เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

ความเหมาะสมของการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงในการควบคุมสถานการณ์การชุมนุม

                                                                                              สราวุธ  ทับทอง

1.   ความนำ

จากบทความที่แล้ว[1] ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงกับกรณีการชุมนุมสาธารณะของสังคมไทยซึ่งยังไม่มีระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมสาธารณะโดยตรง ดังนั้น จากสถิติการชุมนุมทางการเมืองในส่วนกลางภาครัฐจะนำกฎหมายความมั่นคงมาเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการสถานการณ์ซึ่งกฎหมายดังกล่าวล้วนแล้วแต่มีลักษณะที่จำกัดมากกว่าส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ  คำถามที่สำคัญคือการชุมนมสาธารณะในสังคมประชาธิปไตยถูกตีความให้เป็นภัยต่อความมั่นคงไปได้อย่างไร  ด้วยเหตุนี้ การมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมสาธารณะจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการวางกรอบกติกาในการปฏิสัมพันธ์ต่อกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ชุมนุม   อีกทั้ง ยังสามารถเป็นเกณฑ์ในการแบ่งเส้นระหว่างการชุมนุมสาธารณะโดยสงบและปราศจากอาวุธกับกิจกรรมทางการเมืองที่เป็นภัยต่อความมั่นคงในกรณีที่การชุมนุมเกินเลยขอบเขตที่กำหนดไว้

            สำหรับบทความนี้ ผู้เขียนต้องการอธิบายให้เห็นถึงเหตุผลความจำเป็นในการบังคับใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 และมาตรการที่ภาครัฐใช้ในการควบคุมสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

 

2.   วิวัฒนาการของ “ม็อบ”

          เป็นที่ทราบกันดีว่า ภายใต้การนำการชุมนุมของนายสุเทพ  เทือกสุบรรณ ไม่มีทีท่าว่าจะจบลงโดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมที่บริเวณถนนราชดำเนิน แยกนางเลิ้ง การเข้ายึดศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติถนนแจ้งวัฒนะ หรือการเดินขบวนดาวกระจายไปยังกระทรวงต่าง ๆ อาจกล่าวได้ว่า แรกเริ่มเดิมทีจุดประสงค์ของการชุมนุมครั้งนี้เพื่อต้องการคัดค้านการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ฯ ให้แก่บรรดาการกระทำทั้งหลายตั้งแต่ปี 2547  เป็นต้นมา อย่างไรก็ดี เมื่อร่าง พรบ. ดังกล่าวได้ถูกวุฒิสภาโหวตให้ตกไป  แต่การชุมนุมก็ยังคงดำเนินต่อไปเพื่อสร้างความกดดันให้กับรัฐบาล  จนเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2556 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้ประกาศยุบสภา กระนั้นก็ดี ไม่ได้เป็นเหตุให้การชุมนุมยุติลง โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณได้ยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลต้องลาออกจากรักษาการราชการ และแต่งตั้งสภาประชาชนขึ้นมาบริหารประเทศแทนและจะให้มีการเลือกตั้งในภายหลัง ซึ่งหลายฝ่ายวิจารณ์ว่าอาจเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญและไม่เป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย

            หากสืบย้อนไปช่วงก่อนวิกฤตการณ์ครั้งนี้จะพบว่าเมื่อปลายเดือนสิงหาคมได้มีการชุมนุมที่สวนลุมพินีหรือที่คุ้นในชื่อ “ม็อบสวนลุม” ซึ่งประกอบไปด้วย 3 กลุ่มหลักคือ กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ กองทัพธรรม และกองทัพนิรนาม  ในขณะเดียวกันนั้น ยังมีม็อบคู่ขนานอีกสองเวทีที่รู้จักกันในนาม “ม็อบอุรุพงษ์” และ “ม็อบสามเสน”  ซึ่งอาจสรุปได้ว่าจุดประสงค์หลักของม็อบเพื่อต้องการคัดค้าน พรบ. นิรโทษกรรม ฯ  และในเวลาต่อมาได้พัฒนารวมตัวกันเป็น “ม็อบราชดำเนิน” หรือที่รู้จักกันในนาม กปปส. ( คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) ที่มีการชุมนุมอย่างต่อเนื่องและยืดเยื้อในปัจจุบัน

 

3.   การบังคับใช้ พรบ. ความมั่นคง :  เหตุผลและความจำเป็น

            ท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ว่านี้ รัฐบาลได้ตัดสินใจบังคับใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน ไปจนถึงสิ้นปี 2556 โดยตลอดระยะเวลา 4 เดือนนั้น รัฐบาลได้บังคับใช้เป็น 3 ช่วงเวลาคือ ช่วงที่หนึ่ง ระหว่างวันที่ 9 – 18 สิงหาคม 2556  ช่วงที่สอง ระหว่างวันที่ 19 ตุลาคม  30 พฤศจิกายน 2556 และช่วงที่สาม ระหว่างวันที่ 1 -  30  ธันวาคม  2556  โดยระบุให้พื้นที่ที่ปรากฏการชุมนุมเป็นพื้นที่อันปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรซึ่งสองช่วงเวลาแรกรัฐบาลได้ประกาศเป็นบางพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ต่อมาเมื่อสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤตรัฐบาลได้ประกาศพื้นที่ครอบคลุมเกือบทั้งหมดของกรุงเทพมหานคร พื้นที่ทั้งหมดของจังหวัดนนทบุรี บางอำเภอของจังหวัดปทุมธานีและจังหวัดสมุทรปราการ  โดยมีศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รอ.) ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นกองกำลังหลักในการดูแลสถานการณ์

            แน่นอนว่า  เหตุผลหลักของการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลคือเพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดการกับการชุมนุมหรือม็อบข้างต้นเป็นหลัก   แต่อย่างไรก็ดี  เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองพบว่าสามารถแยกได้ออกเป็น 2 ช่วงเวลาคือ  

            1   ช่วงต้นเดือนตุลาคมถึงปลายเดือนพฤศจิกายน 2556    ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ถือว่าเป็นช่วงที่ม็อบได้พัฒนารวมตัวจากการชุมนุมที่ย่านสวนลุมพินี  โดยได้มีการเคลื่อนขบวนยังมาสถานที่สำคัญๆ เช่น ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา และถนนสายสำคัญ ฯลฯ 

            2. ช่วงหลังวันที่ 25 พฤศจิกายนจนถึงปัจจุบัน   เป็นที่ทราบกันดีในช่วงหลังนี้ การชุมนุมได้ยกระดับขึ้นอย่างชัดเจน ดัชนีชี้วัดหนึ่งคือจำนวนผู้มาชุมนุมที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น การชุมนุมได้แยกเป็นสองเวทีหลักคือ เวทีถนนราชดำเนินและเวทีศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติแจ้งวัฒนะซึ่งในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 หลังได้มีการประกาศยุบสภา การชุมนุมได้เหลือเพียงเวทีราชดำเนินและเวทีนางเลิ้งเป็นหลัก  นอกจากนี้ก่อนหน้าการประกาศยุบสภาได้มีการเดินขบวนไปยังสถานที่สำคัญๆ  เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทวงกลาโหม กระทรวงการคลัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  สำนักงานข่าวช่องต่างๆ  ฯลฯ 

            นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเดียวกัน กลุ่มคนเสื้อแดงก็ได้นัดชุมนุมใหญ่เพื่อสนับสนุนแนวทางของรัฐบาลที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2556 ซึ่งได้สร้างความไม่พอใจให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงส่งผลให้ได้มีการรวมตัวกันคัดค้านในบริเวณเดียวกัน จนเกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 มีนักศึกษาเสียชีวิต 1 ราย คนเสื้อแดงถูกยิงตายอีก 3 ราย และถือว่าได้ว่าเป็นศพรายแรกของการชุมนุมในเมืองหลวงครั้งนี้

          สถานการณ์ได้ดำเนินเรื่อยมาเมื่อเข้าสู่เดือนธันวาคม เมื่อช่วงวันที่ 1-3 และ 9 ธันวาคมที่มีการสลายการชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาล  และวิกฤตเพิ่มยิ่งขึ้นเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการรับสมัคร ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ ณ อาคารกีฬาเวสน์ ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ในช่วงวันที่  25 – 26 ธันวาคม  กล่าวคือ ได้มีการสลายการชุมนุมและเกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาความปลอดภัยกับกลุ่มผู้ชุมนุมในนาม คปท. (เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ) ซึ่งพยายามขัดขวางการรับสมัครการเลือกตั้ง  เหตุการณ์ได้ดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย คือเจ้าหน้าที่ตำรวจและกลุ่มผู้ชุมนุม  สำหรับการรับสมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตในวันถัดมาไม่ปรากฏผู้เสียชีวิตแต่อย่างใด  และเมื่อเกือบรุ่งเช้าเวลา 03.10 น. ของวันที่ 28 ธันวาคม การ์ดของ คปท. ได้ถูกยิงเสียชีวิตจากกลุ่มคนร้ายบริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ์  ถือเป็นเหยื่อทางการเมืองรายที่ 3 ส่งท้ายปี

          อย่างไรก็ดี ต้องกล่าวไว้ว่าด้วยว่า พลังของการต่อต้านอีกประการหนึ่ง คือ มหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศจำนวนหนึ่งได้ประกาศแนวทางอารยะขัดขืนรวมกับม็อบและพร้อมหยุดการเรียนการสอนเพื่อแสดงจุดยืนในครั้งนี้  และด้วยเหตุความวุ่นวายที่ว่านี้ รัฐบาลจึงตัดสินใจประกาศขยายการบังคับใช้ พรบ. ความมั่นคง ฯ ไปจนถึง 30 ธันวาคม 2556  

            เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลความจำเป็นของการบังคับใช้ พรบ.ความมั่นคง ฯ ทั้ง 3 ครั้ง มีเหตุผลดังนี้[2]

            ประการที่หนึ่ง   รูปแบบการชุมนุมได้มีการระดมคนจำนวนมากเพื่อปิดล้อมสถานที่สำคัญและขัดขวางการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล และการปฏิบัติหน้าที่องค์กรนิติบัญญัติซึ่งอยู่ในระหว่างสมัยสมัยประชุมรัฐสภา   

            ประการที่สอง   รัฐบาลได้คาดคะเนว่าการชุมนุมอาจนำไปสู่สถานการณ์ความรุนแรง ความไม่สงบเรียบร้อยหรือเกิดความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินจากกลุ่มผู้ไม่หวังดี

            ประการที่สาม   กฎหมายในระบบปกติยังขาดประสิทธิภาพที่เพียงพอในการป้องกันและระงับเหตุความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น

            ประการที่สี่   เพื่อรักษาความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งจะมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 11 - 13 ตุลาคม 2556

             อย่างไรก็ตาม  พึงตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่าการบังคับใช้กฎหมายแต่ละครั้ง ความจำเป็นหนึ่งซึ่งรัฐบาลอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมคือการชุมนุมอาจจำไปสู่ความรุนแรง สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน  ในแง่หนึ่งอาจกล่าวได้ว่าเหตุผลเหล่านั้นล้วนเป็นแค่การคาดคะเนไว้ก่อนล่วงหน้าเพียงเท่านั้น

 

4.    อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐภายใต้ พรบ. ความมั่นคง ฯ

สำหรับการทำความเข้าใจการเตรียมการและขั้นตอนการสลายการชุมนุมของภาครัฐนั้น เราจำเป็นต้องเข้าใจกรอบอำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐภายใต้ พรบ. ความมั่นคง ฯ เป็นเบื้องต้น  กล่าวคือ ตามความในมาตรา 18  ได้วางกรอบใหญ่ไว้  6 ประการด้วยกัน คือ (1) ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติการหรืองดเว้นการปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด  (2) ห้ามเข้าหรือให้ออกจากบริเวณพื้นที่ อาคาร หรือสถานที่ที่กำหนดในห้วงเวลาที่ปฏิบัติการ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นบุคคลซึ่งได้รับการยกเว้น  (3) ห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนด  (4)  ห้ามนำอาวุธออกนอกเคหสถาน  (5)  ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ หรือกำหนดเงื่อนไขการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ  และ (6)  ให้บุคคลปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดอันเกี่ยวกับเครื่องมือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดแก่ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของประชาชน

จากความตามมาตรา 18 ข้างต้น  จะเป็นการมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่รัฐไว้โดยกว้างและโดยสภาพความเป็นจริงเมื่อมีการบังคับใช้  พรบ. ความมั่นคงฯ พบว่าภาครัฐจะมีคำสั่งหรือประกาศต่างๆ เป็นการจำเพาะเจาะจงออกมาเพื่อรองรับอีกทอดหนึ่ง

 

5.   มาตรการเตรียมรับมือและสลายการชุมนุม

มาตรการ

เตรียมรับมือ

มาตรการปฏิบัติการ

ส่งเสียงเตือน

โล่

น้ำฉีด

เครื่องกระจายเสียงระดับสูง

แก๊สน้ำตา

กระบอง

กระสุนยาง

·กองกำลังเฝ้าระวังสถานการณ์

·เครื่องกีดขวาง ฯลฯ

แผนภาพตารางที่ 1 หลักการสากลในการสลายการชุมนุม

            แผนภาพตารางข้างต้นเป็นการแสดงให้เห็นหลักการสากลในการสลายการชุมนุมจากมาตรการอย่างเบาไปสู่มาตรการอย่างหนักทั้งหมด 7 ขั้นตอนด้วยกัน  กล่าวคือ เมื่อมาตรการเตรียมรับมือไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เช่น  กลุ่มผู้ชุมนุมได้ทำลายเครื่องกีดขวางเพื่อบุกเข้าไปในสถานที่ราชการ เจ้าหน้าที่จะดำเนินมาตรการต่างๆ ในการสลายการชุมนุมตามลำดับโดยพิจารณาถึงความเหมาะสมและความพอสมควรแก่เหตุของสถานการณ์เป็นสำคัญ

            อย่างไรก็ดี  เมื่อพิจารณาถึงบริบทของประเทศไทยพบว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการควบคุมสถานการณ์การชุมนุมได้ประยุกต์ใช้หลักการดังกล่าวให้มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้นโดยเรียกปฏิบัติการนี้ว่า “แนวเจรจาขั้นสุดท้าย” ซึ่งตั้งอยู่บนหลักของ “การป้องกันพอสมควรแก่เหตุ ”  กล่าวคือ การใช้มาตรการต่างๆ ในการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องกระทำเท่าที่จำเป็น   ซึ่งสามารถแบ่งได้ออกเป็น  10  ขั้นตอน[3] ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันคือ  (1) การแสดงกำลังของตำรวจ  (2) การใช้คำสั่งเตือน  (3) การใช้มือเปล่าจับกุม  (4) การใช้มือเปล่าจับล็อกบังคับ  (5) การใช้เครื่องพันธนาการ  ปืนยิงตาข่าย  (6) การใช้คลื่นเสียง  (7) การใช้น้ำฉีด  (8) อุปกรณ์เคมี เช่น แก๊สน้ำตา  สเปรย์พริกไทย  (9)  กระบองหรืออุปกรณ์ที่ใช้ตีและ  (10)  อาวุธที่ไม่เป็นอันตรายถึงตายอื่นๆ เช่น กระสุนยาง อุปกรณ์ช๊อตไฟฟ้า  เป็นต้น 

มาตรการ

เตรียมรับมือ

มาตรการไม่เป็นผล

มาตรการปฏิบัติการ

ความเสียหาย

ส่งเสียงตักเตือน

ฉีดน้ำ

แก๊สน้ำตา

กระสุนยาง

แท่งปูนแบริเออร์

 

ผู้ได้รับ

บาดเจ็บเกือบ

400 คน

เสียชีวิต 3 ราย[4]

รั้วลวดหนาม

ประกาศเขตหวงห้าม

             

แผนภาพตารางที่ 2  มาตรการจริงในการสลายการชุมนุมในช่วงเดือนธันวาคม 2556

สำหรับแผนภาพตารางที่ 2 แสดงให้เห็นถึงมาตรการและขั้นตอนต่างๆ ที่เจ้าหน้าที่รัฐได้ปฏิบัติการจริงในการควบคุมและสลายการชุมนุมช่วงเดือนธันวาคม  กล่าวคือ มาตรการสำหรับควบคุมและสลายการชุมนุมสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ มาตรการสำหรับเตรียมรับมือ และมาตรการสำหรับปฏิบัติการ  ในมาตรการแรกนั้นพบว่า เจ้าหน้าที่ภาครัฐได้มีการสร้างกันชนด้วยแท่งปูนแบรริเออร์  และรั้วลวดหนาม พร้อมกำหนดพื้นที่เป็นเขตหวงห้ามโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณทำเนียบรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ซึ่งถือเป็นสถานที่ยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาล  อย่างไรก็ตาม เมื่อปรากฏว่ากลุ่มผู้ชุมนุมได้ทำลายกันชนทั้งแท่งปูนแบริเออร์และรั้วลวดหนามเพื่อบุกเข้าไปในสถานที่ราชการ  เจ้าหน้าที่รัฐจะใช้มาตรการเพื่อสกัดกั้นคือ ขั้นตอนแรกเจ้าหน้าที่จะเจรจาโดยการส่งเสียงร้องขอกลุ่มผู้ชุมนุม และมาตรการที่รุนแรงเพื่อสลายการชุมนุมตามมาคือ การฉีดน้ำ แก๊สน้ำตา และกระสุนยางเป็นมาตรการขั้นสุดท้าย

อย่างไรก็ดี  ต้องกล่าวถึงรายละเอียดของเหตุการณ์ไว้ด้วยว่าช่วงวันที่ 1 – 2 ธันวาคม เจ้าหน้าที่ได้มาตรการขั้นสูงสุดคือการยิงกระสุนยางหน้าบริเวณทำเนียบและกองบัญชาการตำรวจนครบาลจนมีผู้บาดเจ็บจำนวนนับร้อยคนทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและกลุ่มผู้ชุมนุม  และในวันที่ 9 ธันวาคม ได้มีการนัดชุมนุมใหญ่หน้าทำเนียบรัฐบาลโดยกลุ่มผู้ชุมนุมได้ใช้รถแทร็กเตอร์ดันแท่งปูนแบริเออร์บริเวณถนนใกล้เคียงทำเนียบรัฐบาล พร้อมทั้งตัดลวดหนามและโซ่คล้องประตูออก และบุกเข้าไปในภายในโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ขัดขวางแต่อย่างใด   ในวันดังกล่าวจึงไม่ปรากฏผู้ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและกลุ่มผู้ชุมนุม 

สำหรับเหตุการณ์สลายการชุมนุมหน้าอาคารกีฬาเวสน์ ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ช่วงวันที่ 25 – 26  ธันวาคม  เจ้าหน้าที่ภาครัฐได้ใช้มาตรการขั้นสูงสุดเช่นกันคือการการใช้กระสุนยาง  อย่างไรก็ดีในการปะทะครั้งนี้ได้มีกลุ่มคนร้ายเข้าปะปนในพื้นที่ซึ่งได้ใช้อาวุธปืน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 รายคือ  ดาบตำรวจณรงค์  ปิติสิทธิ์ และนายวสุ สุฉันทบุตร  และเหยื่อรายสุดท้ายส่งท้ายปีคือนายยุทธนา องอาจ การ์ด คปท. ถูกยิงโดยกลุ่มคนร้ายเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม เวลา 03.10 น.  บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ์ [5]

 

6.   สรุปมาตรการในการควบคุมการชุมนุมภายใต้ พรบ. ความมั่นคงฯ

ภายใต้การบังคับใช้ พรบ. ความมั่นคง ฯ  สำหรับการควบคุมสถานการณ์การชุมนุมในช่วงเวลาดังกล่าว  ด้านกายภายในการตั้งรับ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำแท่งปูนแบริเออร์และลวดหนามเพื่อป้องกันและสกัดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุม  สำหรับในส่วนการปฏิบัติการ พบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินจากมาตรการอย่างเบาไปถึงมาตรการอย่างหนัก  กล่าวคือ ตั้งแต่การแสดงกองกำลัง การใช้คำสั่งเตือนกลุ่มผู้ชุมนุม ไล่จนถึงการใช้น้ำฉีด แก๊สน้ำตา และกระสุนยางในบางช่วงเวลา

 

7.   พรบ. ความมั่นคงฯ และความเหมาะสมกับการควบคุมการชุมนุม

            ถึงแม้ว่าการชุมนุมจะเป็นเสรีภาพที่สามารถกระทำได้  แต่โดยธรรมชาติของการชุมนุมย่อมนำพาไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง  อีกทั้งในระบบกฎหมายไทยยังขาดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมสาธารณะ  ดังนั้น การบังคับใช้  พรบ. ความมั่นคง ฯ  จึงเป็นการเทียบเคียงกฎหมายที่มีอยู่มาใช้ในการควบคุมสถานการณ์ซึ่งเป็นกฎหมายด้านความมั่นคงที่มีผลร้ายแรงน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับกฎหมายฉบับอื่นๆ

            อย่างไรก็ดี ภายใต้การบังคับใช้ พรบ. ความมั่นคง ฯ ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนจนถึงสิ้นปี 2556   พบว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและเสถียรภาพในการบริหารราชแผ่นดินของรัฐบาลเป็นสำคัญ  และเมื่อพิจารณามาตรการต่างๆ ของเจ้าหน้าที่ในการควบคุมสถานการณ์การชุมนุมพบว่าได้ดำเนินการอยู่ภายใต้หลักการสากลเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมทุกขั้นตอน   ตัวแปรชี้วัดประการหนึ่งคือไม่มีผู้เสียชีวิตซึ่งปรากฏหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าถูกยิงจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากแต่มีการเสียชีวิตจากกลุ่มคนร้ายไม่ทราบฝ่ายที่เข้าปะปนในพื้นที่บริเวณการชุมนุม

            อย่างไรก็ดี  คงต้องกล่าวไว้ด้วยว่าจากสถานการณ์ทางการเมือง มาตรการควบคุมและสลายการชุมนุมโดยภาพรวมและหลักฐานเชิงประจักษ์ไม่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ภาครัฐมีการใช้อาวุธปืนหรือกระสุนจริงแต่อย่างใด  แต่ทั้งนี้จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏต้องยอมรับว่าได้มีกลุ่มคนร้ายไม่ทราบฝ่ายพยายามสร้างสถานการณ์ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 รายด้วยกัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องดำเนินการสืบสวนหาความจริงให้กระจ่างต่อไป

            ดังนั้น   เมื่อพิจารณาบนพื้นฐานของระบบกฎหมายเท่าที่มีอยู่ เหตุผลในการบังคับใช้ พรบ. ความมั่นคง ฯ  สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น และผลลัพธ์ของการควบคุมการชุมนุม ทุกปัจจัยจึงมีความสอดคล้องและได้ดุลยภาพในระดับหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ทำนองเดียวกันเมื่อในอดีต

 


                [1] ดู  “ การใช้กฎหมายความมั่นคงกับกรณีการชุมนุมประท้วง.” http://www.tpd.in.th/content/details_1.php?ID=000207&type=000004

                [2]ราชกิจจานุเบกษา เรื่อง  พื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เล่มที่ 130  ตอนพิเศษ 132 ง. ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2556 , เล่มที่ 130 ตอนพิเศษ 138 ง. ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2556  , เล่มที่ 130 ตอนพิเศษ 165 ง.  ลงวันที่ 25  พฤศจิกายน 2556 

                [3] คู่มือ แนวทางปฏิบัติและบังคับใช้กฎหมายกับการชุมนุมโดยฝาฝืนกฎหมายสำหรับในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ. (กรุงเทพฯ : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, 2553) หน้า 59 – 61

                [4]  ดูสถิติผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม, ศูนย์เอราวัณ , http://www.ems.bangkok.go.th/  (สถิติตามแผนภาพตางรางไม่นับรวมเหตุการณ์ปะทะหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง , สืบค้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2557 )

                [5]  ดูสถิติผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต, ศูนย์เอราวัณ, อ้างแล้ว ,  อย่างไรก็ดี  เจ้าหน้าที่ตำรวจและกลุ่มผู้ชุมนุมที่เสียชีวิตทั้ง 3 รายมีสาเหตุการตายมาจากการโดนยิงโดยกระสุนจริง แต่กระนั้นยังไม่มีการยืนยันว่าฝ่ายใดเป็นผู้กระทำ  และในเบื้องต้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกมาปฏิเสธว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ควบคุมสถานการณ์ไม่มีการใช้กระสุนจริงแต่อย่างใด

 


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»