เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

ป.ป.ช.ภายใต้ “ระบบไต่สวน” อาวุธหนักปราบทุจริต

                         ทีมข่าว Inside Thai Parliament

นับตั้งแต่ประเทศไทยมีองค์กรอิสระที่ชื่อว่า คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไม่เคยมีครั้งไหนที่ ป.ป.ช.ถูกท้าทายและถูกคุกคามมากเท่ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันภายหลังจากเข้ามาไต่สวนการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม

กระบวนการทำลายความน่าเชื่อถือของป.ป.ช.มีพบเห็นเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีว่าป.ป.ช.ไม่มีอำนาจเข้ามาแทรกแซงการทำงานของรัฐบาลผ่านการตรวจสอบนโยบายรัฐ ไปจนถึงการทำหน้าที่แบบสองมาตรฐานด้วยการตั้งข้อสงสัยอย่างหนักว่าทำไมคดีของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ถึงมีความคืบหน้าล่าช้ากว่าคดีของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่การทำลายกันด้วยการสร้างวาทกรรมยังไม่เท่ากับการมีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายใช้อาวุธสงครามสร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินของป.ป.ช.

m135

จากสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด วิชา มหาคุณ” โฆษกกรรมการ ป.ป.ช.ได้อธิบายถึงระบบการทำงานของป.ป.ช.เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจป.ป.ช.มากขึ้น

“วิชา” เริ่มต้นบรรยายว่า ปัจจุบันป.ป.ช.ใช้ระบบไต่สวนในการทำงานโดยอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2554 ซึ่งหัวใจของระบบไต่สวน คือ การเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรอบด้าน การแสวงหาข้อเท็จจริง และการรวบรวมพยานหลักฐาน นอกจากนี้ยังมีปรัชญาว่าใครที่ถูกกล่าวหายังไม่ใช่เป็นคนผิด เช่น นายกฯถูกร้องเรียน ไม่ได้หมายความว่านายกฯเป็นผู้ต้องหาและคุณจะต้องจบตรงนี้ แต่ระบบไต่สวนจะต้องไปดูและตรวจสอบด้วยระบบดังกล่าวทำให้

สำหรับอานิสงส์ของระบบไต่สวนที่มีผลต่อการช่วยคดีทุจริตที่สำคัญนั้น วิชา แจกแจงว่า เช่น คดีร่ำรวยผิดปกติของพล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม และ สุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม คดีทุจริตโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน เป็นต้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่าจากการทำงานด้วยระบบไต่สวนได้มีส่วนช่วยให้ป.ป.ช.สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสรุปคดีทุจริตที่สำคัญจำนวนมาเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งคดีเหล่านี้จะไม่สามารถตรวจสอบได้เลยถ้าการทำงานของป.ป.ช.ไม่ได้เป็นแบบระบบไต่สวนและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

"การตรวจสอบคดีเหล่านี้ที่ล้วนมาจากกฎหมายใหม่ทั้งนั้นเลย กฎหมายเก่าทำไม่ได้ เดี๋ยวนี้เราสามารถทำคดีถึง 3 อย่างได้ในคดีเดียวกัน คือ การตรวจสอบทรัพย์สิน การร่ำรวยผิดปกติ และการทุจริต ดังนั้น คุณอย่าคิดว่าถ้าผ่านการตรวจทรัพย์สินแล้วจะจบ ทั้งหมดเป็นนวัตกรรมใหม่ เพราะถ้าเราแบบเดิม คือ ระบบกล่าวหา ตำรวจจะไปแสวงหาข้อเท็จจริง พอมาถึงอัยการทางอัยการก็จะมาดูอีกว่าฟ้องได้หรือฟ้องไม่ได้ แล้วต้องไปถึงศาลแล้วศาลก็ต้องมานั่งเป็นกลางไม่สามารถหาข้อเท็จจริงได้ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้" โฆษกป.ป.ช. กล่าว

"วิชา” มองถึงสถานการณ์ที่ป.ป.ช.ถูกคุกคามอย่างหนักในขณะนี้โดยเฉพาะจากกลุ่มคนเสื้อแดงว่า ป.ป.ช.ไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวแต่ประการใด เพราะเหตุการณ์ลักษณะนี้ป.ป.ช.เคยเจอมาแล้วสมัยรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช เวลานั้นมีการกล่าวหาว่าป.ป.ช.ขาดความชอบธรรมในฐานะที่ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่สุดท้ายต่อมาศาลได้มีคำพิพากษารองรับการทำงานของป.ป.ช.ว่าเป็นองค์กรที่ชอบด้วยกฎหมาย เช่นกันกับระเบิดเอ็ม 79 ป.ป.ช.ก็เคยเจอมาแล้วเมื่อครั้งตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลในการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

พร้อมขยายความเกี่ยวกับกระบวนการคุกคามป.ป.ช.อีกว่า เวลานี้มีกองกำลังที่มีจัดตั้งเพื่อข่มขู่การทำงานของป.ป.ช.และองค์กรอิสระเป็นพิเศษ ดังจะเห็นได้จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญเรื่อยมาจนถึงป.ป.ช. โดยขณะนี้ป.ป.ช.ได้ใช้อำนาจตรวจสอบกระบวนการเหล่านี้ว่ามีที่ไปที่มาอย่างไร และมีใครเป็นผู้สนับสนุน โดยเฉพาะการประกาศของกลุ่มเสื้อแดงที่จ.นครราชสีมาว่ามีกระสุน 10 ล้านนัด

ทั้งนี้คดีดังกล่าว “วิชา”บอกถึงความคืบหน้าของการตรวจสอบว่า ปัจจุบันได้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนนายกฯ รมว.มหาดไทย ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จากกรณีการปราศรัยของคนเสื้อแดง โดยเฉพาะการที่รมว.มหาดไทยได้ขึ้นเวทีปราศรัยเพื่อโจมตีการทำงานขององค์กรอิสระและศาล โดยสาเหตุที่ป.ป.ช.ต้องตรวจสอบกรณีนี้เพราะรัฐมนตรีถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมจะต้องระมัดระวังเรื่องการกระทำที่อาจผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช.ยังไม่ได้ว่าใครผิดใครถูก เพราะคดีอยู่ในระหว่างการไต่สวนอยู่

สรุปสุดท้าย โฆษกป.ป.ช. ยืนยันว่า แม้จะมีกระบวนการทำลายความชอบธรรมของป.ป.ช.ในวงกว้างแต่ก็ไม่ได้รู้สึกหนักใจ เพราะถือว่าการทำงานในตำแหน่งนี้ถือเป็นการทำงานเพื่อให้ประเทศปลอดการทุจริต แต่ถึงที่สุดแล้วการแก้ไขปัญหาทุจริตที่ยั่งยืนที่สุด คือ การสร้างศีลธรรมให้กับประชาชนที่จะต้องไม่ยอมรับการทุจริต ซึ่งการจะไปให้ถึงจุดนั้นจะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายโดยเฉพาะสื่อมวลชน เนื่องจากมีผลรายงานการวิจัยที่ย้ำชัดว่าการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนจะมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการปราบปรามการทุจริต

m135


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»