เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

คนไทยกับความรู้เรื่องการเมือง

บทความโดย.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว และ ดร.สติธร ธนานิติโชติ

การสรุปว่าใครควรได้โอกาสในการมีส่วนร่วมทางการเมืองด้วยข้อถกเถียงที่ได้จากการผลิตซ้ำวาทกรรมแบบเดิมๆ เพียงอย่างเดียวนั้น ถือเป็นเรื่องอันตรายต่อการพัฒนาประชาธิปไตยและไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อการคิดไตร่ตรองเพื่อหาทางออกให้แก่ความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศ ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายข้อมูลการเมืองไทย (www.tpd.in.th) จึงขอนำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์ที่จะแสดงให้เห็นว่า ความรู้ทางการเมืองของคนไทยนั้นแตกต่างกันจริงหรือไม่ อย่างไร และแตกต่างกันด้วยเหตุปัจจัยใดบ้าง

 

การวัดความรู้ทางการเมืองของคนไทย

          การศึกษาเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ ทั่วโลกมักมีข้อสมมติฐานที่สอดคล้องกันว่า “การที่จะทำให้ประชาธิปไตยเกิดความสำเร็จในประเทศหนึ่งๆ นั้น ประชาชนในประเทศควรมีความรู้ทางการเมืองอย่างเพียงพอสำหรับการมีส่วนร่วมทางการเมือง” ดังนั้น การศึกษาถึงระดับความรู้ทางการเมืองของประชาชนจึงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในทุกๆ ประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็ว่าได้

ในการศึกษาเพื่อวัดระดับความรู้ทางการเมืองของประชาชนนั้นมักจะลักษณะเป็นการวัดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเมืองที่บุคคลได้จดจำไว้ในความทรงจำระดับจิตสำนึก ซึ่งจะไม่นำความคิดเห็น ทัศนคติ ค่านิยมทางการเมืองมาวัดด้วย คำถามส่วนใหญ่ที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อวัดระดับความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเมืองของประชาชนทั่วไป จึงเป็นคำถามที่มีคำตอบชัดเจนและไม่ก่อให้เกิดการโต้แย้ง โต้เถียง หรือทำให้เกิดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ตามมา และมักจะเป็นคำถามที่ถามในเรื่องโครงสร้างและบุคคลทางการเมืองที่คนทั่วไปน่าจะรับรู้

          ข้อมูลระดับความรู้ทางการเมืองของคนไทยที่นำเสนอในบทความนี้ ได้มาจากการข้อมูลจากการวิจัยเชิงสำรวจที่เครือข่ายข้อมูลการเมืองไทย (www.tpd.in.th) ได้ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า ทำการสัมภาษณ์ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไทยในช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ. 2554 โดยกลุ่มตัวอย่างที่ได้มีจำนวน 1,500 คน ซึ่งการได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวอาศัยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ (systematic sampling technique) ตามหลักความน่าจะเป็นทางสถิติ โดยใช้บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจากฐานข้อมูลการจัดทำแผนชุมชนซึ่งครอบคลุมทั่วประเทศ ด้วยเหตุนี้ กลุ่มตัวอย่างที่ได้จึงมีคุณลักษณะที่หลากหลายและมีลักษณะเป็นตัวแทนของกลุ่มประชากรในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

          การวัดระดับความรู้ทางการเมืองในบทความนี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ (1) ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง และ (2) ความรู้เกี่ยวกับผู้สมัครและพรรคการเมือง

 

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง

          คำถามที่ใช้วัดความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการเมืองการปกครองกลุ่มตัวอย่าง เป็นคำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบระบุคำตอบที่คิดว่าถูกต้อง ประกอบด้วย

(1) ใครคือประธานรัฐสภาคนล่าสุด (ก่อนยุบสภา) (มีผู้ตอบถูกต้อง ร้อยละ 25.7)

(2) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีกี่คน (มีผู้ตอบถูกต้อง ร้อยละ 2) 

(3) จำนวน ส.ส. ทั้งหมดในสภาผู้แทนราษฎรมีกี่คน (มีผู้ตอบถูกต้อง ร้อยละ 10.2)

ภาพที่ 1 แสดงสัดส่วนของผู้ตอบแบบสอบถามแยกตามจำนวนข้อที่ตอบคำถามได้ถูกต้อง ซึ่งจะเห็นว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่าร้อยละ 70 ไม่สามารถตอบคำถามในส่วนความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการเมืองการปกครองได้ถูกต้องเลยแม้แต่ข้อเดียว ในขณะที่ผู้ตอบคำถาม ร้อยละ 19.4 ตอบคำถามถูก 1 ข้อ ร้อยละ 7.6 ตอบคำถามถูก 2 ข้อ และมีเพียงร้อยละ 1.1 เท่านั้นที่ตอบคำถามได้ถูกต้องทั้ง 3 ข้อ

 

 

ภาพที่ 1

สัดส่วนของผู้ตอบแบบสอบถามแยกตามจำนวนข้อที่ตอบคำถามได้ถูกต้อง

 

ข้อมูลที่ได้แสดงมาข้างต้นบ่งชี้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไทยมีระดับความรู้ทางการเมืองในเรื่องทั่วไปในระดับที่ไม่สูงนัก แต่มีความน่าสนใจว่าส่วนใหญ่สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับบุคคลทางการเมือง (ใครคือประธานรัฐสภา) ได้มากกว่าคำถามเกี่ยวกับโครงสร้าง (จำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ / ส.ส.) สิ่งที่สมควรจะค้นหาคำตอบต่อไปและน่าจะทำให้ภาพความเข้าใจเกี่ยวกับระดับความรู้ทางการเมืองของคนไทยมีความชัดเจนยิ่งขึ้น คือ การพิจารณาว่าระดับความรู้ทางการเมืองของคนไทยมีความแตกต่างกันหรือไม่ ระหว่างคนที่ระดับการศึกษาสูงกว่ากับคนที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่า ระหว่างคนที่มีรายได้สูงกว่ากับคนที่มีรายได้ต่ำกว่า และระหว่างคนที่มีถิ่นที่อยู่อาศัยในภูมิภาคต่างๆ

          เมื่อทำการเปรียบเทียบความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการเมืองการปกครองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่มตามระดับการศึกษา คือ กลุ่มที่มีการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรีกลุ่มหนึ่ง และกลุ่มที่มีการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไปอีกกลุ่มหนึ่ง ดังภาพที่ 2 ปรากฏว่า โดยภาพรวม กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีสามารถตอบคำถามความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการเมืองการปกครองได้มากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี โดยที่สัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีที่ตอบคำถามได้ถูก 1 ข้อ 2 ข้อ และ 3 ข้อนั้นมีมากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี ร้อยละ 9.8 ร้อยละ 7.1 และร้อยละ 3.1 ตามลำดับ กล่าวอีกนัยหนึ่ง สัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีที่ตอบคำถามไม่ถูกต้องเลยมีน้อยกว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรีถึงร้อยละ 20   

ภาพที่ 2

สัดส่วนของผู้ตอบแบบสอบถามแยกตามจำนวนข้อที่ตอบคำถามได้ถูกต้อง

และระดับการศึกษา

เมื่อพิจารณาระดับความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการเมืองการปกครองของผู้ตอบแบบสอบถามตามระดับรายได้ โดยการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัว (GDP per Capita) ของประชากรไทย ซึ่งเท่ากับประมาณ 13,000 บาท ต่อเดือน และกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัวดังกล่าว ดังภาพที่ 3 พบว่า โดยภาพรวม กลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้มากกว่าค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัวของประชากรนั้นมีความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการเมืองการปกครองมากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย โดยที่สัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนสูงกว่าค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัวของประชากรไทยที่ตอบคำถามได้ถูก 1 ข้อ 2 ข้อ และ 3 ข้อ มีมากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัว ร้อยละ 6.2 ร้อยละ 5.5 และร้อยละ 2.8 ตามลำดับ กล่าวอีกนัยหนึ่ง สัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนสูงกว่าค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัวที่ตอบคำถามไม่ถูกต้องเลยมีน้อยกว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีกลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัวของประชากรไทยเกือบร้อยละ 15

ภาพที่ 3

สัดส่วนของผู้ตอบแบบสอบถามแยกตามจำนวนข้อที่ตอบคำถามได้ถูกต้อง

และระดับรายได้

 

นอกจากระดับการศึกษาและฐานะทางเศรษฐกิจแล้ว การศึกษาวิจัยในอดีตเกี่ยวกับพฤติกรรมการเลือกตั้งของคนไทยจำนวนมากยังให้ความสนใจกับความแตกต่างกันของทัศนคติและความคาดหวังต่อระบอบประชาธิปไตยที่แตกต่างกันของคนในภูมิภาคต่างๆ ด้วย ภาพที่ 4 แสดงให้เห็นว่าในเรื่องความรู้เกี่ยวกับการเมืองการปกครองนั้นก็มีความแตกต่างกันระหว่างคนในภูมิภาคต่างๆ อยู่ กล่าวคือ กลุ่มตัวอย่างในกรุงเทพฯ ที่ตอบคำถามถูกต้องอย่างน้อย 1 ข้อมีเกือบร้อยละ 40 ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างในภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ตอบคำถามได้ถูกต้องอย่างน้อย 1 ข้อมีสัดส่วนพอๆ กัน ประมาณร้อยละ 30 แต่ที่น่าสนใจก็คือ มีกลุ่มตัวอย่างในภาคเหนือประมาณร้อยละ 20 เท่านั้นที่ตอบคำถามในส่วนนี้ได้ถูกต้องอย่างน้อย 1 ข้อ สะท้อนให้เห็นว่า โดยภาพรวม คนในภาคเหนือมีความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการเมืองการปกครองน้อยกว่าคนในภาคอื่นๆ และมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างคนกรุงเทพฯ กับคนต่างจังหวัด โดยที่คนกรุงเทพฯ มีระดับความรู้ในส่วนนี้โดยเฉลี่ยมากกว่าคนในภูมิภาคอื่นๆ

ภาพที่ 4

สัดส่วนของผู้ตอบแบบสอบถามแยกตามจำนวนข้อที่ตอบคำถามได้ถูกต้อง

และภูมิภาคที่อยู่อาศัย

 

อย่างไรก็ตาม การวัดระดับความรู้ทางการเมืองโดยอาศัยคำถามความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการเมืองการปกครองดังที่กล่าวมา อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความยาก-ง่าย ความใกล้ชิด-ไกลห่างกับชีวิตทางการเมือง ในทำนองว่า การตัดสินใจหรือแสดงออกทางการเมืองของประชาชน เช่น การไปใช้สิทธิเลือกตั้ง จำเป็นที่ประชาชนจะต้องมีข้อมูลความรู้มากมายขนาดไหน ถึงจะเป็นหลักประกันได้ว่าการตัดสินใจหรือแสดงออกของประชาชนนั้นๆ มี “คุณภาพ” หรือเอาเข้าจริงแล้ว คุณภาพของเสียงที่ว่าขึ้นอยู่กับ “ข้อมูลที่จำเป็น” สำหรับการตัดสินใจมากกว่าความรู้ทั่วๆ ไปเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง

ชุดคำถามที่นิยมใช้สำหรับการตรวจวัดว่าประชาชนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจก่อนไปลงคะแนนเลือกตั้งอีกแนวทางหนึ่ง จึงให้ความสนใจไปที่ความรู้เกี่ยวกับผู้สมัครและพรรคการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง

 

ความรู้เกี่ยวกับผู้สมัครและพรรคการเมือง

คำถามที่ใช้วัดความรู้เกี่ยวกับผู้สมัครและพรรคการเมือง เป็นคำถามปลายเปิด 3 ข้อ ให้กลุ่มตัวอย่าง (1) ระบุชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งของตัวเอง (2) ระบุชื่อพรรคการเมืองที่ลงแข่งขันในการเลือกตั้ง และ (3) จับคู่ผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งของผู้ตอบกับพรรคการเมืองที่ผู้สมัครเลือกตั้งคนนั้นสังกัด ซึ่งผลการศึกษาดังภาพที่ 5 แสดงให้เห็นว่า คนไทยมีความรู้ในเรื่องเหล่านี้มากกว่าความรู้ในส่วนแรกอย่างชัดเจน กล่าวคือ กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งสามารถระบุชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งของตนได้อย่างน้อยสองชื่อ ประมาณร้อยละ 60 สามารถระบุชื่อพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครได้อย่างน้อยสองพรรค และถึงแม้ว่าสัดส่วนดังกล่าวจะลดลงเมื่อให้กลุ่มตัวอย่างระบุชื่อผู้สมัครและพรรคการเมืองที่สังกัดพร้อมกัน แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ไม่มากนัก

ก. ระบุชื่อผู้สมัครได้ 2 ชื่อ

ข. ระบุชื่อพรรคการเมืองได้ 2 พรรค

 

 

 

ค.ระบุพรรคการเมืองและผู้สมัครได้ 2 ชื่อ/พรรค

 

 

ภาพที่ 5

ร้อยละของจำนวนผู้ตอบคำถามความรู้เกี่ยวกับผู้สมัครและพรรคการเมือง

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาระดับความรู้เกี่ยวกับผู้สมัครและพรรคการเมืองแยกตามระดับรายได้ ระดับการศึกษา และภูมิภาคที่อยู่อาศัยของกลุ่มตัวอย่าง ปรากฏว่า

(1) ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัวของประเทศสามารถระบุชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งของตน และสามารถระบุชื่อผู้สมัครและพรรคการเมืองที่ผู้สมัครดังกล่าวสังกัดได้มากกว่าผู้ที่มีรายได้สูงกว่า ประมาณร้อยละ 1.5 และเกือบร้อยละ 7 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัวของประเทศสามารถระบุชื่อพรรคการเมืองอย่างน้อยสองพรรคที่ส่งผู้สมัครในเขตเลือกตั้งได้มากกว่าผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า เกือบร้อยละ 4 (ภาพที่ 6)

ภาพที่ 6

ความรู้เกี่ยวกับผู้สมัครและพรรคการเมืองแยกตามระดับรายได้

 

(2) ผู้ที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี สามารถระบุชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมืองในเขตเลือกตั้งของตน และสามารถระบุชื่อผู้สมัครและพรรคการเมืองที่ผู้สมัครดังกล่าวสังกัดได้มากกว่าผู้ที่มีระดับการศึกษาสูงกว่าระดับปริญญาตรี ร้อยละ 3.6 ร้อยละ 5.6 และร้อยละ 2.3 ตามลำดับ (ภาพที่ 7)

ภาพที่ 7

ความรู้เกี่ยวกับผู้สมัครและพรรคการเมืองแยกตามระดับการศึกษา

(3) ผู้ที่อยู่อาศัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือสามารถระบุชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมืองในเขตเลือกตั้งของตน และสามารถระบุชื่อผู้สมัครและพรรคการเมืองที่ผู้สมัครดังกล่าวสังกัดได้มากกว่าผู้ที่อยู่อาศัยในภาคอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด (ภาพที่ 8)

 

 

ภาพที่ 8

ความรู้เกี่ยวกับผู้สมัครและพรรคการเมือง แยกตามภูมิภาคที่อยู่อาศัย

โดยสรุป ข้อมูลระดับความรู้ทางการเมืองทั้งสองส่วนไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่ได้ยืนยันสิ่งที่ทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยของเอนก เหล่าธรรมทัศน์เคยอธิบายไว้เกือบยี่สิบปีมาแล้ว เกี่ยวกับมุมมองและความคาดหวังต่อการเมืองและระบอบประชาธิปไตยที่แตกต่างกันของคนรากหญ้าในชนบทกับคนชั้นกลางในเมือง

นั่นคือ คนรากหญ้าที่ส่วนใหญ่มีการศึกษาน้อยกว่าและยากจนกว่าในชนบทมองการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือที่ช่วยนำประโยขน์สุขมาสู่ชุมชนและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จึงมิใช่เรื่องแปลกที่คนกลุ่มนี้จะสนใจว่าใครบ้างคือผู้สมัคร และพรรคการเมืองใดบ้างที่ลงแข่งขัน ในขณะที่คนชั้นกลางที่ส่วนใหญ่มีการศึกษาสูงกว่าและฐานะดีกว่าในเมืองมองการเลือกตั้งเป็นกระบวนการคัดสรรคนเก่งคนดีมาทำหน้าที่ออกกฎหมายและเป็นฝ่ายบริหาร จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเช่นกันที่คนกลุ่มนี้จะสนใจมากกว่าว่าโครงสร้างทางการเมืองเป็นอย่างไร และใครที่มีบทบาทสำคัญอยู่ในโครงสร้างนั้น  

การที่คนมีความรู้ทางการเมืองในระดับที่แตกต่างกันในแต่ละเรื่อง จึงเป็นภาพสะท้อนของความสนใจทางการเมืองที่ไม่เหมือนกันของแต่ละคนมากกว่าความโง่หรือความฉลาด และยืนยันว่าการมีมากกว่าของโอกาสและสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจนั้น ไม่ใช่ตัวบ่งชี้ถึงคุณภาพของเสียงที่สูงส่งกว่ากันของคนแต่อย่างใด


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»