เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

เปิดคำให้การประวัติศาสตร์ อ่านคำต่อคำศาลรัฐธรรมนูญถามรัฐบาล - กกต.ผู้ตรวจการฯ ตอบ ไขปมเลือกตั้งโมฆะ

ทีมข่าว Inside Thai Parliament

กว่า 2 ชั่วโมง ที่ผู้ร้องและผู้ถูกร้อง ตามคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 245(1) ว่าการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2556 เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

m135

โดยผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะผู้ร้อง ส่ง “พรเพชร วิชิตชลชัย” ผู้ตรวจการแผ่นดิน มาแทนประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน

ขณะที่ผู้ถูกร้อง 2 ฝ่าย คือ นายกรัฐมนตรี มอบให้ “พงศ์เทพ เทพกาญจนา” รองนายกรัฐมนตรีมาชี้แจง ส่วนคณะกรรมการการเลือกตั้ง “ศุภชัย สมเจริญ” ประธานกกต.เดินทางมาชี้แจงต่อศาลด้วยตนเอง

โดยประเด็นสำคัญที่ผู้ร้อง ชี้ให้ศาลเห็นปมปัญหาการจัดการเลือกตั้งหลักๆ คือ การเลือกตั้งที่จัดขึ้นระหว่างการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาล การที่ 28 เขตภาคใต้ไม่มีผู้สมัครจะถือเป็นการเลือกตั้งในวันเดียวหรือไม่ และการประกาศคะแนนเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับหรือไม่

อีกทั้งยังไม่มีอะไรที่จะสร้างความเชื่อมั่นว่าการจัดเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่เหลืออยู่จะสามารถเป็นไปโดยสงบเรียบร้อย ซึ่งส่งผลกระทบในทุกมิติของประเทศโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ

ขณะที่ผู้ถูกร้องอย่าง "พงศ์เทพ" ชี้แจงว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจที่จะส่งเรื่องมายังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยได้ตามมาตรา245(1) เพราะพระราชกฤษฎีกาไม่ได้อยู่ในระดับกฎหมายเดียวกันพระราชบัญญัติ พระราชกำหนด จึงไม่เข้าข่ายที่จะใช้มาตรานี้ได้

ส่วนประธานกกต.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยยืนยันว่าได้จัดการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญทุกประการ แต่ปมปัญหาที่เกิดขี้นมาจากปัจจัยภายนอกที่รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงไม่สามารถดูแลความสงบเรียบร้อยได้

ทั้งนี้ภายหลังการรับฟังคำชี้แจงกว่า 2 ชั่วโมง ประธานศาลรัฐธรรมนูญได้กำหนดวันให้นายพงศ์เทพ ยืนเอกสารเพิ่มเติมภายในวันที่ 20 มีนาคมนี้ และนัดแถลงด้วยวาจาก่อนลงมติในคำร้องดังกล่าววันที่ 21 มีนาคมเวลา 11.00 น. นี้

 

และนี่คือรายละเอียดถ้อยคำต่อคำศาลรัฐธรรมนูญถามรัฐบาล กกต. ผู้ตรวจการฯตอบเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมา

m135

 

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน นำโดยนายจรูญ อินทจาร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบังลังก์เพื่อรับฟังข้อชี้แจงกรณีที่ผู้ตรวจการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา245(1) ว่าการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2556 เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย ประกอบด้วย นายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายพรเพชร วิชิตชลชัย ผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะผู้แทนประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้แทนนายกรัฐมนตรี เข้าชี้แจง ทั้งนี้ที่ประชุม มอบนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการรัฐธรรมนูญ เป็นผู้ดำเนินกระบวนวิธีพิจารณา

 

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ร้อง

การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นการทำหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 245 (1) ที่กำหนดไว้ พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) การเลือกตั้งทั่วไป มีศักดิ์เป็นกฎหมายที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นกฎหมายจึงกำหนดให้อยู่ในการตรวจสอบ ของผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งไม่ได้เป็นการตรวจสอบขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เหตุผลที่สนับสนุนว่าการตรวจสอบพ.ร.ฎ.ดังกล่าวทำไมถึงเป็นการตรวจสอบการเลือกตั้ง เนื่องจากว่าการเลือกตั้งทั่วไป ต้องเกิดจากพ.ร.ฎ.ถ้าหากต้องการเปลี่ยนแปลงแก้ไขและยกเลิกการเลือกตั้ง ต้องทำโดยพ.ร.ฎ. ดังนั้นการออกพ.ร.ฎ.ฉบับใหม่ต้องถือว่าเกี่ยวกับความชอบด้วยพ.ร.ฎ. ซึ่งเป็นกฎหมายที่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบของศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2550 และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. ไม่มีบทบัญญัติเขียนไว้โดยตรงเกี่ยวกับอำนาจการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการเลือกตั้งเป็นการทั่วไป  เฉพาะการเลือกตั้งที่ไม่เป็นการทั่วไป การโต้แย้งการเลือกตั้งเป็นบางกรณี เป็นรายบุคคล เป็นรายเขต เป็นรายพรรคการเมือง เขียนไว้รัฐธรรมนูญ มาตรา 219 วรรคสาม เป็นอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เป็นการช่องทางหนึ่งที่ผู้ตรวจการเห็นว่าไม่ใช่อำนาจนี้ก็จะไม่มีการตรวจสอบว่าเมื่อมีการกล่าวอ้างว่าการเลือกตั้งส.ส.เป็นการทั่วไป ถูกเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาได้อย่างไร จึงคิดว่าคำเสนอของผู้ตรวจการแผ่นดินชอบด้วยปัญหาตามกฎหมายของรัฐธรรมนูญ

ส่วนประเด็นข้อเท็จจริงตามคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้ว่าศาลสามารถรับรองข้อเท็จจริงดังกล่าวได้โดยไม่ต้องมีการไต่สวนพยานหลักฐาน  ซึ่งข้อเท็จจริงหลักที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งมีปัญหาด้วยความชอบกฎหมายหรือไม่ ประกอบด้วย การเลือกตั้งส.ส.เป็นการทั่วไปกระทำได้เพียง 347 เขตเลือกตั้งยังคงเหลืออีก 28 เขตเลือกตั้ง  การเลือกตั้งมีการนำเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญมาครั้งหนึ่งแล้ว

โดยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยให้คำแนะนำให้ผู้รักษาการตามพ.ร.ฎ.ไปปรึกษาเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาตามข้างต้น  แต่ปรากฏว่าไม่มีการดำเนินการแก้ไข ทำให้การเลือกตั้งไม่สำเร็จ เกิดปัญหาจนต้องมีการส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย การเลือกตั้ง 347 เขตเลือกตั้ง ปรากฎว่าการดำเนินการเลือกตั้ง ทำไปได้ไม่ครบทุกเขต ทุกหน่วยเลือกตั้ง สิ่งสำคัญคือการ การเลือกตั้งซ่อมที่ดำเนินการสำเร็จไปเพียงเล็กน้อยเพราะยังมีปัญหาที่มองไม่เห็นเป็นรูปธรรมว่าจะสำเร็จได้เมื่อใด ทันกรอบระยะเวลา180 วันตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้หรือไม่  อีกทั้ง 28 เขตเลือกตั้งที่ไม่มีการเลือกตั้ง และอีกหลายหน่วยเลือกตั้งเป็นการเลือกตั้งที่ไม่สมบูรณ์ 

รวมทั้งสืบเนื่องจากการเลือกตั้งที่ไม่สมบูรณ์ทำให้กฎเกณฑ์ที่ใช้ในการนับคะแนนเลือกตั้งก่อให้เกิดการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตและเป็นธรรม คือมีการนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้ง เมื่อมีการเปิดเผยคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง มีผลกระทบต่อการลงคะแนนใน 28 เขตเลือกตั้งและเขตเลือกตั้งอื่นที่ค้างอยู่ ซึ่งจะต้องมีปัญหาตามมาที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งแน่นอน

ส่วนปัญหาที่เกี่ยวกับความชอบผลกระทบที่ชี้ให้เห็นถึงการเลือกตั้งที่นำมาซึ่งความไม่สุจริตและเป็นธรรม คือระหว่างมีพ.ร.ฎ.การเลือกตั้ง วันที่ 21 มกราคม ทางนายกรัฐมนตรีได้ออกประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในท้องที่กทม. ซึ่งตนได้เห็นคำเตือนจากกกต.ผ่านสื่อมวลชนว่าการประกาศดังกล่าวออกก่อนกำหนดการเลือกตั้ง 2 สัปดาห์ อาจนำไปสู่การได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้งและข้อร้องเรียนว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมได้

ผมทราบดีว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีปัญหาอย่างมาก เนื่องจากเกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตที่ร้ายแรงที่สุดในบ้านเมืองไม่เคยเกิดมาก่อน นำมาซึ่งความแตกแยกของสังคมทุกภาคส่วน ตนในฐานะผู้ตรวจการแผ่นดิน จึงได้คำนึงในส่วนตรงนี้ด้วย มิได้คำนึงแต่หลักข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพียงอย่างเดียว และคิดว่าศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยทางการเมืองคงไม่มีข้อปฏิเสธว่าการเมืองครั้งนี้วิกฤตที่สุด แม้ว่ารัฐบาลจะคืนอำนาจให้ประชาชนด้วยการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่  แต่การเลือกตั้งก็เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้ง มีการประท้วงคัดค้านการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์  ทำให้มีปัญหาความชอบด้วยกฎหมายและการเลือกตั้งที่ล้มเหลวนำไปสู่คดีความอีกจำนวนมากหากไม่รีบตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

ความล้มเหลวจากการเลือกตั้งทำให้บทบัญญัติเกี่ยวกับการใช้อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารของรัฐบาลไปไม่ได้ มีเพียงรัฐบาลรักษาการทำงานด้วยความลำบาก ทำงานด้วยความเสี่ยงว่าจะถูกกกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมาย อาจมีข้อโต้แย้งว่ากกต.สามารถดำเนินการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จได้ แต่ไม่มีหลักประกันว่าการเลือกตั้งจะสำเร็จได้ จึงได้เสนอว่าเป็นปัญหาวิกฤตทางการเมือง ส่วนปัญหาที่ว่าการเลือกตั้งใหม่ไม่เคารพสิทธิของคนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว คิดว่าการเลือกตั้งเป็นกลไกที่สำคัญที่สุดเป็นปัญหาที่ทางผู้ตรวจการแผ่นดินและศาลรัฐธรรมนูญต้องวิเคราะห์ชั่งน้ำหนักระหว่างความชอบด้วยกฎหมายของการเลือกตั้งทั่วไปกับสิทธิของบุคคลที่ถูกกระทำ แน่นอนว่าการตรวจสอบว่าการเลือกตั้งว่าชอบธรรมหรือไม่ เป็นการตรวจสอบในระบอบประชาธิปไตยของประเทศที่มีการเลือกตั้ง หากวันข้างหน้าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครใหม่นั้น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจ.กทม. ก็ถูกกระทบสิทธิ ซึ่งต้องชั่งน้ำหนักว่าสิ่งใดสำคัญ

ทางด้านเศรษฐกิจมีข้อสังเกตท้วงติงเรื่องข้อใช้จ่าย ของกกต.และของรัฐและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตนไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ แต่ทราบว่าทุกอย่างมีต้นทุน เมื่อใดที่มีปัญหาที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความชอบธรรมทางกฎหมายกับมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐศาสตร์ ถือเป็นเรื่องที่อธิบายยาก แต่ครั้งนี้ได้รับข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐศาสตร์ว่าหากปล่อยให้การเลือกตั้งที่ล้มเหลวเดินหน้าต่อไป และมีรัฐบาลรักษาการที่ไม่มีอำนาจจนสิ้นไตรมาส 2 จะกระทบต่อจีดีพีของไทยอย่างใหญ่หลวงแน่นอน

ผมไม่ได้เข้าใจลึกซึ้งในเรื่องจีดีพีแต่สามารถอธิบายง่ายๆ ที่ได้รับทราบจากญาติที่เป็นชาวนาในจ. กำแพงเพชร ซึ่งเขาถามมาว่าจะได้รับเงินจำนำข้าวเมื่อใด ผมก็ตอบกลับไม่ได้

ส่วนปัญหาทางสังคม การจัดการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ไม่ได้ใช้ต้นทุนเงินและการเมืองเพียงอย่างเดียว  แต่มีการใช้ต้นทุนทางสังคมที่สูงมาก มีผู้คนเสียชีวิตบาดเจ็บ พิการนับไม่ถ้วน ทั้งทางโดยตรงและโดยอ้อมเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และไม่มีเคยมีครั้งใดที่จะมีความแตกแยกของคนในสังคมมากเท่านี้  ผู้คนในครอบครัวเดียวกันทะเลากันอย่างรุนแรง เพียงเพราะการเมืองต่างกัน จนเกิดการทำร้ายต่อกัน  เมื่อไม่มีทางออกทางอื่นนอกจากใช้วิถีทางตามรัฐธรรมนูญ

ทำไมเราไม่ยอมลงทุนจัดการเลือกตั้งที่สุจริต เพื่อให้คนดีมาปกครองบ้านเมือง จนเกิดคำถามตามมาว่า  ถ้าไม่ปฏิรูปการเมืองก่อนก็จะไม่มีการเลือกตั้งที่ชอบธรรมได้  คำตอบคือเมื่อเราต้องยึดถือหนทางรัฐธรรมนูญมาแก้ไขก็ มีข้อจำกัดการปฏิรูปทั้งหมดโดยที่ไม่มีรัฐสภา มีเพียงรัฐบาลรักษาการ อย่างไรก็ตาม การจัดการเลือกตั้งภายในสถานการณ์ที่จำกัด เชื่อมั่นว่ารัฐบาลและกกต.อยู่ในวิสัยที่จัดการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรมได้ เมื่อการเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม เชื่อว่าก็จะได้บุคคลที่ดีมาบริหารมาปฏิรูปบ้านเมืองตามที่เขามีความคิด

ท้ายที่สุดคิดว่าการเลือกตั้งเป็นคำตอบสำคัญของระบอบประชาธิปไตย การรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย ตามที่นายกรัฐมนตรี พูดไว้เสมอว่า จะรักษาระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นจึงขอให้เราช่วยกันพิจารณาเพื่อให้มีการเลือกตั้งที่เป็นธรรม สุจริตและชอบด้วยกฎหมายตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

 

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี

ในคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน มีทั้งประเด็นข้อเท็จจริงและประเด็นข้อกฎหมาย โดยผู้ตรวจการแผ่นดินอ้างว่า ได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 245 (1) ซึ่งมาตราดังกล่าว เป็นกรณีที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย แม้จะร้องว่าพ.ร.ฎ.มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก็ไม่เข้าตามมาตรา 245(1) ของรัฐธรรมนูญ เพราะพ.ร.ฎ.ยุบสภา ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญทุกประการ แต่ในกรณีนี้ผู้ตรวจการฯ กลับร้องเกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ไม่ได้เข้ามาตรา 245(1) ดังนั้นผู้ตรวจการฯจึงไม่สามารถส่งเรื่องมายังศาลรัฐธรรมนูญได้

ส่วนประเด็นการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ เขียนไว้ว่า คดีเกี่ยวกับการเรื่องเลือกตั้ง เป็นเรื่องของศาลฎีกา ส่วนประเด็นอื่น หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ผู้ตรวจการฯ ไม่มีอำนาจส่งเรื่องนี้มายังศาล ก็คงจบกัน คดีนี้ก็คงไม่ต้องไปพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป การจะดูว่าการเลือกตั้งเป็นวันเดียวกันหรือไม่ อยู่ที่ตัวพ.ร.ฎ. ซึ่งเหตุที่ยังไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ เพราะมีผู้ไปขัดขวางการเลือกตั้ง อาทิ ขัดขวางการรับสมัคร ขัดขวางการส่งบัตรเลือกตั้งไปยังหน่วยเลือกตั้ง

ตั้งแต่ใช้รัฐธรรมนูญปี 40 จนถึงปี 50 ก็ไม่เคยมี การเลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวกัน เพราะถ้าเป็นปัญหาที่ กกต. ให้ใบเหลือง ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวกัน เราคงไม่สามารถจัดการเลือกตั้งต่อไปได้ ยิ่งไปตีความเช่นนั้นทำให้การเลือกตั้งทั้งหมดนั้นเสียไป ประเทศไทยก็คงไม่ต้องมีการเลือกตั้งเลย เพราะคงจะไม่มีการเลือกตั้งสำเร็จได้เลย ในกรณี 28 เขตเลือกตั้ง ที่ไม่มีผู้สมัคร ความจริงมีผู้สมัครอยากไปสมัคร แต่เข้าไปสมัครไม่ได้ ก็เป็นหน้าที่ของ กกต. ที่ต้องจัดการให้รับสมัครเลือกตั้งให้ได้ แล้วให้ประชาชนในพื้นที่นั้นๆ ไปใช้สิทธิได้ ซึ่งเห็นได้ว่า ปัญหาดังกล่าวจะอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ ที่ไม่มีการเลือกตั้งเลย เพราะฉะนั้นประเด็นที่จะทำให้รู้คะแนนของผู้อื่นก่อน คงไม่เกิดขึ้น

ส่วนประเด็นที่บอกว่าการเลือกตั้งไม่เป็นความลับ การที่จะบอกว่าการเลือกตั้งเป็นความลับหรือไม่ หัวใจสำคัญอยู่ที่ว่า ตอนที่คนไปลงคะแนน เป็นความลับที่คนอื่นไม่รู้ ว่า บุคคลนั้นลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด พรรคใด ไม่ใช่ความลับที่ว่า ตอนหลังรู้คะแนนแล้ว จะเห็นได้ว่า เมื่อมีการลงคะแนนแล้วจะต้องมีการประกาศผลคะแนนทุกครั้ง ดังนั้น การที่จะมาบอกว่า การจัดการเลือกตั้งภายหลัง ที่อาจจะรู้คะแนนก่อน ก็ไม่ได้เป็นปัญหาทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ส่วนอำนาจการจัดเลือกตั้ง ผู้ที่รับผิดชอบในการจัดการเลือกตั้ง คือ กกต. รัฐบาลไม่ได้มีอำนาจหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ไม่ว่าในพ.ร.ฎ.เลือกตั้งซ่อม การเลือกตั้งทั่วไปในกรณีที่สภาอยู่ครบวาระ

ส่วนการอ้างว่ามีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีผลทำให้มีอุปสรรคกระทบต่อความเสมอภาค สุจริต เที่ยงธรรม ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มีข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 ประกอบมาตรา 11 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เขียนไว้ชัดเจนว่า ในเรื่องการห้ามชุมนุม มัวสุม มีข้อยกเว้นแต่เป็นการชุมนุมตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง หรือการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นผู้บริหารท้องถิ่น เพราะการออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไรต่อพรรคการเมือง ผู้สมัครทั้งหลาย หรือประชาชนผู้สิทธิเลือกตั้ง อีกทั้งไม่ปรากฎว่ามีผู้สมัครรายใด โต้แย้งว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ ทำให้ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการเลือกตั้ง

สำหรับกรณีที่ผู้ตรวจการฯ ยกในเรื่องผลกระทบทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ตนเห็นด้วยกับผลกระทบนี้ อย่างทางเศรษฐกิจ ถ้าหากรัฐบาลรักษาการไปจนถึงไตรมาสที่ 3 จะมีผลกระทบต่อจีดีพี  หากเริ่มใหม่ อุปสรรค และการขัดขวางอย่างที่เปิดรับสมัครที่ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ค่าใช้จ่ายที่เสียไปแล้ว จึงมีผลต่อทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน ขณะที่เรื่องการเมือง เชื่อว่า การเลือกตั้งโดยประชาชนเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย หากปล่อยให้มีผู้ขัดขวางการเลือกตั้ง โดยสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ ขัดขวางการขนบัตร แล้วจะทำให้มีการเลือกตั้งสำเร็จหรือไม่

 

อ่านต่อหน้า  2 >>>


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»