เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

สภาสูง และเดิมพันอำนาจรัฐ “ระบอบทักษิณ”

ทีมข่าว Inside Thai Parliament

ต้องยอมรับว่าการเมืองในขณะนี้ “วุฒิสภา” นับได้ว่าเป็นตัวแปรสำคัญในทางการเมือง เพราะเตรียมพิจารณาเรื่องสำคัญอย่างการถอดถอน “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ออกจากตำแหน่งในเร็วๆนี้ หากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีความเห็นนายกฯมีพฤติการณ์ที่ส่อว่ากระทำผิดกฎหมายในโครงการรับจำนำข้าว แต่ก่อนที่วุฒิสภาจะได้พิจารณากรณีดังกล่าว ปรากฏว่าเวลานี้มีความเคลื่อนไหวภายในที่สำคัญอยู่ 2 จุด

จุดที่ 1 การเรียกร้องให้นิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ยุติการปฏิบัติหน้าที่

m131

นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา

เรื่องนี้ ส.ว.สายสรรหาได้พยายามตีความรัฐธรรมนูญว่าปัจจุบันสว.ที่มาจากการเลือกตั้งได้หมดวาระลงแล้วหลังจากดำรงตำแหน่งมาครบ 6 ปี แม้รัฐธรรมนูญมาตรา 117 จะระบุว่า “ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งสิ้นสุดสมาชิกภาพตามวาระ อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีสมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่” แต่ในด้านหนึ่งจะเห็นได้ว่า ส.ว.จากการเลือกตั้งได้ขาดจากสมาชิกภาพการเป็น ส.ว.แล้ว

เท่ากับว่านิคมได้ขาดจากการเป็น ส.ว. ฉะเชิงเทราเป็นที่เรียบร้อยและการสิ้นสุดการเป็น ส.ว.นี่เองที่ทำให้นิคมไม่อาจสามารถปฏิบัติหน้าที่ประธานวุฒิสภาได้เช่นกัน

ขณะที่ นิคมพยายามโต้แย้งและชี้ให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญได้ให้การรับรองเอาไว้ว่าในเมื่อรัฐธรรมนูญรับรองให้ ส.ว.ที่หมดวาระยังสามารถทำหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าจะมี ส.ว.เลือกตั้งชุดใหม่เข้ามา ก็ย่อมเป็นผลสมควรที่ตนเองจะสามารถอยู่ในตำแหน่ง ส.ว.และประธานวุฒิสภาต่อไปได้ เว้นเสียแต่ว่าจะตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง

นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่ยังเป็นการรองรับความชอบธรรมให้กับการดำรงตำแหน่งต่อไปของนิคม คือ หนังสือเวียนสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาที่ระบุถึงแนวทางในการปฏิบัติราชการของข้าราชการในสำนักงานฯ จำนวน 4 ข้อ อันเป็นการยืนยันว่า ส.ว.ที่ดำรงตำแหน่งจนครบวาระยังสามารถทำงานต่อไปได้

1. ส.ว.เลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 มี.ค.2551 อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปถึงวันที่คณะกรรมการการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ว.ชุดใหม่ และมีจำนวนรวมกับ ส.ว.สรรหา ที่ยังอยู่ในวาระไม่น้อยกว่า95 %ของจำนวน ส.ว.ทั้งหมด หรือไม่น้อยกว่า 143 คน

2. ส.ว.เลือกตั้งชุดใหม่ สมาชิกภาพเริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้ง แต่ยังปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้จนกว่าจะได้ปฏิญาณตนในที่ประชุมวุฒิสภา

3. กรณีเปิดสมัยวิสามัญเพื่อวุฒิสภาทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา132 (การแต่งตั้งและถอดถอนบุคคล) วุฒิสภาสามารถพิจารณาได้เฉพาะเรื่องตามมาตรา132 หรือเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับมาตรา132 และเพื่อให้ ส.ว.เลือกตั้งชุดใหม่ปฏิญาณตน

4. ประธานและรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 (นพ.อนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ สว.สุรินทร์) ยังคงดำรงตำแหน่งต่อไป จนถึงวันก่อนวันเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ใหม่

จะเห็นได้ว่าประธานวุฒิสภาถือไพ่ได้เปรียบอยู่พอสมควร เพราะมีการรับรองจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาอีกชั้นหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ความชอบธรรมในประเด็นนี้จะหมดไปทันทีที่คณะกรรมการป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดนิคมในฐานะรองประธานรัฐสภาที่ร่วมกันเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542 (แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2554) มาตรา 55 และรัฐธรรมนูญมาตรา 272 บัญญัติให้ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันทีจนกว่าวุฒิสภาจะมีมติว่าถอดถอนด้วยเสียง 3 ใน 5 หรือไม่

จุดที่ 2 การนับองค์ประชุมวุฒิสภาชุดปัจจุบันในการพิจารณาถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง

m136อย่างที่ได้ระบุเอาไว้ในข้างต้นแล้วว่าในเร็วๆนี้วุฒิสภาอาจจะต้องพิจารณาคดีถอดถอนบุคคลระดับนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งเรื่องนี้ในวุฒิสภาเองก็ยังคงถกเถียงกันว่าจะนับองค์ประชุมอย่างไร

กล่าวคือ หากคณะกรรมการป.ป.ช.ส่งเรื่องการถอดถอนมาให้วุฒิสภาก่อนกกต.รับรองส.ว.เลือกตั้งชุดใหม่ 77 คน จะทำให้ส.ว.ชุดปัจจุบันต้องทำหน้าที่พิจารณาในเรื่องดังกล่าว แต่มีประเด็นที่เกิดการตีความไปต่างๆนานาว่า ถ้าเกิดกรณีที่ส.ว.50 คนที่เป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วยผลจากมติของคณะกรรมการป.ป.ช.การนับจำนวน ส.ว.เพื่อให้เป็นองค์ประชุมวุฒิสภาจะต้องนับแบบเต็มสภาจำนวน 149 คน หรือ จำนวน 99 คน

ตัวเลข 149 และ 99 คนมีความหมายในทางการเมืองเป็นอย่างมาก เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 274 กำหนดให้การถอดถอนจะเป็นผลสำเร็จต่อเมื่อวุฒิสภาต้องมีเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 จากจำนวนสว.เท่าที่มีอยู่ โดยเสียงถ้าคำนวณเสียง 3 ใน 5 จากสว.จำนวน 149 คนจะต้องใช้เสียง ส.ว.เพื่อถอดถอนไม่ต่ำกว่า 90 คน แต่เมื่อคิดจากสว. 99 คนจะใช้เสียงถอดถอน 60 คน ซึ่งจำนวนเสียงสำหรับถอดถอนจะลดหลั่นลงไปอีกหากมี ส.ว.เลือกตั้งลาออกในระหว่างรักษาการ

ทั้งนี้ ประธานวุฒิสภา มองว่า จะไปตัดจำนวนสว.ที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดออกจากการเป็นองค์ประชุมไม่ได้ เพราะ ส.ว.กลุ่มนี้แค่ถูกให้ยุติปฎิบัติหน้าที่ชั่วคราวเท่านั้น ไม่ได้ขาดสมาชิกภาพการเป็น ส.ว. ในทางกลับกลุ่ม ส.ว.สายสรรหา เห็นแย้งว่า ในเมื่อมีสว.ที่ไม่อาจปฎิบัติหน้าที่ได้ชั่วคราวแล้วก็ไม่ควรนับเป็นองค์ประชุม

ดังนั้น จากความเห็นที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วของทั้งสองฝ่ายทำให้เมื่อถึงเวลาที่ต้องเปิดประชุมวุฒิสภาในอนาคตกันใกล้มีความเป็นไปได้ที่ต้องตัดสินชี้ขาดกันด้วยเสียงข้างมากอีกครั้ง

สรุปได้ว่า ส.ว.ชุดนี้มีความขัดแย้งตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายในการทำงาน

————————————————————

m135


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»