เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

“3 องค์กรอิสระ” กลางมรสุมการเมือง

“3 องค์กรอิสระ” กลางมรสุมการเมือง

ทีมข่าวInsight Thai Parliament

 

ปัจจุบันไม่อาจปฎิเสธได้ว่าองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 มีบทบาทในทางการเมืองเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในฐานะเป็นตัวแปรที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งจะว่าไปก็ถือว่าเป็นบทบาทหน้าที่ทางอ้อมที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

            ดังมีตัวอย่างให้เห็นจากการวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญในกรณียุบพรรคพลังประชาชน พรรคมัชฌิมาธิปไตย และ พรรคชาติไทย ในข้อหาทุจริตเลือกตั้งเมื่อปี 2551 ซึ่งพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรคในขณะนั้นมีสถานะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ก่อนที่ในเวลาต่อมากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ได้ชุมนุมกดดันรัฐบาลมาเป็นเวลาร่วม 6 เดือนตัดสินใจยุติการชุมนุม ภายหลังนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ต้องพ้นจากตำแหน่งจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมกับได้มีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นนายกรัฐมนตรี

            นับจากนั้นเป็นต้นมาการทำงานขององค์อิสระทุกองค์กรโดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรที่สามารถให้คุณให้โทษในทางการเมืองได้ต่างถูกจับตามาโดยตลอด ได้แก่  คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ ศาลรัฐธรรมนูญ

            ในปี 2556จนถึงปัจจุบัน การทำงานองค์กรอิสระดังกล่าวนับว่ามีส่วนสำคัญไม่น้อย ที่เห็นเด่นชัดและถูกพูดถึงมากที่สุด คือ คณะกรรมการป.ป.ช. เนื่องจากอยู่ในระหว่างการไต่สวนคดีทุจริตในรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม หลายคดี เช่น คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว โครงการบริหารจัดการน้ำ3.5 แสนล้านบาท รวมไปถึงคดีเกี่ยวกับการสส.และสว.ที่ได้ร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาสว.ที่มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นต้น

          ถามว่าทำไมป.ป.ช.ถึงมีส่วนสำคัญ? ด้านหนึ่งเป็นเพราะบทบัญญัติของพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2550 ระบุว่า หากคณะกรรมการป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดผู้ถูกกล่าวหาในคดีใดผู้ถูกล่าวหาคนนั้นจะต้องยุติปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะมีคำพิพากษา หรือ จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือไม่แล้วแต่กรณี

            นั่นหมายความว่าถ้านายกฯยิ่งลักษณ์ต้องตกอยู่ในสภาพของการเป็นผู้ถูกชี้มูลความผิด จะมีผลให้ต้องตกเก้าอี้ชั่วคราวจนกว่าศาลฎีกาฯหรือวุฒิสภาจะมีความเห็นออกมาอย่างใด ทั้งนี้ในทางการเมืองต่างวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกันว่าหากเกิดสถานการณ์ที่ว่านั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการเกิดภาวะสุญญากาศชั่วคราว ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในเวลานี้

            ขณะที่ กกต.และศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีบทบาทไม่แพ้กัน ตัวอย่างที่เห็นได้ คือ กรณีการพยายามจัดการเลือกตั้งท่ามกลางความขัดแย้งและการขัดขวางการเลือกตั้งของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล

            กกต.ในฐานะผู้มีอำนาจจัดการเลือกตั้งแสดงความต้องการให้รัฐบาลเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสีย สอดรับกับศาลรัฐธรรมนูญที่ได้มีความเห็นว่าการเลือกตั้งสามารถเลื่อนออกไปได้ถ้ามีเหตุจำเป็น

            อย่างไรก็ตาม แม้ในมุมหนึ่งองค์กรอิสระจะได้เข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมืองเพื่อให้ประเทศก้าวข้ามความขัดแย้งภายใต้กรอบของกฎหมายและได้รับความยินดีจากฝ่ายหนึ่ง แต่ปรากฏว่าต้องแลกมาด้วยกับการถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความเป็นกลางขององค์กรเหล่านั้นจากอีกฝ่ายหนึ่งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

            คณะกรรมการป.ป.ช.ถูกเพ่งเล็งจากฝ่ายรัฐบาลและมวลชนผู้สนับสนุนรัฐบาลว่ามีความไม่เป็นกลาง เนื่องจากมีเจตนาที่จะเร่งการตรวจสอบคดีที่รัฐบาลเป็นฝ่ายถูกกล่าวหารวดเร็วผิดปกติ ทั้งที่ป.ป.ช.มีคดีอื่นอีกจำนวนมากที่ได้รับเรื่องเอาไว้ก่อนหน้านี้แต่กลับไม่มีความคืบหน้าเมื่อเทียบกับคดีของรัฐบาล

            ไม่ต่างอะไรกับกกต.ที่มักแสดงท่าทีเสมือนหนึ่งว่าอยากให้รัฐบาลในฐานะผู้รักษาการพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งร่วมกับกกต.เลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน จนถูกวิจารณ์ว่ากกต.กำลังละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ที่ตัวเองจะต้องจัดการเลือกตั้งให้ทันตามกรอบเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนด

            เช่นเดียวกับการกับตั้งคำถามไปถึงศาลรัฐธรรมนูญว่ากำลังใช้อำนาจเกินขอบเขตกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่จากการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยที่รัฐธรรมนูญไม่ได้มอบอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอย่างชัดเจนเหมือนกับการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติหรือคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

            ในอดีตประเทศไทยเคยได้รับบทเรียนมาแล้วจากความไม่เป็นกลางขององค์กรอิสระที่สะท้อนจากการไม่ยอมเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล จนกลายเป็นเงื่อนไขที่กองทัพใช้เป็นข้ออ้างทำการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2549

            แม้ปัจจุบันสถานะแห่งความชอบธรรมขององค์กรอิสระในฐานะเป็นหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมจะยังไม่ถูกสั่นคลอนเท่ากับในอดีต แต่ท่ามกลางการต่อสู้ทางการเมืองที่ทั้งรัฐบาลและฝ่ายตรงข้ามต่างพยายามอ้างความชอบธรรมทางกฎหมาย ย่อมมีผลให้การวินิจฉัยอรรถคดีขององค์กรอิสระในระยะยาวอาจมีปัญหาในเรื่องของการได้รับการยอมรับจากฝ่ายที่เสียประโยชน์ ซึ่งนำจะไปสู่ความขัดแย้งที่ยากต่อการแก้ไขมากยิ่งขึ้น

            ประเด็นนี้ในรายงานฉบับสมบูรณ์ ของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ และค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน ที่แสดงถึงความห่วงใยไว้ ว่า "ในห้วงเวลาที่ผ่านมากระบวนการยุติธรรมถูกตั้งข้อสงสัยว่าไม่เป็นอิสระ ถูกแทรกแซง และขาดกระบวนการตรวจสอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดำเนินคดีหรือการพิจารณาพิพากษาคดีที่มีความเกี่ยวเนื่องทางการเมือง ซึ่งบุคคลบางกลุ่มรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมและมีการเลือกปฏิบัติ ทำให้เกิดการขยายผลไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ว่ากระบวนการยุติธรรมไทยมีสองมาตรฐาน"

            ดังนั้น ปัญหาทั้งหมดเป็นโจทย์ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันคิดต่อไปว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้องค์กรอิสระเป็นสถาบันที่ผดุงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยให้สมกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

//////////

 


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»