เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

วาระพิเศษ ส.ว. กับหน้าที่ถอดสลักระเบิดการเมืองไทย ?

วาระพิเศษส.ว. กับหน้าที่ถอดสลักระเบิดการเมืองไทย ?

ทีมข่าวInsight Thai Parliament

การต่อสู้ทางการเมืองจากสถานการณ์ชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ที่ลากยาวมามากกว่า 3 เดือน ซึ่งยังไม่มีทีท่าจะจบลง  ซ้ำร้ายสัญญาณความรุนแรงนับวันจะยิ่งส่อเค้ารุนแรงมากขึ้น ปฏิทินการเมืองจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น ในวันที่ 2 มี.ค.2557 วันที่วุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งหมดวาระลง และเป็นวันที่ “นิคมไวยรัชพานิชประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็นสว.ที่มาจากการเลือกตั้งก็จะหมดวาระ และพ้นจากตำแหน่งด้วยเช่นเดียวกัน นี่จึงเป็นนัยยะทางการเมืองที่ไม่ควรมองข้าม

รวมไปถึงการคาดเดาผลที่เลวร้ายที่สุด หากเกิดกรณีที่นายนิคม ต้องถูกพักการทำงาน จากการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลข้อกล่าวหา กรณีร่วมกันเสนอชื่อและลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว. รวม 308 รายจนส่งผลให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานวุฒิสภาได้ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีผลการตัดสินชี้มูลและ “นิคม” ยังเป็นเพียงผู้ถูกหล่าวหาเท่านั้น

ค่ายกลทางการเมืองมองว่า การที่“นิคม” พ้นจากตำแหน่งประธานวุฒิสภาและมี “สุรชัย  เลี้ยงบุญเลิศชัย” รองประธานวุฒิสภา จะมาทำหน้าที่“ประธานวุฒิสภา”แทนตั้งแต่วันที่2มี.ค.นี้จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งสำคัญ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) ปี50 มองว่าแนวทางการหาช่องทางแก้ไขวิกฤตความขัดแย้งในประเทศไทยด้วยการตั้ง“นายกรัฐมนตรีจากคนกลาง” ยังคงมีความเป็นไปได้ เพราะขณะนี้ ประเทศไทยมีกลไกการบริหาร และนิติบัญญัติเป็นอัมพาต  เป็นภาวะสุญญากาศทางการเมืองอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน การเลือกตั้งส.ส.ให้ครบตามจำนวน ไม่สามารถทำได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 93 ที่บัญญัติให้หลังจากการเลือกตั้งจะต้องมีส.ส.อย่างน้อย 95 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนส.ส.ทั้งหมด 500 คนหรือ475 คน

อีกทั้งหากเกิดกรณีเลวร้ายที่สุดทางการเมืองอันมีเหตุให้“นิคม” ต้องพักการทำงานหรือพ้นวาระการทำหน้าที่ประธานวุฒิสภา โดยไม่มีใครคาดเดาได้  “สุรชัย” ในฐานะรองประธานวุฒิสภาก็จะต้องทำหน้าที่ประธานรัฐสภาและสามารถดำเนินการตามแนวทางการได้มาซึ่ง“นายกรัฐมนตรีคนกลาง”  ด้วยช่องทางแห่งรัฐธรรมนูญ 2550 ใน2 มาตรา สำคัญ คือ มาตรา3 และมาตรา 7 และไม่ต้องมีการยกเว้นการใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราอย่างแต่อย่างใด

สำหรับมาตรา 3 ระบุไว้ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ ทรง เป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้

 การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี  ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ  และหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม

และมาตรา 7 ระบุไว้ว่า ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ในทัศนะของ อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญผู้นี้ มองว่า แม้กรอบรัฐธรรนูญจะกำหนดให้ วุฒิสภาจะ“ทำหน้าที่”แทนสภาผู้แทนราษฎร ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 132ระบุไว้  อันประกอบด้วย 1.เห็นชอบบุคคลที่สมควรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ 2.เปิดประชุมรัฐสภาเพื่อให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ปฏิญาณตนในที่ประชุมรัฐสภา 3.ทำหน้าที่รับทราบในกรณีที่มีแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์พ.ศ.2467 4.อัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ และ5.เห็นชอบกับการประกาศสงคราม

แต่ภาวะสุญญากาศทางการเมืองเช่นนี้ การแก้ไขวิกฤตทางการเมืองเพื่อการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีคนกลาง จะต้องดำเนินการ ตามกรอบ“ความรับผิดชอบ”ไม่ใช่ตามกรอบ“อำนาจหน้าที่”ที่รัฐธรรมนูญได้ระบุไว้แต่เพียงเท่านั้น

นั่นเป็นอีกมุมทางข้อกฎหมาย ที่อดีต สสร.ผู้นี้ ตั้งข้อความเห็น และในห้วงยามทางการเมืองที่กำลังร้อนแรงเช่นนี้  ฉากการเมืองจะปิดม่านลงอย่างไร  ยังเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก  แต่ที่แน่ๆ นับจากเดือนมีนาคม เป็นต้นไป บทบาทของวุฒิสภาในการร่วมวง แก้ไขวิกฤติการเมือง จะถูก“จับตาและตรวจสอบ”จากประชาชนทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิดแน่นอน

 

 


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»