เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

เปิดมุมมองใหม่...ประชาธิปไตยของคนจนๆ

                                                     บทความ โดย ดร.สติธร ธนานิธิโชติ

งานวิจัยเก่าแก่และถูกอ้างอิงถึงมากที่สุดเล่มหนึ่งคือหนังสือชื่อ No Easy Choice:Political Participation in Developing Countries ของแซมมวลฮันติงตัน(Samuel Huntington) และโจอัน เนลสัน (Joan Nelson) ซึ่งถูกตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ.1976 ได้ค้นพบว่าประชาชนที่ยากจนในประเทศกำลังพัฒนาทั้งที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองและชนบทมักจะไม่กระตือรือร้นที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง เนื่องจากประชาชนกลุ่มนี้ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนามักมองว่าการเมืองเป็นเรื่องไกลตัวและไม่เกี่ยวข้องกับความห่วงกังวลขั้นพื้นฐานของพวกเขา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการมีงานทำ การมีอาหารเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง และการมียารักษาโรคเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย

การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาสำหรับฮันติงตันและเนลสันจึงเป็นไปในลักษณะที่ประชาชนถูกระดม (mobilized participation) โดยผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ เช่น ผู้นำชุมชน หัวหน้าเผ่า ผู้นำทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่การมีส่วนร่วมที่เกิดจากการตัดสินใจของประชาชนเอง

คนจนในประเทศกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา (ในอดีต) จึงถูกมองเป็นกลุ่มคนที่ไม่สนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยเพราะมัวแต่ไปสนใจในเรื่องเศรษฐกิจปากท้องของตัวเอง

แนวทางการพัฒนาประชาธิปไตยสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่มีการนำเสนอกันมากแนวทางหนึ่ง (ในเวลานั้น) จึงเสนอให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจก่อน แล้วประชาธิปไตยจะพัฒนาตามมาเองเมื่อความวิตกกังวลในเรื่องการทำมาหากินของประชาชนส่วนใหญ่เริ่มผ่อนคลายลง

คำอธิบายและข้อสรุปเช่นนี้ ถูกค้นพบเช่นเดียวกันในกรณีของประเทศไทย และกลายเป็นคำอธิบายที่ครอบงำความคิดและการมองเกี่ยวกับพฤติกรรมทางการเมืองของคนไทยในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยชิ้นใหม่ๆ เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา (และยากจน) ทั่วโลก ได้ค้นพบหลักฐานใหม่ที่ค่อนข้างสอดคล้องกันว่าค่านิยมและพฤติกรรมทางการเมืองของคนยากคนจนในประเทศกำลังพัฒนาได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว

ในบรรดางานวิจัยเกี่ยวกับประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา หนังสือ Poverty, Participation, and Democracy: A Global Perspective ของอนิรุธ กฤษณะ (Anirudh Krishna) และคณะ นับว่ามีความโดดเด่นทั้งในแง่การตั้งคำถามการวิจัยที่ท้าทายต่อความรู้ความเข้าใจเดิมเกี่ยวกับการสนับสนุนต่อระบอบประชาธิปไตยของคนยากคนจน (โดยเฉพาะในประเทศที่ยังมีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดีนัก) และในแง่การบูรณาการผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่มีความหลากหลายครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างจากสามทวีป

ในงานวิจัยชิ้นนี้ กฤษณะและคนอื่นๆ ซึ่งล้วนเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงประกอบด้วย แอดัม ชวอร์สกี้ (Adam Przeworski) ไมเคิล แบรตตัน (Michael Bratton) จอห์น บูธ (John Booth) และมิตเชล เซลิกสัน (Mitchell Seligson) ได้อาศัยข้อมูลจากการวิจัยเชิงสำรวจ (survey research) ซึ่งรวบรวมจาก 24 ประเทศ กระจายไปในทวีปเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาใต้ มาทำการวิเคราะห์ และค้นพบผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าคนจนในประเทศกำลังพัฒนาไม่ได้ให้คุณค่าแก่ประชาธิปไตยด้อยไปกว่าคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าในประเทศเดียวกันแต่อย่างใด ความศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยของคนจนๆ มีเท่าๆ กับพลเมืองอื่นๆ และการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองของคนจนก็ไม่ได้แตกต่างจากคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคมเดียวกันมากนัก

ข้อค้นพบในกรณีของประเทศแอฟริกา 15 ประเทศของไมเคิล แบรตตัน ยืนยันว่าในแง่ทัศนคติต่อประชาธิปไตย ประชาชนในทุกระดับฐานะทางเศรษฐกิจแทบจะไม่มีความแตกต่างกันในทัศนะที่มีต่อค่านิยมพื้นฐานของประชาธิปไตยในเรื่องการอดทนรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างกันของผู้อื่น (political tolerance) สำนึกรับผิดชอบทางการเมือง (political accountability) และความเท่าเทียมกันทางการเมือง (political equality)

ความเข้าใจแบบเดิมว่าคนจนในแอฟริกามีความยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยน้อยกว่าคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าสำหรับแบรตตันจึงไม่มีเหตุผล

ยิ่งกว่านั้น เมื่อพิจารณาในแง่พฤติกรรมปรากฏว่าคนจนในแอฟริกามีแนวโน้มที่จะออกไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งมากกว่าคนรวย และคนจนมีความตื่นตัวที่จะเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองในช่วงที่มีการเลือกตั้งมากกว่าประชาชนกลุ่มอื่นๆ เสียอีก

ดังนั้น คำอธิบายเกี่ยวกับการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยเฉพาะในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งในปริมาณที่มากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ของคนจนเป็นเพราะคนจนมีสำนึกต่อประชาธิปไตยที่แตกต่างไปจากคนกลุ่มอื่นๆ จึงถูกระดมหรือชักจูงโดยผู้นำหรือผู้มีอิทธิพลได้ง่ายในทัศนะของแบรตตันจึงใช้ไม่ได้อีกต่อไป

ทั้งนี้ แบรตตันไม่ได้มองว่าอิทธิพลทางการเมืองของความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์จะหมดไปแล้วในสังคมแอฟริกา แต่แบรตตันเชื่อว่ารูปแบบและผลกระทบของความสัมพันธ์ดังกล่าวต่อการเมืองกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ความเป็นพลเมืองในสังคมประชาธิปไตยได้ค่อยๆ ปลูกฝังอยู่ในสำนึกของคนแอฟริกาบ้างแล้ว และมีแนวโน้มที่จะค่อยๆ พัฒนาดีขึ้นในระยะยาว 

ผลการศึกษาของแบรตตันนับว่าสอดคล้องกับข้อค้นพบของอนิรุธ กฤษณะในกรณีของอินเดียที่พบว่า คนอินเดียในชนบทไม่ว่าจะมีฐานะยากจนหรือร่ำรวยต่างก็แสดงการสนับสนุนต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างแข็งขันแทบจะไม่แตกต่างกัน ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยเรื่องฐานะทางเศรษฐกิจของคนอินเดียก็ไม่มีผลต่อระดับการมีส่วนร่วมและความรู้สึกมีความสามารถทางการเมือง กล่าวคือ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยในเรื่องฐานะทางเศรษฐกิจในปัจจุบันหรือระดับความอยู่ดีมีสุขของกลุ่มตัวอย่างในช่วง 7 ปีที่ผ่านมาต่างก็ไม่มีความสัมพันธ์กับการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองที่จะช่วยส่งเสริมให้ความเป็นประชาธิปไตยของประเทศพัฒนาขึ้นแต่อย่างใด

เช่นเดียวกับกับผลการศึกษาของจอห์น บูธ และมิตเชล เซลิกสัน ในกรณีของประเทศในแถบลาตินอเมริกา 8 ประเทศ ได้ยืนยันข้อมูลระดับบุคคลว่าไม่มีความแตกต่างกันระหว่างคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่ากับคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจในการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง การเข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง การร่วมกิจกรรมกับชุมชน การเข้าร่วมกับประชาสังคม และการเข้าร่วมการชุมนุมประท้วง มีเพียงการติดต่อกับบุคคลหรือหน่วยงานของรัฐเมื่อเกิดปัญหาเท่านั้นที่มีระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนแตกต่างกันระหว่างคนจนกับคนรวย โดยที่คนที่มีฐานะด้อยกว่ามีแนวโน้มที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมประเภทนี้มากกว่าคนที่มีฐานะดีกว่า     

ข้อค้นพบในทำนองเดียวกันนี้ มีการยืนยันและถูกนำเสนอออกมาอย่างต่อเนื่องและหนักแน่นมากขึ้นในกรณีของประเทศไทยเช่นกัน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  

สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาของระบอบประชาธิปไตยที่ยังไม่มั่นคงและหยั่งรากฝังลึกในประเทศกำลังพัฒนา (ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย) ในปัจจุบันนั้น แท้ที่จริงแล้ว อาจมิได้เป็นเพราะความยากจนยังมีอยู่และกระจายตัวอย่างกว้างขวางในประเทศเหล่านั้น เนื่องจากฐานะทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันของประชาชนไม่ใช่คำอธิบายที่ทรงพลังสำหรับการมีทัศนคติและการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองที่แตกต่างกันของประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาอีกต่อไป

สิ่งที่กำลังท้าทายระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยในปัจจุบัน จึงเป็นเรื่องของการสร้างระบอบการปกครองที่ยอมรับว่าสิทธิของปัจเจกบุคคล (ไม่ว่าจะเป็นของผู้ยากไร้และด้อยการศึกษา) มิใช่สิ่งที่คอยคุกคามความมั่นคงแห่งรัฐหรือสังคม หากแต่สิทธิของปัจเจกบุคคลนั้นถือเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ผลประโยชน์ร่วมกัน”

ความล้มเหลวของการพัฒนาประชาธิปไตยในช่วงเปลี่ยนผ่านจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศในยุโรปตะวันออก (เช่น อดีตประเทศที่เคยรวมกันเป็นยูโกสลาเวีย) ประเทศอดีตสหภาพโซเวียต และประเทศในกลุ่มอาหรับ ทำให้นักวิชาการจำนวนหนึ่งตระหนักถึงความไม่ราบรื่นของกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย และสรุปว่าการเปลี่ยนผ่านจากระบอบเผด็จการอาจมิได้นำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยเสมอไป การเปลี่ยนแปลงเพื่อมุ่งสู่ความเป็นประชาธิปไตยอาจส่งผลในเชิงลบคือการเกิดขึ้นของระบอบเผด็จการรูปแบบใหม่หรืออาจเกิดประชาธิปไตยที่ไม่เข้มแข็งและยั่งยืนขึ้นแทนการปกครองแบบเผด็จการแบบเดิมๆ ก็เป็นได้

ปรากฏการณ์ความไม่แน่นอนของการพัฒนาประชาธิปไตยดังกล่าวทำให้นักวิชาการในปัจจุบันจำนวนมากหันไปให้ความสำคัญกับการประเมินคุณภาพประชาธิปไตย (assess the quality of democracy) มากขึ้น นั่นคือ แทนที่จะให้น้ำหนักกับการแสวงหาคำตอบว่าทำไมกระบวนการพัฒนาไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยจึงสำเร็จ (ในบางประเทศ) หรือล้มเหลว (ในบางประเทศ)

นักวิชาการกลุ่มนี้ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ พยายามอธิบายเกี่ยวกับระบอบการปกครองที่ถูกสถาปนาขึ้นมาใหม่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ (เช่น การปฏิวัติประชาธิปไตยหรือการสละ/ผ่อนคลายอำนาจของรัฐบาลเผด็จการ) ว่ามีลักษณะสำคัญอย่างไร และจะทำอย่างไรให้ระบอบการปกครองที่ถูกสถาปนาขึ้นมาใหม่นั้นมีคุณภาพ “ดี” หรือมีการพัฒนา “ดีขึ้น” อย่างสอดคล้องกับหลักการพื้นฐาน (ในอุดมคติ) ของประชาธิปไตย

นอกจากนี้ วิธีการยกระดับคุณภาพประชาธิปไตยดังกล่าว ก็ไม่ได้มีความหมายเพียงการสร้างเครื่องมือตรวจวัดเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการออกแบบกระบวนการเพื่อช่วยกระตุ้นให้เกิดการปรับปรุงการทำงานของสถาบันทางการเมืองสำคัญๆ รวมถึงการเสริมสร้างพลังอำนาจให้แก่ประชาชนและภาคประชาสังคมไปพร้อมๆ กันด้วย

ในความหมายนี้ เป้าหมายของการพัฒนาประชาธิปไตยในปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การทำให้ระบอบประชาธิปไตยในวันนี้ (และวันข้างหน้า) อยู่รอดปลอดภัยจากการแทรกแซงหรือโค่นล้มโดยอำนาจเผด็จการเท่านั้น แต่จุดหมายปลายทางที่สำคัญกว่าก็คือการทำให้ระบอบประชาธิปไตยที่ถูกสถาปนาขึ้นมาเป็นระบอบการเมืองที่มีหลักประกันในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมให้พลเมืองมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น (ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม) และเอื้ออำนวยให้ประชาชนทุกกลุ่ม/ชนชั้นมีศักยภาพที่เพียงพอในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง จนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจทางการเมืองได้อย่างมีศักดิ์ศรี

การพัฒนาประชาธิปไตยในโลกปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยมุมมองที่สามารถก้าวข้ามการแสวงหาและกำหนดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของคนในสังคมการเมืองเพื่อออกแบบโครงสร้างและนิยามความหมายประชาธิปไตยให้สอดรับกับคุณลักษณะนั้นๆ ไปสู่การเข้าใจว่าประชาธิปไตยเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และแปรเปลี่ยนโดยเป็นผลของการกระทำ การตอบสนองต่อการกระทำ และการปฏิสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมการเมืองนั้นๆ เป็นประชาธิปไตยที่ทุกคนร่วม “แบ่งปัน (sharing)” ความเป็นเจ้าของและแสดงออกซึ่งศักดิ์และสิทธิใน “การปกครองตนเอง (self-government)”

ปัญหาของประชาธิปไตยไทย (และของโลก) ปัจจุบันจึงไม่ใช่ปัญหาของการนิยามความหมายของประชาธิปไตยให้สอดคล้องตรงกัน แต่เป็นปัญหาของการไม่ยอมรับ และมองไม่เห็นความสำคัญของการเป็นส่วนที่เติมเต็มซึ่งกันและกันของพลเมืองในสังคมประชาธิปไตยที่ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกันมากกว่า

 

เอกสารอ้างอิง

Huntington, Samuel P., and Joan M. Nelson. 1976. No Easy Choice: Political Participation in Developing Countries. Cambridge, Mass.: Harvard University Press.

Krishna, Anirudh, ed. 2008. Poverty, Participation, and Democracy: A Global Perspective. New York: Cambridge University Press.

 

 


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»