เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

เปิดใจ ส.ว.ภาคใต้ ไม่ช่วย “กปปส.” ไม่อุ้ม “ยิ่งลักษณ์”

โดยทีมข่าว Inside Thai Parliament

แม้ว่าการเลือกตั้งส.ว.จะผ่านไปได้เรียบร้อยโดยไม่มีการต่อต้านจากกลุ่มการเมือง แต่ปรากฏว่าได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาเป็นอย่างมากว่าส.ว.เลือกตั้งชุดใหม่ที่เข้ามาทำหน้าที่ทั้ง 77 คนนั้นส่วนใหญ่มีความเกี่ยวพันกับพรรคการเมืองและกลุ่มสีเสื้อทางการเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อม

ดังจะเห็นได้จากถ้าเข้าไปดูภูมิหลังของส.ว.ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ภาคเหนือ

จะพบว่ามีส.ว.จำนวนไม่น้อยที่มีสายสัมพันธ์ทางใดทางหนึ่งกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคที่ครองเสียงข้างมากในภูมิภาคดังกล่าว หรือเกี่ยวข้องกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

เช่นเดียวกับในภาคใต้และภาคตะวันออกก็จะเห็นได้ว่า ส.ว.ส่วนหนึ่งนั้นจะมีเชื่อมโยงทั้งสายเลือดและการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคที่คุมเสียงข้างมากในพื้นที่ภาคใต้ จะมีเพียงแต่ภาคกลางที่มีส.ว.จำนวนไม่มากนักที่มีส่วนเชื่อมโยงถึงพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง

ทั้งนี้ หากจะชั่วโมงนี้ส.ว.สีเสื้อใดกำลังเป็นที่น่าจับตามองมากที่สุดคงต้องยกให้กับส.ว.ที่มีสายใยถึงพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) และกลุ่ม 40 ส.ว.ซึ่งเป็นส.ว.ขั้วตรงข้ามกับรัฐบาล

เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่ากลุ่ม กปปส.หวังพึ่งวุฒิสภาให้ลงมติถอดถอน “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ให้ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณีการทุจริตจำนำข้าว รวมไปถึงการให้ส.ว.เลือกตั้งในปีนี้ไปร่วมมือกับกลุ่มส.ว.40 ที่เป็นกลุ่มส.ว.สรรหาในการให้เสียงสนับสนุนเพื่อตั้งนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7 ผ่านช่องทางของที่ประชุมวุฒิสภาหากการเมืองเกิดสุญญากาศแบบไม่คาดฝันขึ้นมา

m135

“สมศักดิ์ โล่สถาพรพิพิธ”  ส.ว.ตรัง เป็นคนหนึ่งที่ถูกคาดหมายว่าจะเป็นคีย์แมนคนสำคัญในกลุ่มส.ว.เลือกตั้ง ซึ่ง ส.ว.รายนี้มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะเป็นพี่ชายของ “สมชาย โล่สถาพรพิพิธ” อดีต ส.ส.ตรัง หลายสมัยของพรรคประชาธิปัตย์

m135

นอกจากนี้ ยังเป็นที่ทราบกันดีด้วยว่าจังหวัดตรังนั้นถือเป็นฐานที่มั่นสำคัญของกลุ่มกปปส.ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสุราษฎร์ธานี และ นครศรีธรรมราช ทำให้ไม่แปลกที่เขาจะกลายเป็นที่จับตามองว่าจะเข้ามาเป็นมือประสานสิบทิศในวุฒิสภาเพื่อต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ในเรื่องนี้ สมศักดิ์ ให้สัมภาษณ์แบบเปิดอกว่า ยอมรับว่าส่วนหนึ่งที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาด้วยฐานทางการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์ แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ได้รับเลือกตั้งเข้ามา เพราะส่วนตัวเคยเป็นอดีตส.ว.เมื่อปี 2543-2549 และก็ทำพื้นที่มาตลอด จึงไม่แปลกที่จะมีคนรู้จักเป็นจำนวนมากจนได้รับการเลือกตั้งในครั้งนี้

“ยกตัวอย่างในการแข่งขันเลือกตั้งส.ว.ตรังเมื่อปี 2543 และ ปี 2549 มีหลายคนที่อยู่ในฝ่ายของพรรคประชาธิปัตย์ลงสมัครเลือกตั้ง และส่วนตัวคิดว่าเขาคงน่าจะได้ตำแหน่ง แต่เอาเข้าจริงกลับไม่ได้รับเลือกตั้ง เพราะคนเหล่านั้นมีแต่ฐานจากพรรคการเมืองแต่ตัวเองไม่ได้เป็นที่รู้จักของคนในพื้นที่ ดังนั้น ปัจจัยชี้ขาดว่าใครจะได้เป็นหรือไม่ได้เป็น ส.ว. คือ ความโดดเด่นในตัวบุคคล"

ส่วนเรื่องความเป็นกลางในทางการเมือง ส.ว.ตรังรายนี้ ระบุว่า "เรื่องการเป็นพี่เป็นน้องกับคุณสมชายมันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ แต่ถ้ามองในการทำงานแล้วคงจะไม่เกี่ยวข้องกัน และจะไปปฏิบัติหน้าที่ส.ว.ตามท่าทีและจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวนี้คนในสังคมฉลาดและรู้เท่าทัน มองไม่กี่ทีก็ดูออกแล้วว่าใครเป็นอย่างไร ดังนั้น การทำงานในตำแหน่ง ส.ว.คงไปทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้"

"ผมเป็นส.ว.ไม่ใช่เป็นส.ส. โดยในด้านหนึ่งส.ส.จำเป็นต้องปฏิบัติตามมติพรรคการเมือง แต่ส.ว.ไม่ใช่แบบนั้น ส.ว.ต้องทำงานภายใต้ผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน แม้ผมจะเป็นพี่น้องกับส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็ไม่ได้ความว่าผมจะต้องคัดค้านนายกฯยิ่งลักษณ์ในทุกเรื่อง ถ้าเรื่องไหนดีก็สนับสนุน แต่ถ้าเรื่องไหนก็ไม่ดีก็ต้องตำหนิ ทุกอย่างว่ากันแบบตรงไปตรงมา"  

สำหรับจุดยืนในเรื่องสำคัญทางการเมืองอย่างการถอดถอน “นิคม ไวยรัชพานิช” ออกจากตำแหน่งประธานวุฒิสภา จากคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เตรียมเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาในเร็วๆนี้ และการถอดถอนยิ่งลักษณ์ ออกจากตำแหน่งนายกฯ จากคดีรับจำนำข้าว ซึ่งคาดว่าอีกไม่นานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจะส่งเรื่องมาให้วุฒิสภา ทาง “สมศักดิ์” ยืนยันว่า "จะไม่ด่วนตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งทันที แต่ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ถ้าเห็นว่าผิดจริงก็ต้องถอดถอน แต่ถ้าดูแล้วเห็นว่าไม่มีความผิดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง"

สำหรับแนวคิดการให้วุฒิสภาเป็นผู้เสนอชื่อบุคคลขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7 “สมศักดิ์” มองว่า "คงไม่มีทางเป็นไปได้และยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม เพราะอย่าลืมว่าเวลานี้มีความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าวออกเป็นหลายฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้าน หากวุฒิสภาขืนทำลงไปแน่นอนว่าจะนำมาซึ่งปัญหาอีกเป็นจำนวนมาก คิดว่าทางที่ดีการแก้ไขปัญหาควรยึดการเจรจาและถอยคนละก้าวเพื่อหาข้อสรุป จนนำไปสู่ความสงบสุขของประเทศ"

m135

 


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»