เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ เกี่ยวกับการเมืองทั่วไป

 

 

 

 

 

 

2557 ขอสติจงสถิตอยู่กับท่าน

สถานการณ์ทางการเมืองตรึงเครียดขึ้นมาเป็นลำดับ นับตั้งแต่สภาผู้แทนราษฎรผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม วาระที่ 3 ในเวลาตี 4 ครึ่งของวันที่ 1 พ.ย. 2556 นำไปสู่การต่อต้านอย่างกว้างขวางของผู้คนมากมายหลากหลายอาชีพ ถึงแม้ในชั้นของวุฒิสภา ได้มีมติไม่รับร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว ไว้พิจารณาในวาระที่ 1 แต่มิได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ผู้ชุมนุมได้มีข้อเรียกร้องใหม่ คือเสนอให้นายกฯ คืนอำนาจให้กับประชาชน โดยการยุบสภาและให้นายกลาออกซึ่งจะส่งผลทำให้คณะรัฐมนตรีสิ้นสภาพไปด้วย จากนั้นจึงดำเนินการตามมาตรา 3 และมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ เปิดทางให้มีการตั้งสภาประชาชนขึ้นมาปฏิรูปประเทศ ทำให้ข้อเรียกร้องดังกล่าว เป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางทั้งในหมู่นักกฎหมายและประชาชนทั่วไป ว่าทำได้จริงหรือไม่

หลังจากสถานการณ์การชุมนุมยืดเยื้อเป็นเวลานานแรมเดือน ในที่สุดนายกรัฐมนตรีได้ประกาศยุบสภา ในวันที่ 9 ธ.ค. 2556 และกำหนดวันเลือกตั้ง 2 ก.พ. 2556 อย่างไรก็ตามการชุมนุมยังดำเนินต่อไป ถึงแม้ว่าจะมีการกำหนดวันเลือกตั้งแล้ว โดยผู้ชุมนุมต้องการปฏิรูปก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ตามที่ได้เสนอให้นายกฯ ลาออกหลังจากยุบสภาแล้ว ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเสนอให้มีปฏิรูปพร้อมไปกับการเลือกตั้ง โดยให้พรรคการเมืองต่างๆ ให้สัตญาบัญ ว่าถ้าพรรคใดชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ จะมีภารกิจในการปฏิรูปประเทศ หลังจากแก้ไขกฎกติกาต่างๆ เสร็จำสิ้นแล้ว ซึ่งอาจจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี จึงยุบสภาให้มีการเลือกตั้งภายใต้กฎกติกาใหม่ที่ทุกฝ่ายเห็นร่วมกัน

ขณะที่กระบวนการการเลือกตั้งยังคงดำเนินต่อไป จนเกิดความวุ่นวายขึ้นในที่สุดระหว่างการรับสมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ นำไปสู่ความสูญเสียของเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน อีกทั้งการรับสมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตก็มีปัญหาไม่สามารถรับสมัครได้มีจำนวนถึง 8 จังหวัด คิดเป็น 32 เขตเลือกตั้ง เนื่องจากมีกลุ่มผู้ชุมนุมในจังหวัดเรียกร้องให้มีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งบริเวณสถานที่รับสมัคร ซึ่งจะเป็นปัญหาต่อไป เนื่องจากรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ว่าการเปิดประชุมสภาจะต้องมี ส.ส. ไม่ต่ำกว่า 475 คน ถ้าหากทั้ง 32 เขต ไม่สามารถมีการเลือกตั้งได้ ก็จะมีส.ส. เพียง 468 คน ส่งผลให้ไม่สามารถเปิดประชุมสภาเพื่อเลือกประธานสภาและนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุด มิใช่เรื่องจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ จะเปิดสภาได้หรือไม่ หากแต่เป็นเรื่องของประชาชนทั้งสองฝ่าย ที่มีความเชื่อทางการเมืองกันคนละแบบ ซึ่งพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงต่อกัน ทั้งทางวาจาจนไปถึงโดยการกระทำ มวลชนฝั่งหนึ่งมองอีกฝั่งว่าเป็นคนที่ไม่มีการศึกษา ขี้เกียจและเห็นแก่เงิน ส่วนมวลชนอีกฝั่งหนึ่งก็มองอีกฝั่งว่าเป็น คนเห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบ ดูถูกเหยียดหยามและมีชีวิตที่สะดวกสบายอยู่บนหยาดเหงื่อแรงงานของพวกเขา นี่คือความคิดที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง การสะสมความเกลียดชังมาเป็นระยะเวลายาวนาน ส่งผลทำให้พวกเขาเหล่านี้มองอีกฝั่งว่าไม่ใช่คน การใช้ความรุนแรงต่อกันจึงเกิดขึ้นได้ง่าย

ปี 2557 จะเป็นปีที่อุณหภูมิทางการเมืองพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ความเกลียดชังทั้งมวลจะถูกปลดปล่อยออกมาอย่างบ้าคลั่ง การเผชิญหน้าใดๆ ก็ตาม ย่อมนำมาสู่ความสูญเสีย การมีสติเท่านั้นจึงเป็นทางออกที่จะยุติความรุนแรง  เพราะถ้าขาดสติเมื่อใด คนเราจะกลายเป็นสัตว์ที่สามารถทำร้ายทำลายเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้อย่างเลือดเย็น เอาอย่างนักการเมือง ซึ่งพวกเขาไม่เคยสูญเสียใดๆ พวกเขาสามารถเจรจากับฝ่ายตรงข้ามได้ทุกเมื่อ  เหตุใดประชาชนอย่างเราๆที่สนับสนุนทั้งสองขั้วการเมือง จะพูดคุยกันฉันมิตรไม่ได้ สุดท้ายหวังว่าประชาชนทั้งหลายจะไม่ปล่อยให้ปี 2557 เป็นปีที่มีแต่รอยเลือดและคราบน้ำตา


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»