เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

สามทศวรรษตระกูลนักการเมืองไทย

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ

บทความนี้มุ่งทำการวิเคราะห์พัฒนาการและเปลี่ยนแปลงของการได้รับการเลือกตั้งของตระกูลการเมืองต่างๆ ในโดยการนำบัญชีรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของไทยตั้งแต่ปี 2522 ถึงปัจจุบัน มาทำการวิเคราะห์พัฒนาการของการดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องของตระกูลการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรของไทย โดยวิธีการแจงนับและคำนวณสัดส่วนเพื่อเปรียบเทียบสัดส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีความสัมพันธ์แบบตระกูลการเมืองในแต่ละยุค

สำหรับเหตุผลที่เริ่มต้นการวิเคราะห์ข้อมูลสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ปี 2522 นั้น ก็โดยอาศัยการแบ่งพัฒนาการของการเมืองไทยตามการศึกษาวิจัยในอดีต ซึ่งอธิบายไว้สอดคล้องกันเกี่ยวกับอิทธิพลทางการเมืองของเครือข่ายนักการเมืองต่างจังหวัดโดยเฉพาะนักการเมืองที่มีภูมิหลังเป็นนักธุรกิจภูมิภาคที่เริ่มมีการก่อตัวขึ้นมาอย่างชัดเจนในช่วงประมาณ 30 กว่าปีที่ผ่านมา[iv]

อันที่จริง นักการเมืองที่มีภูมิหลังเป็นนักธุรกิจได้เข้ามามีบทบาทในการเมืองระดับชาติของไทยมาก่อนปี 2522 แล้ว ดังที่การศึกษาในอดีตพบว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีภูมิหลังเป็นนักธุรกิจมีสัดส่วนถึงร้อยละ 69 มาตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อปี 2512 และสัดส่วนดังกล่าวยังคงที่ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2518[v]

นอกจากนี้ ด้วยบรรยากาศทางการเมืองที่เปิดกว้างในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นักธุรกิจในต่างจังหวัดเริ่มให้ความสนใจที่จะเข้าสู่ถนนสายการเมืองโดยการร่วมกับเครือข่ายพรรคพวกของตนในการก่อตั้งพรรคการเมืองของกลุ่มตัวเองขึ้นมา เช่น การตั้งพรรคประชาธรรมของนายไชยศิริ เรืองกาญจนเศรษฐ์ (นักธุรกิจคนสำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี) การเข้าไปเป็นเลขาธิการพรรคแรงงานของนายสอาด ปิยวรรณ (นักธุรกิจชื่อดังของจังหวัดลำปาง) และการก่อตั้งพรรคแผ่นดินไทยของนางสุนีรัตน์ เตลาน (นักธุรกิจหญิงแกร่งแห่งภาคกลาง) อย่างไรก็ตาม บทบาทของเครือข่ายนักการเมืองต่างจังหวัดซึ่งมีพื้นฐานจากการเป็นนายทุนท้องถิ่นเริ่มจะมีอย่างเด่นชัดเมื่อนักการเมืองเหล่านี้ได้เข้าร่วมกับพรรคการเมืองขนาดใหญ่ เช่น พรรคชาติไทย และพรรคกิจสังคม ตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อปี 2522 เป็นต้นมา[vi]

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีการวิเคราะห์กันว่าเป็นผลมาจากการที่พรรคการเมืองต้องพึ่งพากลไกระบบอุปถัมภ์ของผู้นำในพื้นที่ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นักธุรกิจและผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ในการระดมเสียงสนับสนุนจากประชาชน และรวบรวมเงินทุน ทำให้นักธุรกิจท้องถิ่นและผู้มีอิทธิพลหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “เจ้าพ่อ” สามารถควบคุมเครือข่ายนักการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้ามาพึ่งพาได้มากขึ้น[vii] ซึ่งความสัมพันธ์ของชนชั้นนำภูมิภาคกับชนชั้นนำระดับชาติเช่นนี้เป็นลักษณะที่แตกต่างไปจากในช่วงก่อนหน้านั้นที่การเมืองในรัฐสภาของประเทศไทยอยู่ภายใต้อิทธิพลของนายทุนระดับชาติกับเทคโนแครต[viii]

การเกิดขึ้นของเครือข่ายนักการเมืองต่างจังหวัดซึ่งมีพื้นฐานจากการเป็นนายทุนท้องถิ่นในรัฐสภาไทยจึงน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญและน่าสนใจในการทำการศึกษาในเรื่องตระกูลการเมืองด้วย เนื่องจากธรรมชาติของนายทุนต่างจังหวัดมักทำธุรกิจในลักษณะธุรกิจครอบครัว และต้องการการผูกขาดผลประโยชน์และอภิสิทธิ์จากระบบราชการ[ix] อันเป็นลักษณะที่ตระกูลการเมืองนิยมใช้ในการแสวงหา รักษา และสืบทอดอำนาจทางการเมืองด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในสัดส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในแต่ละยุคตั้งแต่ปี 2522 นี้ยังจะทำให้ทราบว่าการดำรงอยู่ของตระกูลการเมืองภายใต้สถานการณ์และบริบททางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นมีความแตกต่างกันหรือไม่ มากน้อยเพียงใดด้วยอีกทางหนึ่ง

ผลการวิเคราะห์พัฒนาการของการดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องของตระกูลการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรของไทย โดยการนับจำนวนและคำนวณสัดส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีสายสัมพันธ์แบบเครือญาติได้รับการเลือกตั้งเข้าสู่สภาในคราวเดียวกันตั้งแต่ปี 2522 เป็นต้นมา พบว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีความสัมพันธ์แบบตระกูลการเมืองในลักษณะดังกล่าวมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากที่มีเพียงร้อยละ 3.1ในปี 2522 เพิ่มเป็นร้อยละ 6.6 และเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าร้อยละ 10 ครั้งแรกในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2535 (ภาพ 2)

ตระกูลนักการเมืองที่มีสมาชิกในตระกูลเดียวกันได้รับการเลือกตั้งเข้าสู่สภาในคราวเดียวกันมากกว่า 1 คน อย่างค่อนข้างจะต่อเนื่องในช่วงเวลาดังกล่าว (2522-2535) ซึ่งมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรวม 6 ครั้ง ได้แก่ ตระกูลคำประกอบ (5 ครั้ง) ตระกูลเทียนทอง (5 ครั้ง) ตระกูลกลิ่นปทุม (4 ครั้ง) ตระกูลวัชราภรณ์ (4 ครั้ง) ตระกูลสภาวสุ (4 ครั้ง) ตระกูลหาญสวัสดิ์ (4 ครั้ง) ตระกูลอังกินันท์ (4 ครั้ง) ตระกูลรัตตกุล (3 ครั้ง) ตระกูลศิลปอาชา (3 ครั้ง) ตระกูลสุนทรเวช (3 ครั้ง) ตระกูลสุวรรณคีรี (3 ครั้ง) ตระกูลอัศวเหม (3 ครั้ง) เป็นต้น

การเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีความสัมพันธ์แบบตระกูลการเมืองแบบก้าวกระโดดเกิดขึ้นภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่มีการยกเครื่องระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งใหญ่ โดยกำหนดให้มีการเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ (Party List) ขึ้นเป็นครั้งแรก ผลจากการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งดังกล่าวทำให้สัดส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีความสัมพันธ์แบบตระกูลการเมืองเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 14.2 และร้อยละ 14.4 ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสองครั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวในปี 2544 และ 2548 ตามลำดับ

ยิ่งไปกว่านั้น แม้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จะนำไปสู่เหตุการณ์ยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของนักการเมืองครั้งใหญ่ถึงสองครั้ง คือการยุบพรรคไทยรักไทยในปี 2550 และการยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตยในปีถัดมา ซึ่งนำไปสู่การ “เว้นวรรค” ทางการเมืองของนักการเมืองคนสำคัญ 111 คนและ 109 คน ตามลำดับ แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลับทำให้สัดส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีความสัมพันธ์แบบตระกูลการเมืองในการเลือกตั้งสองครั้งหลังสุดในปี 2550 และ 2554 เพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 17.9 และ 18.0 ตามลำดับ (ภาพ 1)

แสดงให้เห็นว่าการตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคการเมืองสำคัญๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียงและมีบทบาทสูงรวม 220 คนเป็นเวลา 5 ปี มิได้มีผลทำให้ตระกูลการเมืองใหญ่ในการเมืองไทย “สูญพันธุ์” ดังที่สื่อมวลชนและนักวิเคราะห์การเมืองบางกลุ่มตั้งข้อสังเกตไว้ในตอนแรก[x] แต่กลับกลายเป็นตัวเร่งให้การส่งผ่านตำแหน่งทางการเมืองจากคนรุ่นหนึ่งซึ่งถูกตัดสิทธิทางการเมืองไปสู่เครือญาติไม่ว่าจะเป็นคู่สมรส ลูก-หลาน หรือญาติพี่น้องเกิดขึ้นเร็วกว่าเวลาอันสมควรเสียมากกว่า

ภาพ 1 สัดส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีคนในตระกูลเดียวกันได้รับการเลือกตั้ง (2522-2554)

ตัวอย่างตระกูลการเมืองที่ประสบความสำเร็จในการรักษา สืบทอด และแผ่ขยายอาณาจักรทางการเมืองอย่างต่อเนื่องในช่วงหลังปี 2540 เป็นต้นมา ที่ไม่กล่าวถึงคงไม่ได้คือ ตระกูลชินวัตร[xi] ซึ่งมีการวางรากฐานทางการเมืองมาตั้งแต่สมัยของนายเลิศ ชินวัตร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2512 และมีการส่งต่อความสำเร็จมายังนายสุรพันธ์ ชินวัตร (น้องชายนายเลิศ) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ 4 สมัย (พ.ศ. 2522 2526 2529 2531) และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ (เปรม 3, 2529-2537)

ก่อนที่พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตรจะเข้ามารื้อฟื้น สานต่อ และแผ่ขยายอิทธิพลของตระกูลจนมีสมาชิกของตระกูลก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน คือตัวพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ (น้องเขยพันตำรวจโททักษิณ) และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (น้องสาวพันตำรวจโททักษิณ)

นอกจากนี้ สมาชิกของตระกูลชินวัตรยังประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมาอีกหลายคน ได้แก่ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ.2544 (น้องสาวพันตำรวจโททักษิณ) นายพายัพ ชินวัตร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2548 (บุตรชายนายเลิศ) นางสาวชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2550 และ 2554 (บุตรสาวนางเยาวภา)

ตระกูลการเมืองที่ก่อร่างสร้างฐานอำนาจมาในยุคเดียวกับตระกูลชินวัตรและยังเป็นตระกูลที่มีบทบาททางการเมืองสูงในหลายยุคหลายสมัยที่น่าจะนำมากล่าวถึงในบทความนี้อีกตระกูลหนึ่งคือ ตระกูลชิดชอบ[xii] ที่มีนายชัย ชิดชอบ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อหลายสมัย (2512 2522 2526 2529 2535/1 2535/2 2538 2539 2544 2550 2554) เป็นผู้วางรากฐานอำนาจทางการเมืองของตระกูล

นักการเมืองคนสำคัญในตระกูลชิดชอบที่ก้าวขึ้นมาร่วมสานต่อความสำเร็จของตระกูลกับนายชัยประกอบด้วย นายเนวิน ชิดชอบ (บุตรชายนายชัย) อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัย (2529 2531 2535/1 2535/2 2538 2539 2544) นางกรุณา ชิดชอบ (ภรรยานายเนวิน) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ (พ.ศ. 2539 2544 2548) นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ (บุตรชายนายชัย น้องชายนายเนวิน) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พ.ศ. 2544 และพ.ศ. 2548

นอกจากตระกูลชินวัตรและตระกูลชิดชอบแล้วยังมีตระกูลการเมืองเก่าแก่อื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จในการรักษาฐานอำนาจทางการเมืองในจังหวัดของตนอย่างเหนียวแน่นอีกหลายสิบตระกูล เช่น ตระกูลกัลป์ตินันท์ จังหวัดอุบลราชธานี ตระกูลคำประกอบ จังหวัดนครสวรรค์ ตระกูลคุณปลื้ม จังหวัดชลบุรี ตระกูลเงินหมื่น จังหวัดอำนาจเจริญ ตระกูลไชยนันทน์ จังหวัดตาก ตระกูลตันบรรจง จังหวัดพะเยา ตระกูลเทียนทอง จังหวัดสระแก้ว ตระกูลเทือกสุบรรณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตระกูลปริศนานันทกุล จังหวัดอ่างทอง ตระกูลม่วงศิริ กรุงเทพมหานคร ตระกูลรัตนเศรษฐ จังหวัดนครราชสีมา ตระกูลเร่งสมบูรณ์สุข จังหวัดเลย ตระกูลโล่สุนทร จังหวัดลำปาง ตระกูลศิลปอาชา จังหวัดสุพรรณบุรี ฯลฯ

ความต่อเนื่องของการได้รับการเลือกตั้งของตระกูลนักการเมืองต่างๆ ดังที่กล่าวมาได้ชี้ให้เห็นว่าบทบาทและอิทธิพลของตระกูลการเมืองเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับการเมืองเรื่องการเลือกตั้งของประเทศไทยมากว่าสามทศวรรษ และยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดไปโดยง่าย

อย่างไรก็ตาม การดำรงอยู่ของตระกูลการเมืองในการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าอำนาจหรืออิทธิพลของนักการเมืองที่มาจากตระกูลเดียวกันจะตกทอดถึงกันไปโดยอัตโนมัติ แต่นักการเมืองที่มีสายสัมพันธ์ในลักษณะตระกูลการเมืองจะอาศัยปัจจัยความได้เปรียบของวงศ์ตระกูล เช่น ความมั่งคั่ง พรสวรรค์ ความนิยมในหมู่ประชาชน หรือภาพลักษณ์ เป็นตัวส่งเสริมให้ตนเองประสบความความสำเร็จในเส้นทางการเมือง และสามารถส่งต่อความได้เปรียบดังกล่าวไปยังนักการเมืองรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป

ด้วยเหตุนี้ สายสัมพันธ์ในลักษณะตระกูลการเมืองของนักการเมืองจึงอาจส่งผลในทางลบต่อคุณภาพของประชาธิปไตยและการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว ดังที่การศึกษาในบางประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ พบว่า ความสัมพันธ์และอิทธิพลของตระกูลการเมืองทำให้การเมืองของฟิลิปปินส์พัฒนาไปสู่ระบบการเมืองที่ยึดถือตัวบุคคลซึ่งมีผลเป็นการบั่นทอนการสร้างรัฐที่เข้มแข็ง และเป็นอุปสรรคต่อการคิดริเริ่มนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในวงกว้าง[xiii] เนื่องจากการปฏิรูปเพื่อการพัฒนาสถาบันทางการเมืองและสถาบันทางเศรษฐกิจสำคัญๆ มักจะถูกปิดกั้นขัดขวางโดยสมาชิกของตระกูลการเมืองผู้ได้ประโยชน์จากสถานะความได้เปรียบของตน

แน่นอนว่า การปิดกั้นขัดขวางดังกล่าวย่อมเป็นอุปสรรคต่อการกำเนิดและก่อตั้งอย่างยั่งยืนของบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งในระบอบประชาธิปไตยถือเป็นสถาบันทางการเมืองที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงผลประโยชน์และความต้องการของประชาชนในเขตเลือกตั้งเข้าสู่กระบวนการนโยบายสาธารณะและการบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย

การหาคำตอบต่อไปว่า ตระกูลนักการเมืองซึ่งกุมอำนาจทางการเมืองไทยเป็นใครมาจากไหน? ตระกูลนักการเมืองเหล่านั้นมีการสร้างสายสัมพันธ์ข้ามไปสู่ตระกูลอื่นๆ หรือไม่ อย่างไร?[xiv] จึงน่าจะทำให้ทราบแนวทางในการพัฒนาคุณภาพของประชาธิปไตยไทยได้บ้าง



เชิงอรรถ:

[i] Lasswell, Harold, and Abraham Kaplan. 1950. Power and Society. New Haven, Conn.: Yale University Press.

[ii] การแปล “political dynasty” ว่า “ตระกูลการเมือง” หรือ “ตระกูลนักการเมือง” ของบทความนี้อาจไม่สอดคล้องกับคำที่นักวิชาการบางท่านเลือกใช้ เช่น พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ เลือกใช้คำว่า “ราชวงศ์ทางการเมือง” โดยให้เหตุผลว่า “...ครั้นจะแปลว่า วงศ์ในทางการเมืองก็ดูจะขาดมิติในเรื่องอำนาจ หรือจะแปลว่าตระกูลใหญ่ในทางการเมืองก็อาจจะดูไม่ยิ่งใหญ่พอส่วนจะแปลว่าทายาททางการเมืองก็อาจจะแคบไปหน่อย เพราะสิ่งที่ต้องการจะเน้นให้เห็นก็คือเรื่องของการสืบทอดอำนาจกันของบรรดานักการเมือง โดยเฉพาะในกรณีของสภาฯ” (ดู พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์. “ว่าด้วยเรื่องราชวงศ์ทางการเมือง (political dynasty).” คม ชัด ลึก 24 เมษายน 2555: 4)  แต่สำหรับผู้เขียน คำว่า “ตระกูล” ก็น่าจะเพียงพอสำหรับการอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองแบบไทยๆ ได้ตามสมควรอยู่แล้ว  

[iii] Dye, Thomas R., and Harmon Zeigler. 2006. The Irony of Democracy: An Uncommon Introduction to American Politics, 13th edition. Belmont, CA: Thomson/Wadsworth.

[iv] ตัวอย่างการศึกษาที่สำคัญ เช่น ปรีชา หงส์ไกรเลิศ. 2549. “พรรคการเมืองไทย” ใน สถาบันพระปกเกล้า, การเมืองการปกครองไทยในรอบ 60 ปี แห่งการครองราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า; Pasuk Phongpaichit. and Chris. Baker. 1997. “Power in Transition: Thailand in the 1990s” in Political Change in Thailand, edited by Kevin, Hewison. London: Routledge; Siripan Noksuan Sawasdee. 2006. Thai Political Parties in the Age of Reform. Bangkok: Institute of Public Policy Studies, Thailand.

[v] ข้อมูลนี้ได้มาจากการศึกษาของ Nakharin Mektrairat (ดู Nakharin Mektrairat. 1991. “The Economic Base and Power of Modern Thai Political Parties.” In The Making of Modern Thai Political Parties , by Eiji Murashima, Nakharin Mektrairat, and Somkiat Wanthana, pp. 55-87. Tokyo: Institute of Developing Economies) ซึ่งไม่สอดคล้องกับการศึกษาอื่นๆ ที่อ้างอิงตัวเลขแตกต่างไปจากนี้ เช่น Paisal Suriyamongkol และ James Guyot ในการศึกษาเรื่อง “The Bureaucratic Polity at Bay” สรุปว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีภูมิหลังเป็นนักธุรกิจในการเลือกตั้งในปี 2512 และ 2518 มีร้อยละ 45.7 และ 34.6 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าตัวเลขที่แท้จริงจะเป็นเท่าไร ข้อมูลจากงานทั้งสองชิ้นก็สะท้อนภาพที่ตรงกันว่านักการเมืองที่มีภูมิหลังเป็นนักธุรกิจได้เริ่มเข้ามามีบทบาททางการเมืองโดยตรงในสัดส่วนที่สูงกว่านักการเมืองที่มีภูมิหลังอาชีพอื่นๆ อย่างเด่นชัดในช่วงดังกล่าว  

[vi] Nakharin Mektrairat. 1991. “The Economic Base and Power of Modern Thai Political Parties.” In The Making of Modern Thai Political Parties , by Eiji Murashima, Nakharin Mektrairat, and Somkiat Wanthana, pp. 55-87. Tokyo: Institute of Developing Economies.

[vii] อัครวิทย์  ขันธ์แก้ว. นักธุรกิจภูมิภาคกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง : ศึกษากรณีจังหวัดขอนแก่น. วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2539;  Ockey, James. 2004. Making Democracy: Leadership, Class, Gender, and Political Participation in Thailand. Honolulu: University of Hawaii Press; Siripan Noksuan Sawasdee. 2006. Thai Political Parties in the Age of Reform. Bangkok: Institute of Public Policy Studies, Thailand.

[viii] Pasuk Phongpaichit and Chris, Baker. 1997. “Power in Transition: Thailand in the 1990s” in Political Change in Thailand, edited by Kevin, Hewison. London: Routledge.

[ix] Anek Laothamatas. 1988. “Business and Politics in Thailand: New Patterns of Influence.” Asian Survey 28 (4): 451-470; Pasuk Phongpaichit and Chris, Baker. 1997. “Power in Transition: Thailand in the 1990s” in Political Change in Thailand, edited by Kevin, Hewison. London: Routledge; Tamada, Yoshifumi. 1991. “Itthiphon and Amnat: An Informal Aspect of Thai Politics.” Southeast Asian Studies 28 (4): 445–465.

[x] ดูตัวอย่างบทวิเคราะห์ เช่น “10 ตระกูลนักการเมืองดัง สูญพันธุ์ หลังศาล รธน.สั่งประหาร 3 พรรค- 111 อดีต ทรท.เปิดบ้านรับเพิ่ม 109 คน” ในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2551

[xi] ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติตระกูลชินวัตรสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้ในหนังสือเล่มสำคัญๆ เช่น “เผ่าพงศ์วงศาตระกูลชินวัตร” เขียนโดย ธนวัฒน์ ทรัพย์ไพบูลย์ “ทักษิณ ชินวัตร: ตาดูดาว เท้าติดดิน” โดย วัลยา (นามแฝง) “นักการเมืองถิ่นจังหวัดเชียงใหม่” โดย รักฎา เมธีโภคพงษ์และวีระ เลิศสมพร “Thaksin” โดย Pasuk Phongpaichit และ Chris Baker เป็นต้น

[xii] ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติตระกูลชิดชอบสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้จากหนังสือ “ชัยมงคลวัฒนายุ: 84 ปี นายชัด ชิดชอบ” รวบรวมโดยสถาบันพระปกเกล้า และหนังสือ “นักการเมืองถิ่นจังหวัดบุรีรัมย์” โดย นิรันดร์ กุลฑานันท์

[xiii] Coronel, Sheila, Yvonne T. Chua, Luz Rimban and Booma B. Cruz. 2007. The Rulemakers: How the Wealthy and the well-born dominate Congress.  Quezon City: Philippine Center for Investigative Journalism; Hedman, Eva and John Sidel. 2000. Philippine Politics and Society in the Twentieth Century: Colonial Legacies, Post-colonial Trajectories. London: Routledge.

[xiv] การตอบคำถามสองข้อหลังในมุมมองของนิธิ เอียวศรีวงศ์ เชื่อว่าน่าจะช่วยให้ “มองเห็นทั้งความเปลี่ยนแปลงและความไม่เปลี่ยนแปลง” ของตระกูลนักการเมือง (ที่นิธิใช้คำว่า “ครอบครัว”) ที่เข้ามากุมอำนาจในการเมืองไทย และยังเป็น “การวิเคราะห์ ‘ชนชั้นนำ’ ท้องถิ่นของไทย ในบริบทของ ‘ชนชั้นนำ’ ระดับประเทศ หรือภาวะการนำระดับประเทศ” ด้วย (ดู นิธิ เอียวศรีวงศ์. “วงศาคณาญาติ.” มติชนรายวัน 8 สิงหาคม 2554)

 


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»