เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

“คณิน บุญสุวรรณ”มือกฎหมายเพื่อไทย กางตำราเนติ อุ้ม “ยิ่งลักษณ์” พ้นเกมสังหาร

ทีมข่าว Inside Thai Parliament 

ก่อนหน้านี้ “คณิน บุญสุวรรณ” เป็นนักวิชาการอิสระ

แต่หลังยุบสภา 9 ธันวาคม ชื่อ “คณิน” ก็ถูกบรรจุเป็น 1ใน 125 คนของผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย

และยังได้ประจำการเข้าเป็นฝ่ายกฎหมายพรรค ได้มีโอกาสนั่งในคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค และ คณะกรรมการกิจการพรรคเพื่อไทยโดย เคียงข้างบรรดานักการเมืองระดับบิ๊กในพรรค ไม่ว่า “สมชาย วงศ์สวัสดิ์ - นพดล ปัทมะ - โภคิน พลกุล”

ในสภาวะที่การเมืองอยู่ในโหมดสงคราม ความอยู่รอดของพรรคเพื่อไทย และ รัฐบาลขึ้นอยู่กับชะตากรรมของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ที่อยู่ในกำมือขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญจากกรณีโยกย้าย “ถวิล เปลี่ยนศรี”  

ต่อไปนี้คือแผนต่อสู้ในมุม “คณิน”  เพื่ออุ้มนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ให้รอดพ้นวิกฤติ     

m135

 

ข้อต่อสู้ทางกฎหมายของคุณยิ่งลักษณ์ต่อกรณีโยกย้ายคุณถวิลเป็นอย่างไร?

ในข้อฎหมายดูละเอียดถี่ถ้วนแล้วไม่ว่ารัฐธรรมนูญ หรือ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ที่บอกว่านายกรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่แต่งตั้งข้าราชการประจำตั้งแต่ระดับ 10 และ 11 ขึ้นไปโดยผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรียกว่าปิดประตูเลย อย่าว่าแต่ศาลรัฐธรรมนูญ แม้แต่ศาลปกครองสูงสุดยังไม่มีอำนาจเข้ามาวินิจฉัยแทรกแซงได้ เพราะการแต่งตั้งข้าราชการตั้งแต่ระดับ 10 และ 11 เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร ต้องนำความกราบบังคมทูลให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ซึ่งเป็นไปตามการบริหารราชการแผ่นดิน และนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา เป็นเรื่องๆ ไป นโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาโดยเฉพาะด้านความมั่นคง มันไม่ได้มีเฉพาะนโยบายที่เป็นโครงการเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับบุคลากร เช่น เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ภาษาชาวบ้านบอกว่า จะไปซี้ซั้วตั้งใครก็ไม่ได้ 

ด้วยเหตุนี้ การที่ศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญมาวินิจฉัยคำร้องของผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม มันจึงเท่ากับเป็นการกวนให้ระบบการบริหารราชการแผ่นดินมันเสียไปหมด แต่เมื่อมีเกมการเมืองซึ่งรู้เป้าหมายว่าต้องการอะไร เริ่มด้วย 28 ส.ว.สรรหา ที่ไม่ควรมีหน้าที่อะไรไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการที่นายกฯ แต่งตั้ง นายถวิล เปลี่ยนศรี ไปประจำสำนักนายกฯ โดยที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้คืนตำแหน่งเลขาฯ สมช.ให้กับนายถวิล แค่นั้นจะกลายเป็นความผิดถึงขนาดนายกฯ ก้าวก่าย แทรกแซง เพื่อผลประโยชน์ ศาลรัฐธรรมนูญก็รับไว้วินิจัย ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องปกติที่จะพิจารณาตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มันเป็นเรื่องของเกมสังหารแล้ว โดยรับลูกกันอย่างชัดเจน

แต่เราก็ต้องต่อสู้ โดยเริ่มต้นด้วยการยืนยันว่าการโยกย้ายนายถวิลเป็นไปตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญทุกประการ และศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจเข้ามาก้าวก่ายแทรกแซง ประการต่อไป ต้องชี้แจงว่าในสถานภาพของนายกฯ ขณะนี้ เมื่อมีการยุบสภา นายกฯ ได้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ แล้ว แต่อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181 ฉะนั้น จึงสงสัยในเจตนาของศาลรัฐธรรมนูญที่รับวินิจฉัยว่ามีเจตนาอะไรจะเอาอะไรอีก เพราะโดยปกติเมื่อพ้นจากตำแหน่งก็ถือว่าเกมการเมืองมันสิ้นสุดไปแล้ว 

เมื่อเป็นเช่นนี้ต้องดูว่าการวินิจฉัยสถานภาพนายกฯ เพื่ออะไร ยิ่งไปเห็นคำร้องของผู้ร้องส่อเจตนาชัดเจนว่านี่ไม่ใช่เกมธรรมดา มันเป็นเกมสังหาร มันไม่ใช่เป็นการสังหารให้นายกฯ พ้นไปตำแหน่งไปเท่านั้น แต่หมายถึงพยายามลบล้างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 181 ด้วย แต่ถ้าชี้ออกมาว่าให้นายกฯ พ้นเฉพาะตัวนายกฯ ก็เท่ากับศาลรัฐธรรมนูญไปแก้รัฐธรรมนูญ แม้รัฐธรรมนูญบอกให้ปฏิบัติหน้าที่รักษาการยังจะพ้นอีกได้ มันเหมือนไปแก้รัฐธรรมนูญซ้อนลงไปอีกมันก็ผิดวิสัย

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เมื่อคุณไม่ฉีกรัฐธรรมนูญ แต่แก้ไขเป็นบางมาตรา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีผลใช้บังคับอยู่ เท่ากับคุณมีการกระทำอันเป็นการกบฏล้มล้างรัฐธรรมนูญ ประชาชนก็มีสิทธิต่อต้านตามสันติวิธีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 69  บ้านเมืองอาจวุ่นวายหมด ไม่มีใครคาดเดาได้

 

แต่จุดเริ่มต้นของปัญหาคือ ข้าราชการที่คิดว่าถูกโยกย้ายไม่เป็นธรรม ก็มีสิทธิ์ฟ้องร้องศาลปกครองได้ตามกระบวนการ เพื่อให้เพิกถอนคำสั่งปกครองดังกล่าว?

ต้องเข้าใจว่า อำนาจของศาลปกครองพิจารณาคดีปกครอง คดีปกครองจำกัดอยู่ชัดเจน ถ้าเป็นเรื่องการร้องเรียนไม่ได้รับความเป็นธรรมก็น่าจะเป็นระดับ 9 ลงมา ซึ่งปลัดกระทรวง หรือ อธิบดีเป็นคนแต่งตั้ง แต่นี่เป็นการแต่งตั้งระดับ 10 และ 11 ซึ่งรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนว่าต้องนำความกราบบังคมทูลฯ และต้องได้รับการอนุมัติจาก ครม. แล้วคุณยังไปร้องกันได้ ตกลงระบบนี้ก็ไม่มีความหมาย ถ้าทำอย่างนี้ได้ ต่อไปการตั้งข้าราชการระดับ 11 ตั้งไม่ได้เลยนะ เพราะต้องรอว่าใครไปร้องศาลปกครองสูงสุดหรือเปล่า เรียกว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตของศาลปกครองเองตั้งแต่ต้น แต่ด้วยความเคยชินเขาก็ใช้กันมาตลอด

แต่ในคำวินิจฉัยของศาลปกครองระบุเหตุผลการโยกย้ายคุณถวิลว่า เป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่มีเหตุผลรองรับ โดยย้ายเพื่อผลประดยชน์ทางราชการเท่านั้น ถือว่าเป็นเหตุผลที่น้อยเกินไป?

ความจริงมันดึงมาจากผู้ร้อง (นายถวิล) ต่างหาก เพราะผู้ร้องไปกล่าวหาว่าไม่เป็นธรรมต่างๆ แต่เมื่อรัฐบาลบอกว่าเหมาะสมแล้ว ใครจะมาลบล้างได้ ใครจะมาบอกว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม คุณจะไปเอานอกเหนือกฎหมาย หรือความรู้สึกมาได้ยังไง

เหมือนกับคนเรียกร้องใช้มาตรา 7 ให้สถานการณ์เข้าสู่สุญญากาศ แล้วตั้งนายกฯ มาตรา 7 อ้างว่าทำได้ บางคนอ้างเป็นรัฏฐาธิปัตย์จะนำความกราบบงคมทูลฯ และรับสนองพระบรมราชโองการเอง เป็นตุเป็นตะไปหมด แต่ทีคุณชัยเกษม (นิติศิริ รมว.ยุติธรรม) ออกมาพูดบ้างว่า ถ้าคุณอย่างนั้นจริง ฉันก็มีสิทธิร้องพระมหากษัตริย์เช่นกันว่าที่คุณทำอย่างนี้เป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญมาตรา 181 หรือเปล่า พอพูดฝ่ายนั้นก็โวยวายขึ้นมาทันทีว่าไม่บังควร ดึงสถาบันมา เป็นการใช้ตรรกะที่ว่าถ้าฉันทำอะไรถูกหมด แต่ถ้าคู่ต่อสู้ทำผิดหมด

เหมือนนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ (อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ) บอกว่า ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับวินิจฉัยคดีนายถวิลเพราะคุณยิ่งลักษณ์กินเงินเดือนอยู่ ไม่เหมือนนายอภิสิทธิ์ที่ศาลจำหน่ายคำร้องให้วินิจฉัยสถานภาพ ส.ส.เพราะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) ไม่ได้กินเงินเดือนแล้ว ตรรกะอย่างนี้มันใช้ได้ที่ไหน มันคนละเรื่องกัน ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจวินิจฉัยสถานภาพของคุณยิ่งลักษณ์ และยิ่งไปเอาคำวินิจฉัยของศาลปกครองมาวินิจฉัยต่อมันยิ่งแล้วใหญ่ จับแพะชนแกะอะไรก็ไม่รู้

ข้ออ้างของนายวสันต์ ที่รับคำร้องกรณีโยกย้ายคุณถวิลเพราะคุณยิ่งลักษณ์ยังกินเงินเดือนอยู่สมเหตุสมผลหรือไม่?

เขาพ้นจากตำแหน่งแล้วแต่เขายังต้องปฏิบัติหน้าที่อยู่ ให้เขาปฏิบัติหน้าที่แล้วไม่ให้กินเงินเดือนเหรอ จะไปเทียบกับนายอภิสิทธิ์ได้ไง กรณีนายอภิสิทธิ์มันยุบสภา มันต่างกัน

ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ 2 มาตรฐาน  แต่เป็นว่าตรรกะของการรับวินิจฉัยใช้ไม่ได้?

ใช่.. ตรรกะในการอธิบายเรื่องนี้ จะหาเหตุผลมารองรับวินิจิฉัยคดีคุณยิ่งลักษณ์ กับไปหักล้างกรณีไม่พิจารณาคดีของนายอภิสิทธิ์ต่อ มันไม่เกี่ยวกับการพ้นหรือไม่พ้นตำแหน่ง ส.ส.ในขณะนั้น แต่มันเกี่ยวกับลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ เขารอเพียงแค่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเท่านั้น คนอื่นวินิจฉัยไม่ได้ แต่นี่ขยักเอาไว้ ต่อไปนายอภิสิทธิ์ก็มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง กกต.ก็รับอีก จริงๆ กกต.ก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าควรรับสมัครหรือเปล่า เพราะต้องดูว่าคุณขาดคุณสมบัติหรือเปล่า เพราะนายอภิสิทธิ์เคยถูกปลดออกจากราชการฐานทุจริตตามมาตรา 102 (6) หรือเปล่า กกต.ต้องสะกัดตั้งแต่ตอนนั้น และส่งไปให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และศาลก็ต้องฟันเพราะมันเข้าชัดเจน

กระบวนการทั้งหมดแปลว่ามีเจตนาจ้องทำลายทางการเมืองคุณยิ่งลักษณ์?

ก็เป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการทำลายล้าง การใช้คำว่าสมคบคิดกันตีหัวเข้าบ้าน คุณไม่มีโอกาสป้องกันตัว อย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาเรื่องทุจริตจำนำข้าว นายกฯ ขอเลื่อนชี้แจง ขอเพิ่มพยาน ก็ไม่ยอม ทีของนายอภิสิทธิ์ 4 ปีกว่าแล้วคุณบอกว่าหลักฐานไม่ครบ

คุณยิ่งลักษณ์จะรอดจากแผนการสมคบคิดตีหัวเข้าบ้านหรือไม่?

ต้องรอด ความอยู่รอดของคุณยิ่งลักษณ์ ไม่ใช่เป็นความอยู่รอดของตระกูลชินวัตร หรืออยู่รอดในตำแหน่งนายกฯ และรัฐบาล แต่มันหมายถึงความอยู่รอดของสถานการณ์บ้านเมือง ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความพ่ายแพ้ ไม่ได้หมายความว่าทฤษฎีสมคบคิดตีหัวเข้าบ้านจะปราบปรามอะไรได้ราบคาบหมด แต่หมายความว่าความวุ่นวายจะตามมา ในที่สุดความรุนแรงการเผชิญหน้ากันถึงขั้นเป็นสงครามกลางเมือง หรือ การต่อสู้กันด้วยการใช้อาวุธ ไม่เว้นแม้แต่การรัฐประหาร เวลานี้ไม่มีใครกลัวรัฐประหารนะ ไม่ได้หมายความว่าอยากให้เกิดอย่างนั้น ที่ผ่านมาคุณไม่ทำเพราะทำไม่ได้ใช่ไหม ต่อไปถ้าทำขึ้นมาสถานการณ์มันจะแย่ขนาดไหน  

ข้อต่อสู้ทั้งหมดที่อาจารย์อธิบายทั้งหมดจะช่วยคุณยิ่งลักษณ์ให้พ้นจากสถานการณ์เลวร้ายหรือไม่?

ข้อต่อสู้ทางกฎหมายเรารอดหมดทุกประเด็น

การใช้มาตรา 7 วันนี้ มีหลายสูตร ทั้งของ กปปส. ของคุณชัยเกษม ในความเป็นจริงทำได้หรือไม่ ?

มันไม่มีทางทำได้ แต่ข้อเสนอของคุณชัยเกษม ถ้าสมมุติศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยล้มไปทั้ง ครม.เกิดสุญญากาศฝ่ายหนึ่งก็จะสวมรอยเป็นรัฏฐาธิปัตย์ คุณชัยเกษมก็เลยมีมาตรการ counter (ตอบโต้) นั่นคือการนำความกราบบังคมทูล แต่ในที่สุดมันมีไม่ได้มาตรา 7 มันเหมือนเป็นส่วนเกินของรัฐธรรมนูญเท่านั้น

การอ้างสุญญากาศของ กปปส.โดยให้รองประธานวุฒิเสนอชื่อนายกฯ มาตรา 7 ทำได้หรือไม่?

มันฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ เป็นข้อหากบฏหมดแหละ รองประธานวุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิสภา แต่เขาไม่ใช่รองประธานรัฐสภานะ รองประธานรัฐสภาคือนายนิคม ไวยรัชพานิช แต่ถ้ารองประธานวุฒิสภาจะคิดอ่านถึงขนาดนำความกราบบังคมทูลฯ เจอข้อหากบฏ  

การใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 182 ให้ ส.ว.ทำหน้าที่แทน ส.ส. เลือกนายกฯ?

ทำไมสิ่งที่ชัดๆ อยู่แล้วทำไมไม่ทำ เช่น มาตรา 127 ต้องเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรภายใน 30 วันหลังการเลือกตั้ง คุณก็ไม่ทำกัน คุณไม่ทำเพราะขัดขวางไม่ให้เปิดสภาได้ พอไม่ให้เปิดได้คุณก็ไปหาช่องทาง มันไม่ใช่วิสัยของนักกฎหมายหรือวิญญูชนที่จะทำ มันเทียบเคียงกันไม่ได้หรอก ถ้าอย่างนั้นจะมีรัฐธรรมนูญไว้ทำไม  ไม่มีทาง จะตะแบงยังไงก็แล้วแต่

m135

 


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»