เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

อ่านกรณี “ยิ่งลักษณ์”กางสถิติ ส.ว.ไม่เคยถอดถอนบุคคลได้แม้แต่รายเดียว!

ทีมข่าว Inside Thai Parliament

ปฎิเสธไม่ได้ว่าเวลานี้การทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)กำลังเป็นที่จับจ้องมากที่สุดจากฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล หลังจากคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวใกล้จะรู้ดำรู้แดงเข้าไปทุกที โดยเมื่อไม่นานมานี้ ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาคนสำคัญได้ส่งตัวแทนเข้าไปรับทราบข้อกล่าวหาต่อคณะกรรมการป.ป.ช.เป็นที่เรียบร้อย

ขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นหน้าที่ของยิ่งลักษณ์ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ จากนั้นคณะกรรมการป.ป.ช.จะพิจารณาว่าคำแก้ตัวของนายกฯนั้นฟังขึ้นหรือไม่ ซึ่งเบื้องต้นประเด็นที่นายกฯยิ่งลักษณ์จะชี้แจงให้คณะกรรมการป.ป.ช.เห็น คือ การทุจริตที่เกิดขึ้นในโครงการจำนำข้าวเป็นปัญหาในส่วนของภาคปฏิบัติ ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล เพราะรัฐบาลมีหน้าที่เพียงแค่ให้นโยบายเท่านั้น

หัวใจของการทำคดีของคณะกรรมการป.ป.ช.อยู่ที่การพิจารณาว่าจะชี้มูลความผิดหรือไม่ ถ้าป.ป.ช.เห็นคำแก้ตัวของนายกฯมีเหตุมีผลและมีน้ำหนักเท่ากับว่านายกฯจะกลับไปมีอิสระ แต่หากป.ป.ช.มีความเห็นไปในทางตรงกันข้ามว่าคำแก้ตัวของนายกฯปราศจากหลักการและเหตุผล อาจเป็นเหตุให้นายกฯ ถูกชี้มูลความผิดได้ทันที

m154

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม

ผลจากการชี้มูลความผิดของคณะกรรมการป.ป.ช.ทำให้ยิ่งลักษณ์ต้องยุติการปฎิบัติหน้าที่ทันทีจนกว่าวุฒิสภาจะมีมติถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือไม่ หรือ ศาลฎีกาแผนกแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษาแล้วแต่กรณี ซึ่งทั้งหมดเป็นเป็นไปตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542 (แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2554) มาตรา 55 และรัฐธรรมนูญมาตรา 272

ทั้งนี้คณะกรรมการป.ป.ช.เตรียมจะพิจารณาคดีรับจำนำข้าวเฉพาะความผิดในส่วนของการถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งให้เสร็จและเร่งส่งให้วุฒิสภาก่อน เพราะมีหลักฐานที่เพียงพอที่จะมีความเห็นว่ายิ่งลักษณ์มีพฤติการณ์ที่ส่อถึงการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่อย่างไร

ส่วนการดำเนินความผิดทางอาญาที่ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาฯ นั้น ทางคณะกรรมการป.ป.ช.กำลังอยู่ในระหว่างการหาหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อให้สิ้นสงสัยว่าโครงการรับจำนำข้าวมีการทุจริตที่ชัดเจนในส่วนใดบ้าง ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาอีกพอสมควร

สำหรับคดีในส่วนที่เป็นฐานความผิดที่ต้องถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งโดยวุฒิสภานั้น รัฐธรรมนูญมาตรา 273 บัญญัติให้วุฒิสภาต้องดำเนินการพิจารณาให้เสร็จโดยเร็ว และถึงแม้เวลานี้จะอยู่ในระหว่างการยุบสภาผู้แทนราษฎรแต่วุฒิสภายังสามารถดำเนินการกระบวนการถอดถอนได้ตามปกติ เนื่องจากมีรัฐธรรมนูญ มาตรา 132 (3) รองรับเอาไว้ ซึ่งมีเนื้อหาว่า “ในระหว่างที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ จะมีการประชุมวุฒิสภามิได้ เว้นแต่เป็นกรณีการประชุมที่ให้วุฒิสภาทำหน้าที่พิจารณาและมีมติให้ถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง”

 เมื่อวุฒิสภารับรายงานมาจากคณะกรรมการป.ป.ช.แล้ว ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ.2551 กำหนดให้มีกระบวนการที่สำคัญ 4 ขั้นตอน

1. ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.หรือตัวแทน แถลงเปิดสำนวน และให้ผู้ถูกกล่าวหรือผู้แทนมีสิทธิคัดค้านโต้แย้งคำแถลงของฝ่ายคณะกรรมการ            ป.ป.ช. ในที่ประชุมวุฒิสภา

2. วุฒิสภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแแทนของ ส.ว. เพื่อซักถามฝ่ายคณะกรรมการป.ป.ช.และผู้ถูกกล่าวหา

3. ทั้งสองฝ่ายแถลงปิดคดีต่อวุฒิสภาผ่านการทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรหรือแถลงด้วยวาจาภายใน 7 วัน

4. วุฒิสภาดำเนินการลงมติ โดยการจะถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ก็ต่อเมื่อวุฒิสภามีเสียงไม่น้อยกว่าสามในห้า จากจำนวน ส.ว. เท่าที่มีอยู่                   (ซึ่ง  จะเท่ากับ 86 คนจากส.ว.ปัจจุบันที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 144 คน)

ผังพิจารณาถอดถอน

จากกระบวนการดังกล่าวจะเห็นได้ว่าป.ป.ช.เป็นแค่ผู้นำเสนอความเห็นเท่านั้น แต่คนที่จะชี้ชะตานายกฯยิ่งลักษณ์จริงๆ คือ “วุฒิสภา” เนื่องจากต่อให้คณะกรรมการป.ป.ช.มีมติว่ายิ่งลักษณ์มีมูลความผิดก็แค่ยุติการปฏิบัติหน้าที่ แต่หากวุฒิสภามีมติไม่น้อย 86 เสียง จะเป็นผลให้ยิ่งลักษณ์ต้องหลุดจากตำแหน่งและถูกตัดสิทธิในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ด้วย ดังนั้น มติของวุฒิสภาที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ จึงมีส่วนสำคัญต่อทิศทางการเมืองของประเทศเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปดูสถิติการพิจารณาการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งของวุฒิสภาที่ผ่านมานับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้จำนวน 3 ครั้ง ปรากฏว่ายังไม่เคยมีนักการเมืองรายใดถูกวุฒิสภาถอดถอนออกจากตำแหน่งแม้แต่รายเดียวไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองสีไหนก็ตาม

ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2553 วุฒิสภามีมติ 76 ต่อ 49 เสียงไม่ถอดถอน “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ออกจากตำแหน่งเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังจากคณะกรรมการป.ป.ช.มีความเห็นว่าสมชายมีความผิดจากการสั่งสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551

ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 วุฒิสภามีมติถอดถอน “นพดล ปัทมะ” ออกจากตำแหน่งไม่ถึงตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพราะมีสว.ลงคะแนนให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งเพียง 57 คน โดยกรณีของนพดลเป็นเรื่องการใช้อำนาจในฐานะรมว.ต่างประเทศลงนามในแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชาที่สนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190

ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2555 วุฒิสภามีมติ 95 ต่อ 40 เสียงไม่ถอดถอน “สุเทพ เทือกสุบรรณ”ออกจากตำแหน่งเมื่อครั้งได้ใช้อำนาจในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีแทรกแซงการทำงานภายในของกระทรวงวัฒนธรรม อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อห้ามของรัฐธรรมนูญมาตรา 266 และ 268

สถิติที่ผ่านมาอาจช่วยให้ยิ่งลักษณ์อุ่นใจได้บ้าง แต่กับสถานการณ์การเมืองในภาวะไม่ปกติเช่นนี้ สิ่งที่คิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้มักจะเกิดขึ้นเสมอ

———————————————————–

m135


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»