เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ มติครม.

 

 

 

 

 

 

หาทางออกราคายาง แม่วัยรุ่น และยินดีไทยน่าลงทุน

3 กันยา ครม.มีมติในที่ประชุม หาทางออกราคายาง แม่วัยรุ่น และยินดีไทยน่าลงทุน

ครม.แก้ปัญหาด่วน “2 กันยาเลิกเก็บเงินผู้ส่งออกยาง”

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง  งดการเรียกเก็บเงินสงเคราะห์จากผู้ส่งยางออกนอกราชอาณาจักรที่ต้องเสียเงินสงเคราะห์ เพื่อสมทบกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางตามมาตรา 5 พระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สำหรับยางทุกชนิดที่ผู้ส่งออกได้ซื้อจากเกษตรกร ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2556 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2556 

 

“แม่วัยใส….ปัญหาและทางออก”

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com

               คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบสรุปรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสสอง ปี 2556 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ซึ่งมีเรื่องเด่นประจำฉบับ “แม่วัยใส….ปัญหาและทางออก” เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของแม่วัยรุ่นสะท้อนถึงพ่อแม่วัยรุ่น และกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อความยากจนที่จะถ่ายทอดวงจรสู่ลูก โดยสถานการณ์ปัจจุบัน อัตราแม่อายุ 15-19 ปี ต่อประชากรหญิงกลุ่มอายุ 1,000 คน เพิ่มขึ้น จาก 39.7 ในปี 2539 เป็น 53.6 ในปี 2554  เด็กจำนวนถึง 6 ใน 10 คนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาตั้งแต่อายุ 18 ปี

                อนึ่ง คุณลักษณะสำคัญของกลุ่มแม่วัยรุ่น คือ ส่วนใหญ่ไม่ได้เรียน/พักการเรียนร้อยละ 70 ไม่มีอาชีพร้อยละ 53.2 ขณะที่แฟนประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปและเกษตรกรร้อยละ 67.2 และประมาณร้อยละ 70 พักอาศัยอยู่กับพ่อแม่ตนเองหรือพ่อแม่แฟน และแหล่งค่าใช้จ่ายมาจากพ่อแม่ซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างและเกษตรกรที่ส่วนใหญ่มีรายได้พอใช้จ่ายไม่เหลือเก็บ  จำนวนแม่วัยรุ่นที่เพิ่มขึ้นนี้ยังไม่นับรวมวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์แล้วทำแท้ง  เนื่องจากยังขาดข้อมูล ทั้งนี้ มีการคาดประมาณว่ามีคนตั้งครรภ์แล้วทำแท้งจำนวนทั้งสิ้น 1-2 แสนรายต่อปี โดย 1 ใน 3 เป็นวัยรุ่นหรือคิดเป็นจำนวนประมาณ 3-5 หมื่นคน ขณะที่กลุ่มแม่วัยรุ่นร้อยละ 27.1 ตั้งครรภ์เพราะไม่มีทางเลือกและ/หรือไม่มีโอกาสยุติการตั้งครรภ์

               แนวทางและการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาแม่วัยรุ่น

1) การสนับสนุนให้นักเรียนคงอยู่ในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานให้มากที่สุด รวมทั้งให้โอกาสกลุ่มแม่วัยรุ่นกลับมาเรียนจนจบหรือเพิ่มทักษะด้านอาชีพหลังคลอด

2) การให้ความรู้เรื่องครอบครัวศึกษา รวมถึงอนามัยเจริญพันธ์ เพศศึกษาอย่างรอบด้าน

3) การปรับปรุงการให้บริการด้านอนามัยเจริญพันธ์ โดยยึดหลักความต้องการของผู้ใช้บริการ โดยให้มีทางเลือกที่หลากหลายเพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มวัย มีรูปแบบบริการ community family planning และ sex counselor รวมทั้งการปกปิดและรักษาความลับของเด็ก

4) การให้ความช่วยเหลือแม่วัยรุ่น/แม่ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ในรูปแบบศูนย์ช่วยเหลือสังคม โดยครอบคลุมเรื่องที่พัก และการเลี้ยงดูบุตร

5) การพัฒนาข้อมูลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นและกลุ่มเสี่ยง เช่น เป็นครอบครัวแตกแยกหรืออยู่กับตายาย/ญาติ รวมถึงการปฏิบัติงานและการประเมินประสิทธิภาพการตั้งครรภ์และการยุติการตั้งครรภ์ไม่ปลอดภัย เพื่อการกำหนดนโยบายและการป้องกันแก้ไขปัญหาแม่วัยรุ่น

6) การขับเคลื่อนนโยบายจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือสังคมไปสู่การปฏิบัติระดับจังหวัด โดยการบูรณาการ การดำเนินงานของสถาบันการศึกษาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

UNCTAD ว่าไทยน่าลงทุนมากเป็นอันดับ 8 ของโลก

 

 ที่มา : http://www.step-initiative.org

                 คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานภาวการณ์ส่งเสริมการลงทุนครึ่งแรกของปี 2556 ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอมาตรการต่าง ๆ ทั้งในส่วนการส่งเสริมการลงทุนในกิจการที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ การชักจูงการลงทุนเชิงรุกไปสู่นักลงทุนเป้าหมาย การเสริมสร้างภาพลักษณ์การลงทุนของประเทศไทย ซึ่งหมวดกิจการบริการและสาธารณูปโภค ได้รับความสนใจขอรับส่งเสริมการลงทุนมากที่สุด รองลงมา คือ หมวดผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง หมวดเกษตรกรรม และผลิตผลจากการเกษตร และหมวดอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ตามลำดับ โดยโครงการที่คนไทยถือหุ้นทั้งสิ้นและต่างชาติถือหุ้นทั้งสิ้นมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน คือ ร้อยละ 37 ของจำนวนโครงการที่ขอรับการส่งเสริมทั้งหมด และโครงการร่วมลงทุนสัดส่วนร้อยละ 26 ของทั้งหมด ซึ่งญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศที่ลงทุนมากที่สุดทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าการลงทุน โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 54 และร้อยละ 66 ของการลงทุนจากต่างชาติทั้งหมดตามลำดับ รองลงมา คือ การลงทุนจากมาเลเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ และเนเธอร์แลนด์ ตามลำดับ

                  รายงาน World Investment Report 2013 ของUNCTAD ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน 2556 สถิติการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign direct investment : FDI) ของไทย เมื่อต้นปี 2556 สรุปได้ว่าไทยได้รับความสนใจลงทุนมากเป็นอันดับ 8 ของโลก และอันดับที่ 4 ของทวีปเอเชีย และรายงานดัชนีความมั่นใจในการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI Confidence Index) ของบริษัทที่ปรึกษา A.T. Kearney เกี่ยวกับแนวโน้มการไปลงทุนในต่างประเทศในอนาคตข้างหน้า จากผลการสำรวจความเห็นของบรรษัทข้ามชาติจำนวน 302 บริษัท ใน 28 ประเทศ ซึ่งมียอดขายทั่วโลกเกิน 500   ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อต้นปี 2556 พบว่าประเทศไทยอยู่ที่อันดับที่ 17 ของโลก และอันดับที่ 6 ในทวีปเอเชีย 


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»