เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

การใช้กฎหมายความมั่นคงกับกรณีการชุมนุมประท้วง

สราวุธ ทับทอง

ช่วงต้นเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2556 ที่ผ่านรัฐบาลตัดสินใจประกาศให้พื้นที่เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายและเขตดุสิตเป็นพื้นปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ในระหว่างวันที่ 1-10 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เพื่อรองรับสถานการณ์ชุมนุมประท้วงหน้ารัฐสภาซึ่งจะมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม

หากพิจารณาดูประวัติความเป็นมาของพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551  พบว่าถูกตราขึ้นโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติสมัยคณะรัฐบาลของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์  สำหรับความจำเป็นของการบัญญัติและการประกาศพระราชบัญญัติฉบับนี้ดังความที่ปรากฏในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติ ฯ โดยสรุปคือ อันเนื่องด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงภายในราชอาณาจักรในภาวะปัจจุบันมีความสลับซับซ้อนจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเอกราชของประเทศชาติรวมถึงความสงบสุขของประชน ดังนั้นเพื่อสามารถป้องกันและระงับภัยที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที จึงสมควรกำหนดให้มีหน่วยปฏิบัติงานหลักเพื่อรับผิดชอบดำเนินการรักษาคงความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

เมื่อย้อนดูสถิติการประกาศพื้นที่ที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 เฉพาะกรณีที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาทางการเมืองในส่วนกลางไม่นับรวมปัญหาความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีจำนวนทั้งสิ้น 11 ครั้ง โดยมีการขยายระยะเวลาถึง 3 ช่วงเวลาในจำนวน 2 ครั้งดังกล่าว และพบว่าการประกาศ ฯ ข้างต้นนั้นสามารถจำแนกเหตุผลความจำเป็นได้ออกเป็น 2 ประการ  คือ

 

ประการที่ 1 การรักษาภาพพจน์ของประเทศ   กล่าวคือรัฐบาลได้ประกาศพื้นที่ที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเพื่อรองรับการประชุมนานาชาติจำนวน 3 ครั้ง ได้แก่

1. การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีต่างประเทศคู่เจรจา (Post Ministerial Conferences : PMC) และการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก  (Asean Regional Forum : ARF) ระหว่าง 17-23 ก.ค.2552  ณ พื้นที่จังหวัดภูเก็ต และทะเลอาณาเขต 5 กิโลเมตรรอบจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีการประกาศฯ ระหว่างวันที่ 10 – 24 กรกฎาคม 2552

2.    การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 15 และการประชุมที่เกี่ยวข้องซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ  (15 th Asean Summit and Related Summit) วันที่ 10 – 12 เมษายน 2552 ณ เขตพื้นที่ตำบลชะอำ ตำบลดอนขุนห้วย ตำบลเขาใหญ่ ตำบลสามพระยา ตำบล ไร่ใหม่พัฒนา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และตำบลหัวหิน ตำบลหินเหล็กไฟ ตำบลทับใต้ ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และทะเลอาณาเขตชายฝั่ง ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และตำบลหัวหิน ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เว้นเขตพระราชฐานวังไกลกังวล ซึ่งมีการประกาศฯ ระหว่างวันที่ 12 – 27 ตุลาคม 2552

3.   ประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างครั้งที่ 1 (1thMRC Summit  ) ระหว่างวันที่ 2 – 5 เมษายน 2553   ณ พื้นที่ตำบลชะอำ ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และตำบลหัวหิน ตำบลหินเหล็กไฟ ตำบลทับใต้ ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และทะเลอาณาเขตชายฝั่ง ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และตำบลหัวหิน ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เว้นเขตพระราชฐานวังไกลกังวล  ซึ่งมีการประกาศฯ ระหว่าง 2-6 เมษายน 2553

 

ประการที่ 2 สถานการณ์การชุมนุมประท้วงรัฐบาลในส่วนกลาง   เป็นที่ทราบกันดีว่าสถานการณ์ทางการเมืองของไทยช่วงหลังปี 2549 มีการชุมนุมประท้วงเรื่อยมาเป็นเหตุให้รัฐบาลประกาศพื้นที่ที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรอยู่หลายครั้งหลายคราทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ดังกล่าว  จากสถิติพบว่ารัฐบาลได้ประกาศฯ จำนวนทั้งสิน 8 ครั้ง โดยในจำนวน 2 ครั้ง หรือ 2 สถานการณ์ดังกล่าวรัฐบาลได้มีการประกาศขยายเวลาถึง 3 ช่วงเวลา  

จากสถิติข้างต้นพบว่าตั้งแต่พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 มีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบันรัฐบาลได้นำมาเป็นเครื่องสำหรับการควบคุมการชุมนุมประท้วงอันเกี่ยวเนื่องด้วยสถานการณ์ทางการเมืองในส่วนกลางทุกครั้ง 

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาเจตจำนงของพระราชบัญญัติฯ ดังที่อธิบายไปข้างต้นแล้วพบว่าเพื่อต้องการป้องกันและระงับภัยจากสถานการณ์อันสุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร  การอ้างหรือยัดเหยียดเหตุผลด้านความมั่นคงกับกรณีการชุมนุมประท้วงจึงเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับเจตจำนงของพระราชบัญญัติฯ อย่างสิ้นเชิง เพราะในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยการชุมนุมประท้วงจะผันแปรสภาพเป็นภัยต่อความมั่นคงไปได้อย่างไร ? ในทางตรงกันข้าม การชุมนุมประท้วงถือเป็นหลักสากลที่สามารถกระทำได้ตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย  นอกจากนี้เมื่อพิจารณาตัวกฎหมายระดับรัฐธรรมนูญจะเห็นว่าการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธเป็นเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน มาตรา 63[1]  ได้บัญญัติรับรองไว้ให้สามารถกระทำได้   โดยนัยนี้ อาจกล่าวได้ว่าการนำพระราชบัญญัติฯ มาบังคับใช้กับการชุมนุมประท้วงอาจเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักการใหญ่ระดับรัฐธรรมนูญและการปกครองระบอบประชาธิปไตย  ด้วยเหตุนี้การนำพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 มาบังคับใช้กับการชุมนุมประท้วงจึงเป็นสิ่งที่ผิดหลักการอยู่เป็นอย่างมาก   

อย่างไรก็ดี  เมื่อพิจารณาระบบกฎหมายไทยว่าด้วยการชุมนุม  พบว่ามีเพียงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเท่านั้นที่บัญญัติรับรองไว้โดยกว้าง[2] แต่กระนั้นก็ดีมีความพยายามอยู่หลายครั้งของฝ่ายนิติบัญญัติที่คิดริเริ่มเสนอกฎหมายว่าด้วยการชุมนุม 

อาทิเช่น  เมื่อ พ.ศ.2550  มีการเสนอ   “ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมในที่สาธารณะ พ.ศ. ...” โดยพลตำรวจเอกอิสระพันธ์  สนิทวงศ์  ณ อยุธยา สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและคณะ ณ ขณะนั้น  ถัดมาเมื่อ พ.ศ. 2551 ได้มีการเสนอ “ ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบการชุมนุมในที่สาธารณะ พ.ศ. …”  โดยนายจุมพฏ บุญใหญ่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชาชน ณ ขณะนั้น  และเมื่อ พ.ศ. 2554  คณะรัฐมนตรียุคพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอ  “ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. …”  เป็นต้น[3]  และถึงแม้ว่ากฎหมายในลักษณะดังกล่าวจะยังไม่มีผลบังคับใช้ก็ตามที แต่มองในแง่ดีนั่นเป็นสัญญาณว่าฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้ละเลยถึงความจำเป็นของการมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม

การมีกฎหมายซึ่งนำเอาหลักการใหญ่จากรัฐธรรมนูญเรื่องเสรีภาพของการชุมนุมมาอธิบายอย่างเป็นรูปธรรมย่อมส่งผลดีต่อทุกฝ่ายทั้งประชาชนและภาครัฐ  กล่าวคือ ผู้ชุมนุมทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ภาครัฐจะสามารถรับรู้ล่วงหน้าถึงกฎเกณฑ์ กฎระเบียบต่างๆ ที่ต้องปฏิสัมพันธ์ต่อกันในสถานการณ์การชุมนุมประท้วงทางการเมือง   โดยนัยนี้คือการจัดระเบียบทางการเมืองอย่างหนึ่งและที่สำคัญยิ่งนั่นคือการคุ้มครองไว้ซึ่งสิทธิมนุษยชนระหว่างดำเนินกิจกรรมทางการเมืองให้เป็นไปตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม ในขณะเดียวกัน จากบทเรียนที่ผ่านมาการนำกฎหมายด้านความมั่นคงมาบังคับใช้กับกรณีการชุมนุมประท้วงย่อมส่งผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมประท้วงของปัจเจกบุคคลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   ด้วยเหตุนี้  การผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมจึงมีความจำเป็นยิ่งต่อสังคมไทยในภาวะปัจจุบันซึ่งเราไม่อาจปฏิเสธได้   

คลิกดู

สถิติการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (ในส่วนกลาง )

เหตุผลในการประกาศพื้นที่อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ในส่วนกลาง )

 


                [1] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 63 บัญญัติว่า “  บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ

                การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้  เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก”

                [2] ด้วยเหตุนี้ เมื่อปรากฏการชุมนุมประท้วงขึ้น  ภาครัฐจะใช้มาตรการทางกฎหมายอื่นๆ มาจัดระเบียบการชุมนุม  เช่น พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 หรือพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535  เป็นต้น

                [3] นอกจากร่างกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมดังกล่าวที่ผ่านกระบวนการพิจารณาของรัฐสภาแล้ว   ยังมีร่างอีกฉบับหนึ่งเสนอโดยโครงการศึกษาแนวทางการสร้างเสริมสุขภาวะในการชุมนุมสาธารณะ มูลนิธิสาธารณะสุขแห่งชาติ (มสช.) สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยใช้ชื่อว่า “ ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะและการเคลื่อนขบวน พ.ศ. …”  เป็นต้น

 


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»