เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

“วุฒิสภา-รัฐบาล” เปิดศึก หักเหลี่ยมชิงถอดถอน

ทีมข่าว Inside Thai Parliament

m135

กระบวนการถอดถอน “นิคม ไวยรัชพานิช” ออกจากตำแหน่งประธานวุฒิสภาดูท่าแล้ววุฒิสภาคงจะไม่ได้เปิดประชุมเพื่อเริ่มนับหนึ่งได้ง่ายๆ ทั้งที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิดจนประธานวุฒิสภาต้องยุติปฏิบัติหน้าที่จากคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาสักระยะแล้ว และเดิมทีกำหนดปฎิทินเอาไว้ว่าจะเปิดประชุมนัดแรกให้ได้อย่างเร็วที่สุดในวันที่ 18 เมษายน  หรืออย่างช้าในวันที่ 24 เมษายน

ปัญหาของเรื่องนี้อยู่ที่ความคิดเห็นทางกฎหมายที่ไม่ตรงกันระหว่าง“สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา” และ“สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี”

ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาอ้างถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา 132 ที่ให้วุฒิสภาเปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อดำเนินการถอดถอนและแต่งตั้งบุคคลเพื่อขอให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุม

ทว่าสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีกลับมีความเห็นแย้งมาใน 2 ประเด็นสำคัญด้วยกัน โดยอ้างถึงความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (หนังสือด่วนที่สุด ที่นร.0912/พ3 ลงวันที่ 3 เมษายน  และ ที่นร.9012/พ4 ลงวันที่ 4 เมษายน)

ประเด็นที่ 1 เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ทยอยรับรอง  ส.ว.เลือกตั้งชุดใหม่แล้วแต่ยังไม่ครบจำนวน 95% ที่จะประกอบกันเป็นวุฒิสภาได้ ดังนั้น ในระหว่างที่กกต.ยังดำเนินการรับรองผลการเลือกตั้งส.ว.ไม่แล้วเสร็จ หากวุฒิสภาดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดอาจมีปัญหาเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย

ประเด็นที่ 2 รัฐธรรมนูญมาตรา 273 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ป.ป.ช.ส่งรายงานให้นอกสมัยประชุม ให้ประธานวุฒิสภาแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบเพื่อนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ และให้ประธานรัฐสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ" ซึ่งในข้อเท็จจริงปรากฏว่ายังไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาหรือประธานวุฒิสภาซึ่งทำหน้าที่รองประธานรัฐสภาที่สามารถปฏิบัติหน้าที่แทนประธานรัฐสภา จึงไม่อาจดำเนินการเปิดประชุมวุฒิสภาได้

m135

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิสภา เตรียมทำหนังสือถึงสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งเพื่อให้ดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกา และครั้งนี้หากสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไม่เห็นด้วยก็จะเข้าข่ายเป็นความขัดแย้งระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญมาตรา 214 ที่สามารถยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดได้ทันที

ทั้งนี้ ภายใต้ความคิดเห็นที่แตกต่างทางกฎหมายนั้นมีการต่อชิงไหวชิงพริบกันในทางการเมืองซ่อนอยู่ระหว่าง “ส.ว.สรรหา” กับ “รัฐบาล”

ในบริบทของส.ว.ที่นำโดยกลุ่ม 40 ส.ว. มีความต้องการที่จะให้เปิดประชุมวุฒิสภาให้ได้ โดยวาระของการเปิดประชุมครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่การถอดถอน “นิคม” หรือแม้แต่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ในอนาคตที่อาจถูกป.ป.ช.ชี้มูลความผิดในคดีทุจริตจำนำข้าว เพราะถึงอย่างไรการจะหาเสียงให้ได้ถึง 3 ใน 5 จากที่ประชุมวุฒิสภาหรือ 90 เสียงจากส.ว.ทั้งหมด 150 คนเพื่อถอดถอนทั้งสองคนออกจากตำแหน่งนั้นเป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติ แต่วาระที่สำคัญของส.ว.ขั้วตรงข้ามรัฐบาลกลุ่มนี้ คือ "การเลือกประธานวุฒิสภาคนใหม่"

กลุ่ม 40 ส.ว.ต้องการทวงตำแหน่งประมุขสภาสูงกลับคืนมาอีกครั้ง ซึ่งในสถานการณ์ขณะนี้ประธานวุฒิสภาจะเป็นกุญแจสำคัญในการทำหน้าที่เสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี แทนประธานสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7 หากวันหนึ่งวันใด “ยิ่งลักษณ์และคณะรัฐมนตรี”ต้องเจอกับอุบัติเหตุทางการเมืองจนต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งหมด

แน่นอนว่าถ้าประธานวุฒิสภามาจากส.ว.สรรหาที่เป็นมีกลุ่ม 40 ส.ว.เป็นผู้สนับสนุนย่อมทำให้การมีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งมีความเป็นไปได้มากขึ้น ตรงกันข้ามถ้าตำแหน่งประธานวุฒิสภาตกเป็นกลุ่มส.ว.เลือกตั้งที่มีพรรคเพื่อไทยอยู่เบื้องหลัง คงเป็นเรื่องยากที่นายกรัฐมนตรีตามมาตรา 7 จะเกิดขึ้นได้

ขณะที่ การยื้อไม่ยอมตราพระราชกฤษฎีกาให้ของรัฐบาล ทั้งที่เมื่อปี 2549 ในสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญเพื่อเลือกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในระหว่างการยุบสภาฯ มาแล้ว เป็นเพราะเห็นว่าส.ว.ที่เลือกตั้งเข้ามาใหม่ยังไม่มีสถานะเป็นส.ว.ที่สมบูรณ์ด้วยเหตุที่ยังไม่ได้ปฎิญาณตนในที่ประชุมวุฒิสภา ประกอบกับกกต.ยังรับส.ว.เลือกตั้งชุดใหม่ไม่ครบ 95% 

หากปล่อยให้มีการเปิดประชุมวุฒิสภาในช่วงเปลี่ยนผ่าน ย่อมจะเป็นเหตุให้ส.ว.เลือกตั้งชุดเก่าที่ปัจจุบันทำหน้าที่รักษาการอยู่ได้ทำหน้าที่ต่อไปร่วมกับส.ว.สรรหา ซึ่งนั่นย่อมจะหมายถึงการเปิดช่องให้กลุ่ม 40 ส.ว.ชิงจังหวะกุมเสียงข้างมากเพื่อดัน ส.ว.สรรหาขึ้นมาครองตำแหน่งประธานวุฒิสภาได้สำเร็จ

จึงคิดว่าสู้ให้กกต.รับรองส.ว.ใหม่ให้ครบจำนวนตามรัฐธรรมนูญจากนั้นค่อยยอมตราพระราชกฤษฎีกาให้ แบบนี้ย่อมจะเป็นประโยชน์กับรัฐบาลมากกว่า ซึ่งรวมไปถึงการถอดถอน “ยิ่งลักษณ์” ในอนาคตอาจจะไม่สามารถทำได้ด้วย 

ดังนั้น ศึกครั้งนี้คงต้องไปตัดสินกันที่ศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง หากศาลมีความเห็นว่าสามารถเปิดประชุมวุฒิสภาได้ก็ถือว่าได้จุดเปลี่ยนสำคัญในทางการเมืองกำลังมาถึงในอีกไม่ช้า

m135


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»