เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

นับถอยหลัง บทบาท “วุฒิสภา” กับการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นับถอยหลัง บทบาท “วุฒิสภา” กับการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี  

ข้อเสนอหนึ่งที่ออกจากการชุมนุมของกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) เกี่ยวกับการตั้งนายกรัฐมนตรีจากคนกลาง หรือที่เรียกกันในภาษาที่เข้าใจว่า "นายกรัฐมนตรี มาตรา7" นั้นไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ของการเมืองไทย เนื่องจากทุกครั้งเวลาที่การเมืองเข้าสู่ภาวะวิกฤติแนวคิดเรื่องนายกรัฐมนตรีจากมาตรา 7 มักจะถูกชูเป็นเงื่อนไขสำคัญเสมอ

            สำหรับมาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ.2550และ2540 มีข้อความที่เขียนไว้เหมือนกันว่า “ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"

            อย่างเช่นในปี 2549 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเผชิญกับกระแสขับไล่จากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างหนัก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำคนสำคัญ และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ต่างเสนอให้นำมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ.2540 มาเป็นเครื่องมือคลี่คลายสถานการณ์เช่นกัน

            มาจนถึงในปี 2556 เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส.ได้เสนอให้ประเทศไทยควรมีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเช่นกัน พร้อมกับเสนอวิธีปฏิบัติของการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 7 อย่างเป็นขึ้นตอนว่า ขอให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ คณะรัฐมนตรี ทั้งคณะลาออก เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเท่ากับว่าวุฒิสภาจะทำหน้าที่เลือกนายกรัฐมนตรีแทนสภาผู้แทนราษฎร

            ขณะเดียวกัน เลขาธิการกปปส.ยังพยายามยกตัวอย่างจากกรณีการแต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ภายหลังจอมพลถนอม กิตติขจร ลาออกจากตำแหน่งในช่วงเหตุการณ์เดือนตุลาคมพ.ศ.2516 เพื่อมาเป็นสาระสำคัญว่าข้อเสนอของกปปส.ในการให้มีนายกรัฐมนตรีจากคนกลางสามารถเป็นไปได้ในทางปฏิบัติโดยการอธิบายว่าในอดีตเคยมีการดำเนินการมาเป็นบรรทัดฐานแล้ว

            จากข้อเสนอของกปปส.ดังกล่าวทำให้เกิดการถกเถียงในแวดวงของฝ่ายนิติบัญญัติว่า วุฒิสภาจะสามารถเสนอชื่อบุคคลขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกฯได้หรือไม่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550ที่บัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรในมาตรา171และ172ว่า "นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร"

            สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาไว้ 7 ด้าน ได้แก่

1.ด้านนิติบัญญัติ

2.ด้านควบคุมตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน

3.ด้านการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

4.ด้านการเลือกหรือให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและศาล

5.ด้านการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง 6.ด้านการเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย

และ 7.การพิจารณาให้ความเห็นชอบเรื่องต่างๆ เช่น หนังสือสัญญาระหว่างประเทศ

            ในมุมนี้ฝ่ายสว.สรรหานำโดยกลุ่ม40สว.ซึ่งเป็นสว.ที่ร่วมเคลื่อนไหวกับกปปส.ได้ออกมาสนับสนุนแนวคิดการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เป็นสส.ว่าสามารถทำได้ โดยมองในบริบทของสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นว่าหากนายกรัฐมนตรีพร้อมกับคณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยการลาออกหรือการต้องยุติปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวจากมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ย่อมเป็นเหตุให้สว.ในฐานะสมาชิกรัฐสภาสามารถทำหน้าที่แทนสส.เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีในระหว่างที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงเพราะพระราชกฤษฎีกายุบสภาฯได้

            ที่สำคัญในอดีตประเทศไทยเคยมีแนวปฏิบัติมาแล้วจากกรณีของการแต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ แม้จะมีข้อแตกต่างในบางประเด็นอยู่บ้างว่าในอดีตรัฐธรรมนูญ คือ ธรรมนูญปกครองราชอาณาจักรพ.ศ.2515 ไม่ได้กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสส.เหมือนกับรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน แต่ถ้าเกิดภาวะสุญญากาศขึ้นมาจริงจะเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้ใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศต้องเผชิญกับภาวะสุญญากาศนานจนเกินไป

            ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งซึ่งเป็นสว.เลือกตั้งที่ร่วมกับพรรคเพื่อไทยเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ พยายามโต้แย้งว่าแนวคิดนี้ไม่มีทางเป็นไปได้ผ่านการตีความรัฐธรรมนูญแบบเคร่งครัดว่ารัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็นสส.และมาจากการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร

            นอกจากนี้ ถ้าวุฒิสภาจะทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎรได้ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 132 กำหนดไว้เท่านั้น ประกอบด้วย

1.เห็นชอบบุคคลที่สมควรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

2.เปิดประชุมรัฐสภาเพื่อให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ปฏิญาณตนในที่ประชุมรัฐสภา

3.ทำหน้าที่รับทราบในกรณีที่มีแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์พ.ศ.2467

4.อัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์

และ5.เห็นชอบกับการประกาศสงคราม

            ดังนั้น วุฒิสภาจึงไม่อาจทำหน้าที่ดังกล่าวแทนสภาผู้แทนราษฎรได้ในกรณีเกี่ยวกับการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

            อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ภายในวุฒิสภาระหว่างสว.เลือกตั้งและสว.สรรหาเกี่ยวกับแนวคิดการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 7 ยังไม่ได้ปรากฏออกมาเป็นกิจจะลักษณะมากนัก ส่วนหนึ่งมาจากการเมืองขณะนี้ยังไม่เกิดภาวะสุญญากาศ เอาไว้ให้สถานการณ์ไปถึงจุดที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งเมื่อไหร แน่นอนว่าถึงเวลานั้นวุฒิสภาจะเป็นผู้พิสูจน์ว่ามาตรา 7 จะเป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาการเมืองได้หรือไม่

ล้อมกรอบหลากทัศนะ นายกฯมาตรา 7 

 

 

นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) (พร้อมรูป)

 

" ใครที่คิดอยากให้เกิดสุญญากาศในรัฐบาลรักษาการตอนนี้และเวลานี้ คงมองข้ามหรือลืมไปว่าประธานวุฒิสภาคนปัจจุบันยังเป็นนายนิคม ไวรัชพานิช ถ้าเกิดรัฐบาลรักษาการพ้นตำแหน่งตอนนี้ นายนิคมคงจะกลายเป็นผู้ใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 ทูลเกล้าเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนกลาง ซึ่งย่อมจะเป็นคนของทักษิณอยู่ดี คงต้องรอหลังวันที่ 2 มีนาคม 2557 ที่ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งหมดวาระลง ถึงเวลานั้นจนถึงวันที่เลือกตั้ง ส.ว. วันที่ 30 มีนาคม 2557 จึงจะเป็นจังหวะเวลาที่น่าสนใจมาลุ้นให้รัฐบาลรักษาการพ้นจากตำแหน่งในช่วงนั้น เพราะช่วงเวลานั้นรองประธานวุฒิสภา (คุณสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย)จะเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิสภาประมาณ 28 วัน จนกว่าจะเลือกตั้งวุฒิสภาสำเร็จและเลือกประธานวุฒิสภาคนใหม่ (ซึ่งถ้าเลือกตั้ง ส.ว.สำเร็จก็จะมีความเสี่ยงอีกว่า ประธานวุฒิสภาคนใหม่มีแนวโน้มอาจจะเป็นคนในระบอบทักษิณอีก) ดังนั้นถ้าถึงวันที่ 30 มีนาคม 2557 แล้วรัฐบาลรักษาการยังไม้พ้นจากตำแหน่ง เชื่อว่าอาจมีประชาชนขัดขวางการเลือกตั้ง ส.ว.ให้ได้เกิน 8 จังหวัด เพื่อทำให้ ส.ว.ไม่ครบ 95% ทำให้เปิดประชุมวุฒิสภาไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 111 เพื่อให้รองประธานวุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิสภาต่อไปเพื่อรอให้รัฐบาลรักษาการพ้นจากตำแหน่งหลังจากนั้น"

อ้างอิงจาก Facebook ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

นายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล (พร้อมรูป)

 

" สังคมไทยปัจจุบันมีการแบ่งฝ่าย และมีการบังคับให้บุคคลอื่นเห็นด้วยกับสิ่งที่ตนเอง ดังนั้นการสร้างสันติวิธีด้วยการปฏิบัตคือการเลิกบังคับให้คนอื่นเลิกเห็นต่าง นอกจากนั้นแล้วเชื่อว่าการยึดมั่นในกติกาเพื่อเป็นกรอบปฏิบัติจะเป็นทางออก โดยรัฐธรรมนูญปี 2550 ถือเป็นกติกาที่ใช้อยู่ปัจจุบันแม้จะมีคนที่ชอบและไม่ชอบ ตนอยากให้ยึดไว้ กรณีการเสนอนายกรัฐมนตรีคนกลาง หากประชาชนเห็นด้วยควรหาทางเพื่อให้เกิดขึ้นอย่างประนีประนอมไม่ใช่อ้างรัฐธรรมนูญมาตรา 3 ว่าด้วยอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน หรืออ้างมาตรา 7 เรื่องขอนายกฯพระราชทาน เพราะไม่ใช่วิถีตามกรอบรัฐธรรมนูญ หากประเด็นของนายกฯคนกลาง คือ คนที่ไม่ได้เป็น ส.ส. คงเกิดไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 171วรรคสอง กำหนดไว้ว่านายกฯ ต้องเป็นส.ส.  และหากจะเอาจริงต้องแก้รัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าว แต่ปัจจุบันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีรัฐสภา

 

ขอเสนอดังนี้ หากทุกภาคส่วนอยากให้มีการปฏิรูป คือ การออกกฎหมาย ว่าด้วย "คณะราชกรรมาธิการ"  เพื่อให้เข้ามาทำหน้าที่ปฏิรูปเรื่องสำคัญ เบื้องต้นนายกฯ ต้องเป็นผู้เสนอกฎหมายนี้ทูลเกล้าฯ และเป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ แต่รัฐบาลต้องไม่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง หลังจากนั้นต้องให้คณะราชกรรมาธิการทำงานอย่างอิสระ และหากคณะราชกรรมาธิการจะถูกปลดต้องได้รับการพิจารณาโดยศาล ส่วนการปฏิรูปของกลุ่ม กปปส. นั้นตนมองว่ายังไม่มีความชัดเจน ดังนั้นขั้นตอนต่อไปควรเร่งทำกระบวนการให้ชัดเจน ขณะที่ความขัดแย้งปัจจุบันต้องร่วมกันหาทางออก โดยเริ่มจากการพูดคุย สร้างมาตรการการไว้วางใจ เช่น ประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รัฐบาลควรยกเลิกเพราะไม่มีผลเสียหายใดๆ เป็นต้น

                      

 

   

อ้างอิงจาก  www.komchadluek.net/ วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2557

 


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»