้ครม. ต้องคอยติดตาม และเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องกว่าการทำงานในปีแรก

นโยบายด้านป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น รัฐบาลในปีที่สองให้ความสำคัญมากขึ้นเช่นเดียวกัน คิดเป็นร้อยละ 25.0 เทียบกับปีที่หนึ่ง คิดเป็นร้อยละ 18.2 แต่เป็นการทำงานของรัฐบาลที่ประชาชนรับทราบหรือรับรู้การดำเนินงาน คิดเป็นร้อยละ 50.9 เท่านั้น ซึ่งจัดอยู่ใน 5 อันดับสุดท้ายของนโยบายรัฐบาลที่ประชาชนรู้/ทราบจาการสำรวจของสถาบันพระปกเกล้าและสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สถาบันพระปกเกล้า, 2555)

 

การประชุมครม.ในปีที่สอง รัฐบาลให้ความสนใจกับนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยว และนโยบายแจกแทบเล็ต คิดเป็นร้อยละ 50.0 ร้อยละ 33.3 และร้อยละ 33.3 ตามลำดับ ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนการให้ความสนใจที่เพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่หนึ่งซึ่งมีการพิจารณาเกี่ยวกับนโยบายสามเรื่องนี้ คิดเป็นร้อยละ 9.1  ร้อยละ 0.0 และร้อยละ 9.1ตามลำดับ เท่านั้น นอกจากนี้ การทำงานด้านสาธารณสุขของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังเป็นเรื่องที่ประชาชนจากการสำรวจของสถาบันพระปกเกล้าและสำนักงานสถิติแห่งชาติให้ความพึงพอใจในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 87.8 และเป็นผลงานที่ประชาชนรู้จักมากที่สุด ร้อยละ 95.6 (สถาบันพระปกเกล้า, 2555) อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในจำนวน 16 นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น มีถึง 7 นโยบายที่รัฐบาลให้น้ำหนักความสนใจหยิบยกขึ้นมาพิจารณาและออกเป็นมติคณะรัฐมนตรีในปีที่สองในสัดส่วนที่น้อยลงกว่าการบริหารงานในปีแรกประกอบด้วยนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน นโยบายส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุน นโยบายเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน นโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบและนำสันติสุขกลับสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นโยบายส่งเสริมวัฒนธรรมและสนับสนุนหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) นโยบายแก้ปัญหายาเสพติด และนโยบายสร้างความปรองดอง

ในบรรดานโยบายเหล่านี้ นโยบายที่เป็นที่จับจ้องและมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในช่วงปีแรกและต้นปีที่สองของการทำงานของรัฐบาล คือนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ซึ่งมีมาตรการและนโยบายย่อยๆ ที่สำคัญ เช่น การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศ การเพิ่มเงินเดือนขั้นต่ำสำหรับผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท นโยบายลดค่าครองชีพไทยช่วยไทย เป็นต้น ทำให้มีมติครม.ในเรื่องเหล่านี้ออกมาค่อนข้างบ่อยในช่วงปีแรก คิดเป็นร้อยละ 72.7 แต่เมื่อมีการขับเคลื่อนนโยบายออกไปแล้วในปีที่สอง มติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายเหล่านี้ลดลงมาเหลือประมาณร้อยละ 50.0

ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นปัญหาร้ายแรงและเรื้อรังมาหลายปี แต่นโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบและนำสันติสุขกลับสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาลชุดนี้กลับได้รับความสนใจจากรัฐบาลในการประชุมและออกเป็นมติคณะรัฐมนตรีไม่โดดเด่นนัก คือในปีแรกของรัฐบาล มีการออกมติเกี่ยวกับเรื่องนี้คิดเป็นร้อยละ 54.5 หรือโดยเฉลี่ยประมาณสองเดือนต่อครั้งเท่านั้นในขณะที่ในปีที่สองสัดส่วนดังกล่าวยังลดลงไปอีกเหลือประมาณร้อยละ 41.7 หรือโดยเฉลี่ยในทุกๆ สามเดือนรัฐบาลจะมีมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการแก้ปัญหาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ออกมาครั้งหนึ่ง

นโยบายส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุน ประกอบด้วยนโยบายย่อยๆ หลายนโยบาย ซึ่งมีบางนโยบายที่ประชาชนบางกลุ่มทราบกันดีแล้ว อย่างกองทุนหมู่บ้าน (SML) เป็นนโยบายที่มีการริเริ่มมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลไทยรักไทย ในขณะที่บางนโยบายประชาชนยังไม่ค่อยทราบถึงเนื้อหา วัตถุประสงค์ รวมทั้งประโยชน์ของนโยบายมากนัก เช่น นโยบายกองทุนตั้งตัวได้ นโยบายกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เนื่องจากเป็นโยบายใหม่ที่เพิ่งมีการคิดและดำเนินการในรัฐบาลชุดนี้ น่าแปลกใจที่การประชุมครม.ในช่วงปีแรก มีการพิจารณาเกี่ยวกับนโยบายเหล่านี้ไม่บ่อยครั้งนัก คือ คิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของการประชุมทั้งหมด (ร้อยละ 27.3) และมาในปีที่สอง สัดส่วนของการประชุมเพื่อมีมติเกี่ยวกับนโยบายเหล่านี้ก็มิได้เพิ่มขึ้นและยังลดลงเล็กน้อย มาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 25.0 ของการประชุมทั้งหมดในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

นโยบายสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ เป็นอีกนโยบายหนึ่งที่รัฐบาลค่อนข้างให้ความสำคัญในช่วงปีแรกของการทำงาน โดยมีมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องนี้ออกมา คิดเป็นร้อยละ 54.5 แต่พอมาในปีที่สอง นโยบายเรื่องนี้กลับได้รับการให้น้ำหนักจากรัฐบาลไม่มากนัก และมีสัดส่วนในการนำเข้าไปพิจารณาในการประชุมคณะรัฐมนตรีลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับการทำงานในปีแรก

นโยบายอื่นๆ ที่เคยเป็นนโยบายเด่นของรัฐบาลยุคไทยรักไทยและพลังประชาชน ได้แก่ นโยบายแก้ปัญหายาเสพติด นโยบายส่งเสริมวัฒนธรรมและสนับสนุนหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) รวมถึงนโยบายใหม่อย่างนโยบายการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงร้อยละ 20 กลายเป็นกลุ่มนโยบายที่มีการนำเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรีในช่วงสองปีแรกของรัฐบาลปัจจุบันไม่บ่อยครั้งนัก และได้รับความสนใจจากรัฐบาลลดลงจากที่คณะรัฐมนตรีมีการออกมติเกี่ยวกับนโยบายเหล่านี้ คิดเป็นร้อยละ 27.3 18.2 และ 9.1 ตามลำดับ ในปีแรกมาอยู่ที่ร้อยละ 25.0 16.7 และ 8.3 ตามลำดับ ในปีที่สอง

สิ่งน่าสนใจอย่างมากอีกประการหนึ่งก็คือ มีนโยบายเดียวเท่านั้น ที่รัฐบาลน.ส. ยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย ได้ประกาศไว้ว่า จะดำเนินการทันที หลังได้รับการเลือกตั้ง คือ “นโยบายปฏิรูปการเมือง: การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” แต่ผลการทำงานของรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายเรื่องนี้ โดยการประชุมและมีมติคณะรัฐมนตรีออกมาถือว่ายังไม่มีเลยแม้แต่ครั้งเดียว (ร้อยละ 0.0) ตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะมีท่าทีที่ระมัดระวังในการดำเนินการตามนโยบายนี้เป็นอย่างมาก และพยายามผลักดันนโยบายผ่านช่องทางอื่น เช่น การให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทยหรือพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ เป็นผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านกระบวนการทางรัฐสภาเนื่องจากนโยบายปฏิรูปการเมือง: การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ เป็นเรื่องที่อ่อนไหวต่อการสร้างความขัดแย้งทางการเมือง รัฐบาลจึงอาศัยวิธีการฝากภาระไว้ที่ฝ่ายนิติบัญญัติให้เป็นกลไกในการดำเนินการแทน

การปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีและมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “ครม.ปู 5” เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2556 (คมชัดลึก, 30 มิถุนายน 2556) ในวาระครบรอบ 2 ปีที่พรรคเพื่อไทยได้รับความไว้วางใจจากเสียงส่วนใหญ่ให้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลจึงมีความน่าสนใจ และน่าติดตามว่าภาพลักษณ์ใหม่ของคณะรัฐมนตรี และกลยุทธ์ใหม่ๆ ที่ “ครม.ปู 5” อาจนำมาปรับใช้จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการกำหนดนโยบายและการบริหารงานของรัฐบาลหรือไม่? ความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อผลงานรัฐบาลจะมากขึ้นหรือลดน้อยลง?

คำถามเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเป็นอย่างยิ่ง และเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องพิจารณาให้ดีว่า สัญญาที่รัฐบาลได้ให้ไว้กับประชาชนจะได้รับการตอบสนองหรือไม่? อย่างไร?

..........................................................................

บรรณานุกรม

“ปชป.จ่อยื่นถอดครม. ส่อโกงจัดการน้ำ3.5แสนล้าน.” innnews, 19 มิถุนายน 2556.<http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=460268>

“โปรดเกล้าฯ'ครม.ปู5'แล้ว!.” คมชัดลึก, 30 มิถุนายน 2556

สถาบันพระปกเกล้า. 2556. รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการให้บริการสาธารณะและการทำงานของหน่วยงานต่างๆ พ.ศ. 2555. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า.

 


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»