เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

รอยร้าววุฒิสภา...ยากเกินประสาน

รอยร้าววุฒิสภา...ยากเกินประสาน

ทีมข่าวInsight Thai Parliament

 

            ปี 2557 เป็นปีหนึ่งที่มีการเลือกตั้งใหญ่เกิดขึ้นถึงสองครั้งได้แก่ การเลือกตั้งสส.ที่ยังมีปัญหาอยู่ในเวลานี้ และ การเลือกตั้งส.ว.จำนวน 77 คน ซึ่งถือเป็นครั้งที่สองนับตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ได้กำหนดวันเลือกตั้งออกมาแล้ว คือ วันที่ 30 มีนาคม หลังจากส.ว.เลือกตั้งดำรงตำแหน่งมาครบ 6 ปี

            สำหรับส.ว.ชุดปัจจุบันตามรัฐธรรมนูญมีจำนวนทั้งหมด 150 คน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส.ว.ที่มาจากการสรรหา 73 คน และ ส.ว.จากการเลือกตั้ง 77 คน (จังหวัดละ1คน) มีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี

ทั้งนี้แม้ว่าวาระการดำรงตำแหน่งของส.ว.จากทั้งสองระบบจะมีวาระ 6 ปีเท่ากัน แต่ช่วงเวลาของการสิ้นสุดในตำแหน่งมีความแตกต่างกัน

            กล่าวคือ รัฐธรรมนูญมาตรา 297 กำหนดว่า เมื่อส.ว.สรรหาที่เข้ามาดำรงตำแหน่งครั้งแรกภายหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญอยู่ในตำแหน่งครบ 3 ปี จะต้องเข้ารับการสรรหาใหม่ร่วมกับบุคคลอื่น โดยบุคคลที่ได้รับการสรรหาเป็นส.ว.จะมีวาระการดำรงตำแหน่งไปอีก 6 ปี ส่งให้ส.ว.สรรหาจะหมดวาระหลังส.ว.เลือกตั้ง ซึ่งตามกำหนดการจะมีการสรรหาส.ว.ใหม่อีกครั้งในพ.ศ.2560 

            เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้มีกระบวนการได้มาซึ่งส.ว.ถึงสองระบบจากเดิมที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 กำหนดให้มีเฉพาะส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวจำนวน 200 คน เพราะไม่ต้องการให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงการทำงานของวุฒิสภาผ่านระบบการอุปถัมภ์ในทางการเมือง จนกระทบต่อการใช้ดุลยพินิจของส.ว.ในเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องกับงานนิติบัญญัติรวมไปถึงการแต่งตั้งบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งตามองค์กรต่างๆและการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง

          "เจตนารมณ์ กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามีที่มาที่หลากหลาย เพื่อให้การตรวจสอบอำนาจรัฐเป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ และทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภามีความเป็นกลาง ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง"บันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรจากรายงานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญบันทึกเจตนารมณ์ จดหมายเหตุ และตรวจรายงานการประชุม สภาร่างรัฐธรรมนูญ

            อย่างไรก็ตาม การทำงานของวุฒิสภาในช่วงเวลา 6 ปีที่ผ่านมาแม้ฝ่ายการเมืองจะเข้ามาแทรกแซงการทำงานได้น้อยถ้าเทียบกับในอดีต แต่ปรากฏว่าส.ว.กลับเกิดความแตกแยกกันเองและแบ่งกันออกเป็น2กลุ่มตามที่มาของส.ว.

สะท้อนให้เห็นได้จากฉายาวุฒิสภาที่สื่อมวลชนประจำรัฐสภาตั้งให้ใน 5 ปีหลังสุด (ในปี2556ไม่มีการตั้งฉายาสภาเพราะเกิดการยุบสภาผู้แทนราษฎรขึ้นมาก่อน) ซึ่งเหตุผลของการตั้งชื่อฉายาในแต่ละปีล้วนมาจากฐานของความไม่ลงรอยระหว่างส.ว.เลือกตั้งและส.ว.สรรหา

            ปี 2551 สองก๊กพกมีดสั้น: "เป็นการฉายภาพให้เห็นถึงความไม่ลงตัวและความไม่เป็นเอกภาพของสภาสูงที่มีที่มาแตกต่างกัน จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบ ถ่วงดุล ฝ่ายบริหารตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ"

            ปี 2552 ตะแกรงก้นรั่ว: "การแบ่งขั้วของวุฒิสภาคือ สายเลือกตั้งกับสายสรรหา ทำให้การทำงานของวุฒิสภาไม่เป็นเอกภาพ ท่ามกลางข้อครหาเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาล"

            ปี2553 อัมพฤกษ์รับจ็อบ: "ความขัดแย้งของ2 กลุ่ม ยังปรากฏชัดเจน หลายครั้งก็เปิดศึก ทำลายกันเอง ขณะที่การทำงานในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติก็ไม่ให้ความสำคัญกับการประชุม จนการประชุมเกือบล่มหลายครั้ง"        

ปี2554 สังคมโลก: "วุฒิสภากลับไม่มีบทบาทเป็นที่ประจักษ์ ทั้งที่ล้วนมาจากบุคคลที่มีความอาวุโสเปรียบเสมือนเครื่องสังคโลก วัตถุโบราณที่มีคุณค่าในตัวเอง แต่กลับไม่สามารถใช้งานได้จริง"

            ปี2555 ตะแกรง...เลือกร่อน: "ภาพรวมการทำหน้าที่ของวุฒิสภาตลอดปี 2555 ยังคงมีการแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่ม 40 ส.ว.ที่พุ่งเป้าไปที่การตรวจสอบรัฐบาลจนถูกตั้งคำถามว่ามีวาระซ่อนเร้น ขณะที่ส.ว.อีกกลุ่มก็พยายามออกแรงช่วยรัฐบาลอย่างเต็มที่ จึงเปรียบเหมือนกับตะแกรงที่เลือกร่อน"

            เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่เป็นปัจจัยของความไม่ลงรอยกันระหว่างส.ว.เลือกตั้ง และ ส.ว.สรรหา คือ วาระการดำรงตำแหน่ง

          ถึงส.ว.ทั้งสรรหาและเลือกตั้งจะมีอายุ 6 ปีเท่านั้น แต่เนื่องจากส.ว.สรรหาที่เข้ามาในตำแหน่งครั้งแรกยังสามารถเข้ารับการสรรหาใหม่ได้ภายหลังตัวเองอยู่ในตำแหน่งครบ 3 ปีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 297 และหากเกิดกรณีที่ส.ว.สรรหาคนเดิมได้รับการสรรหากลับมาเป็นส.ว.อีกจะเท่ากับส.ว.คนนั้นได้อยู่ในตำแหน่งติดต่อกันถึง 9 ปี ซึ่งส.ว.สรรหาปัจจุบันจะหมดวาระในอีก 3 ปีข้างหน้า

            ด้วยเหตุนี้เองส.ว.เลือกตั้งจำนวนหนึ่งที่คิดว่าระบบดังกล่าวไม่มีความเป็นธรรม จึงไปเข้าชื่อร่วมกับสส.พรรคเพื่อไทย เพื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีสาระสำคัญ คือ การยกเลิกระบบการสรรหาส.ว.และเปลี่ยนให้ส.ว.ต้องมาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ซึ่งหลังจากนั้นศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าเป็นการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญในเวลาต่อมา

            จากความขัดแย้งดังกล่าวจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งที่มีผลให้วุฒิสภาต้องหมดเวลาส่วนใหญ่ไปกับการบริหารความขัดแย้งภายใน ดังนั้น อย่าได้แปลกใจว่าทำไมวุฒิสภาถึงยังไม่สามารถใช้อำนาจของตัวเองถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกจากตำแหน่งได้เลยแม้แต่คนเดียว

            เป็นโจทย์ใหญ่ที่หลายฝ่ายต้องร่วมกันคิดว่าถ้าในอนาคตจะมีการปฎิรูปการเมืองจะทำอย่างไรที่ให้วุฒิสภาสามารถกลับมาทำหน้าที่ในฐานะสภาสูงให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะตราบใดโครงสร้างของวุฒิสภายังคงเป็นอยู่เช่นนี้ ต่อให้ส.ว.เลือกตั้งชุดใหม่เข้ามาก็ไม่มีทางที่ปัญหาจะได้รับการแก้ไข ในทางกลับกันจะเป็นเพียงการเปลี่ยนตัวละครใหม่ในเกมแห่งความขัดแย้งเท่านั้น

 ///////////

 


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»