เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

เปิดใจ “หมอชลน่าน” บทเรียนจำนำข้าว ถึงเวลายกเครื่องงาน กมธ. ครั้งใหญ่

ทีมข่าว Insight Thai Parliament 

 

ความพยายามของรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2557 ที่อนุมัติงบกลางของปีงบประมาณ 2557 จำนวน 2 หมื่นล้านบาทนำไปช่วยเหลือชาวนา ซึ่งในวันเดียวกัน กกต.มีมติอนุมัติเงิน 712 ล้านบาทตามที่ ครม. มีมติขอมา เพื่อชำระหนี้ชาวนาจำนวน 3,971 ราย ใน 5 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา เพชรบูรณ์ ปราจีนบุรี อุทัยธานี และพระนครศรีอยุธยา สำหรับปีการผลิต 55/56 โดยใช้งบกลางปี 2556 ที่มีการกันเงินเหลื่อมปีไว้แล้ว โดยการอนุมัติดังกล่าวไม่ผูกพันต่อการใช้งบกลางเพื่อชำระหนี้ชาวนาที่ ครม.อาจจะขอมาที่ กกต.ในอนาคตที่จะต้องพิจารณาเป็นกรณีไปถือเป็นกรณีที่น่าศึกษา

ด้วยเพราะรัฐบาลให้เหตุผลในการขอใช้งบกลางว่า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงรอยต่อของกระทรวงการคลังดำเนินการหาเงินก้อนใหญ่มาใช้ทั้งการกู้เงิน และวิธีการทางการเงินอื่นๆ โดยเมื่อกระทรวงการคลังได้เงินก้อนใหญ่มาแล้วจะใช้คืนงบกลางส่วนดังกล่าวต่อไป

พิจารณาจากบริบทจุดอ่อนระบบการเงินการคลังในประเทศไทยแล้วพบว่าข้อเสนอแก้วิกฤตทางการคลัง ล่าสุดที่ “อัมมาร สยามวาลา” นักวิชาการเกียรติคุณของสถาบันวิจัยเพื่อนการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุไว้ว่า วิธีการจะถ่วงดุลอำนาจ “บริหาร” โดย “รัฐสภา” ได้ ควรให้โครงการต่างๆของรัฐบาลผ่านกระบวนการงบประมาณหรือความเห็นชอบจาก “รัฐสภา” ด้วย

โดยแนะว่า หากต้องการให้ “รัฐสภา” กลับเข้ามามีบทบาทและมีอำนาจชัดเจน ก็ควรต้องมีการปฏิรูปแก้ไขข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ในแง่วงเงินงบประมาณ ถือเป็นเรื่องที่โปร่งใส ต้องระบุไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน และถ้าเรื่องใดอยู่ในงบประมาณก็ต้องมีการตรวจสอบบัญชีที่ชัดเจนได้ด้วย อันสืบเนื่องมาจากหลักใหญ่สุดของโครงการรับจำนำข้าวขณะนี้คือเป็นโครงการที่ไม่มีบัญชี นอกจากนี้ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็ไม่มีอำนาจไปตรวจสอบบัญชีหรือตรวจสอบสต๊อกข้าวได้

นอกจากนี้ “นิพนธ์ พัวพงศกร” นักวิชาการของทีดีอาร์ไออีกคนยังบอกด้วยว่า จากนี้ไปข้อเสนอที่ทีดีอาร์ไอ อยากเห็นคือการแก้ไขกฎหมายงบประมาณให้สามารถตรวจสอบผ่านระบบรัฐสภาได้ ไม่ว่าจะเป็น “งบประมาณแผ่นดิน” หรือ “เงินนอกงบประมาณ” รวมทั้งต้องมีการรายงานข้อเท็จจริงต่างๆให้สาธารณชนได้รับทราบ เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ คือ เราใช้เงินนอกงบประมาณ ซึ่งไม่ได้ผ่านการพิจารณาโดย “รัฐสภา” และรัฐสภาก็ไม่เข้มแข็งในการตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณอย่างครบถ้วน เหมาะสม

ทั้งนี้เส้นทางการเติบโตของนโยบายประชานิยม ในประเทศไทยมีการดำเนินการมากว่า 10 ปีแล้ว เริ่มตั้งแต่ปี 2545  ผลของการดำเนินการจะเห็นได้ว่าในปี 2548 เงินงบประมาณที่เหลือจากงบรายจ่ายประจำปี ที่นำไปใช้พัฒนาประเทศมีอยู่ถึง 38%  เมื่อผ่านไป 5 ปี  หรือในปี 2552 สัดส่วนเงินส่วนนี้ปรับลดลงเหลือเพียง 11 % เท่านั้น จึงไม่แปลกที่การตั้งเงินงบประมาณในปี 2552-2555 จะชนเพดานการกู้ยืมสูงสุดที่รัฐบาลจะทำได้มาโดยตลอด

ชลน่านในด้านความเห็น ของผู้สภาผู้แทนราษฎร นพ. ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต รมช.สาธารณสุข และอดีต ส.ส. จ.น่าน พรรคเพื่อไทย เคยได้รับการยกย่องเป็น "ดาวเด่นสภาฯ" จากการตั้งฉายานักการเมืองของสื่อมวลชนประจำปี พ.ศ. 2552 ให้สัมภาษณ์กับ ทีมข่าว Insight Thai Parliament” ว่า โดยกระบวนการตรวจสอบการใช้งบประมาณของฝ่ายบริหารมีรัฐสภาคอยทำหน้าที่ในการตรวจสอบอยู่แล้วทั้งในรูปคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ชุดต่างๆทั้งในสภาผู้แทนฯและวุฒิสภา รวมทั้งในงานกมธ.ของสภาผู้แทนยังมี กมธ.ชุดหนึ่งที่ชื่อว่า “กมธ. ติดตาม
การตรวจสอบการบริหารงบประมาณ” ทำหน้าที่ในการตรวจสอบงบประมาณอย่างเข้มข้นตามหน้าที่อยู่แล้ว

“แต่มีปัญหา คือ กมธ. บางคณะ มีระบบการทำงานไม่ลึกซึ้ง ผมขอประณามว่า เค้าไม่ทำเอง ไม่ใช่ตรวจสอบไม่ได้ยกตัวอย่างโครงการจำนำข้าว กมธ.ชุดต่างๆ สามารถตรวจสอบได้ตั้งหลายชุด ทัั้งงกมธ. เกษตรและสหกรณ์, กมธ.การเงิน การคลัง โดยเฉพาะเรื่องโครงการจำนำข้าวที่ใช้วิธีการกู้เงินนอกงบประมาณกมธ.ชุดต่างๆเหล่านี้ สามารถตรวจสอบได้ การจะมาอ้างว่าเงินนอกงบประมาณตรวจสอบไม่ได้ไม่เป็นความจริง กมธ.สามารถเรียกมาดูได้หมด เพราะเรามีพ.ร.บ. คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ... ซึ่งทำให้งานสะดวกมากขึ้นเรามีอำนาจเรียกเค้ามาสอบได้ แต่ก็ยังมีกมธ.บางคน บางคณะ ที่น่าอดสูมาก ใช้อำนาจไปกรรโชกเค้า หรือเรียกรับผลประโยชน์หลากหลายรูปแบบบทั้งให้จัดสรรงบประมาณให้ และเรียกรับของมีค่า ซึ่งสมัยนี้ยังมี แต่ก็มีน้อยลงแล้ว” นพ. ชลน่าน ระบุ

เมื่อถามว่า เมื่อบางคณะกมธ.เป็นอัมพาตไม่ทำงานตรวจสอบงบประมาณอย่างเข้มแข็งแถมมีพฤติกรรมใต้โต๊ะเสียเองควรทำอย่างไร นพ.ชลน่านบอกว่า เมื่อปี 2554 สภาเพิ่งมีการยกเลิกกมธ.ชุดหนึ่งในชื่อ “กมธ.ติดตามผลการปฏิบัติงานของรัฐสภา” ไปซึ่งให้ยกไปรวมกมธ.กิจการสภาแทน ทั้งที่กมธ.ติดตามผลการปฏิบัติงานของรัฐสภา มีความสำคัญและมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบคณะกมธ.อีกทีเมื่อถูกรวบไปอยู่ที่กมธ.กิจการสภาทำให้บทบาทการตรวจสอบการทำหน้าที่ของส.ส.ที่เข้าไปเป็นกมธ.ผลงานต่างๆก็ลดทอนลง

ถึงวันนี้แม้จะมีการเลือกตั้งไปแล้วแต่รัฐสภาไม่สามารถเปิดประชุมได้ หมอชลน่าน บอกเล่าความเห็น ในฐานะส.ส.ว่า นี่ถือเป็นสิ่งที่แย่ที่สุดในชีวิต เพราะสภาเป็นจุดศูนย์กลางของระบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทุกอย่างควรต้องอยู่ตามระบบการปรับเปลี่ยนแปลงประเทศ ก็ควรเดินตามระบบที่เชื่อมั่นในรัฐสภาด้วย เพราะในนามของส.ส.แล้ว ระบบรัฐสภายังมีชีวิตอยู่ได้ก็ด้วย ส.ส.ยังหายใจเป็นงานรัฐสภา อยู่นั่นเอง

 

m135


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»