เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

บันทึก “ถวิล” ถึง “ยิ่งลักษณ์ ก่อนวันชี้ชะตา - คดีระทึก “ท่านต้องได้รับผลกรรม”

โดยทีมข่าว Inside Thai Parliament

วันที่ 6 พ.ค. “ถวิล เปลี่ยนศรี” เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ต้องเข้าให้การต่อหน้าองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมผู้ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญเชิญมาใต่สวนพร้อมเขาอีก 3 คน

หนึ่งคือ นายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ชื่อว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

หนึ่งคือ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)  

อีกหนึ่งคือ ไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา

เป็นการไต่สวนพยาน ในคดีสถานภาพความเป็นรัฐมนตรีของ “ยิ่งลักษณ์”นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงหรือไม่ จากกรณีการโยกย้าย “ถวิล ออกจากเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ตามสำนวนคดี เริ่มจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต้องการสับเปลี่ยนเก้าอี้ ผบ.ตร.ที่มี พล.ต.อ.วิเชียร คุมบังเหียนอยู่ เพื่อหลีกทางให้กับ “พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์” พี่ชาย “คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร์”

m135

m135

แต่กฎหมายการย้าย ผบ.ตร.พ้นตำแหน่ง ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าตัว คือ “พล.ต.อ.วิเชียร” ดังนั้น คนในองคาพยพ “ยิ่งลักษณ์” จึงตกลงกับ “พล.ต.อ.วิเชียร” ว่าจะให้ย้ายไปอยู่ในตำแหน่งที่พอใจ ก่อนให้ “ยิ่งลักษณ์” ในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุด ลงนามคำสั่งเด้ง “ถวิล เปลี่ยนศรี” ที่คนในซีกรัฐบาลมองว่าเป็นศัตรูอำนาจ เพราะเชื่อว่าเป็นข้าราชการในสายพรรคประชาธิปัตย์ พ้นไปจากตำแหน่ง เลขาฯ สมช. แล้วให้ “พล.ต.อ.วิเชียร” ย้ายไปนั่งเก้าอี้เลขาฯ สมช.แทน  

เมื่อ “ถวิล” ไม่ยอม จึงต่อสู้ตามกระบวนการตั้งแต่ชั้นคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (กพค.) เรื่อยมา จนกระทั่งศาลปกครองสูงสุดชี้ขาดว่า การโยกย้าย “ถวิล” เป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบ

เป็นจังหวะเดียวกับการการต่อสู้ทางการเมืองขยับเข้าใกล้จุดเดือด รัฐบาลยิ่งลักษณ์อยู่ในสภาพพิการไม่มีอำนาจเต็มในมือ เพราะพลาดท่ายุบสภาเมื่อปลายปี 2556 กลเกมกฎหมายทุกวรรค ทุกตอน ทุกย่อหน้า จึงถูกนำมาห้ำหั่น ประหัตประหาร ประลองกำลังถึงพริกถึงขิง ถึงเลือด ถึงเนื้อ  

 “ส.ว.ไพบูลย์” พร้อมพวก – เพื่อน ส.ว. 27 คน จึงหยิบคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด มายื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญต่อ โดยกล่าวหาว่า “ยิ่งลักษณ์” กระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตัวเองและผู้อื่นในการแต่งตั้งโยกย้าย “ถวิล” จนเป็นเหตุให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งคืนตำแหน่งให้ “ถวิล” และให้ศาลรัฐธรรรมนูญพิจารณาว่า การกระทำดังกล่าว เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของ “ยิ่งลักษณ์” ต้องสิ้นสุดเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182(7) หรือไม่

คดีโยกย้าย “ถวิล” จึงกลายเป็นจุดชี้เป็น – ชี้ตาย สะเทือนอำนาจ “ยิ่งลักษณ์” และพวก โดยพลัน

“ถวิล” ซึ่งเป็น 1 ในคนต้นเรื่อง ให้สัมภาษณ์เปิดใจยอมรับว่า ตัวเขาไม่คิด ไม่ฝันว่าการที่เขาถูกโยกย้าย จะกลายเป็นจุดชี้วัด ความเป็นความตายบนถนนการเมืองของ “ยิ่งลักษณ์”

“ตอนเกิดเรื่องผมอ่านกฎหมายหลายฉบับ ผมมองเห็นตรงนี้ว่าจะมีคดีทางการเมืองเกิดขึ้น ถามว่านึกไหมว่าเรื่องจะมาถึงตรงนี้ ผมก็ไม่คิดเหมือนกัน แต่ผมเห็นมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าเรื่องนี้อันตรายต่อตัวท่านนายกฯ ผมถึงเคยเตือนท่านไปก่อนหน้านี้แล้วขอให้ท่านตัดสินใจด้วยตัวเอง ดูให้รอบคอบ อย่าฟังเสียงแวดล้อมเยอะ เพราะเวลาทำผิด เขาไม่มารับผิดชอบร่วมกับท่าน”

เมื่อเตือนแล้วไม่ฟัง กระทั่งพิษแห่งการกระทำย้อนศรเข้าหาตัว ชะตากรรมอำนาจบนตำแหน่งนายกฯ จึงแขวนอยู่บนเส้นด้าย “ถวิล” มองว่า ฝ่ายที่หยิบยื่นความไม่เป็นธรรมต้องได้รับผลกรรมถูกต้องแล้ว

“มาถึงวันนี้มันก็สะท้อนให้เห็นว่า กฎของการกระทำ หรือที่เราเรียกกันว่ากฎแห่งกรรมมันก็มี เมื่อผมมีความบริสุทธิ์ มีความจริงใจ ผมก็ได้รับผลอันนั้นตอบแทน ส่วนท่านก็ต้องได้รับผลกรรมของท่าน ตามผลจากสิ่งที่ท่านทำ”

“เพราะผมเชื่อมั่นในความจริง ว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิด และการโยกย้ายผมมันมาจากเหตุผลอื่นมากกว่าเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินอย่างแท้จริง”

ระหว่างทางที่คดีความอยู่ในชั้นศาล “ถวิล” ได้ขึ้นเวที กปปส.ของสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้รับหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาร้ายแรงถึงขั้น “กบฏ” ร่วมกับสมาชิก กปปส.นับสิบราย ถูกแปะป้ายกลางหน้าผากว่าเป็นพันธมิตรพรรคประชาธิปัตย์

พลันที่ศาลปกครองมีคำสั่งให้รัฐบาลคืนเก้าอี้เลขาฯ สมช. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศอ.รส.) ที่ใช้ต่อสู้ – ปราบปราม กปปส. ให้แก่ “ถวิล”

ในภาวะแห่งการต่อสู้ ณ นาทีนี้ เขาจึงไม่ได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่เมื่อเขาต้องกลับเข้าไปรับภาระดูงานความมั่นคงอีกครั้ง เขาจึงขอเกียร์ว่างงานการเมือง กลับไปดูปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เขาอยากทำ ไปแก้ปัญหาการลักลอบเข้าเมืองอย่างที่สนใจ เพราะเขาบอกว่างานด้านความมั่นคงมิได้มีแค่มิติเดียว

“ตราบเท่าที่ผมดำรงตำแหน่ง ผมจะไม่เอาเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง และผมจะหลีกเลี่ยงการเสนอแนะทางการเมือง เพราะรัฐบาลก็คิดว่าผมอาจจะแอบใส่ยาพิษอาบน้ำผึ้งเข้าไปหรือไม่ ขอเกียร์ว่างทางการเมือง และไปนั่งทำงานความมั่นคงของผมต่อ ยังมีอีกหลายเรื่องทั้ง คนหลบหนีเข้าเมือง อาวุธสงครามที่ชายแดน ค้ามนุษย์ ค้าสิ่งผิดกฎหมาย ไม่นับรวมปัญหาภาคใต้ พวกนี้ผมไม่ต้องเป็นแดงหรือเหลือง ผมก็ยังทำได้”

แต่ถ้ารัฐบาลอยากใช้ให้เขาทำงานที่ไม่ผิดกฎหมาย เขาพร้อมทำเต็มที่

แม้เจ้าตัวจะขอเกียร์ว่างการเมือง แต่ในใจคนชื่อ “ถวิล” อยากเสนอข้อมูลความมั่นคงให้รัฐบาลแบบตรงๆ ไม่อ้อมค้อม ว่า อย่าดึงข้าราชการมาเป็นพวก

“ต้องรู้หน้าที่ตัวเอง อย่าไปกดดันฝ่ายประจำให้เขาออกนอกลู่นอกทาง ให้เขาทำตามหน้าที่ ส่วนท่านก็ไปแก้ปัญหาทางการเมืองกันเอาเอง เช่น รัฐบาลขณะนี้ทำตำรวจเสียงรังวัดมาเท่าไรแล้ว ที่ต้องเผชิญหน้ากับประชาชน อย่าลืมว่าฝ่ายการเมืองมันถอยกันได้ ตกลงกันได้ เขาอยู่แค่ 5 ปี 10 ปีก็ไปแล้ว แต่พวกผมต้องทำงานพวกนี้ตลอดชีวิต แล้วฝ่ายประจำจะอยู่กันอย่างไรหลังจากนี้”

ที่สำคัญหากเขาย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะชงข้อมูลเตือนรัฐบาลว่าอย่าประมาทมวลชน ห้ามมองว่าฟืนเปียก และ อย่าเดินหน้าร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และเสนอให้ลาออก – ยุบสภา

“ผมเห็นเค้าลางรัฐบาลนี้ตั้งแต่ที่ฝ่ายความมั่นคงออกมาบอกว่า ม็อบนี้เป็นแค่ฟืนเปียก ผมไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรก ถ้าผมมีบทบาทตอนนั้นผมจะเตือนท่านว่าอย่าเสี่ยงกับตรงนี้ อาจเสนอให้ลาออกหรือยุบสภาตั้งแต่มีปัญหาเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมไปแล้ว ซึ่งทุกอย่างควรจะจบไปก่อนนี้แล้ว”

“เมื่อโจทย์พัฒนามาถึงตรงนี้จะเห็นว่า การต่อสู้ของ กปปส. เป็นประวัติศาสตร์ ที่เขามีจุดดี 3 อย่าง 1.เขาไม่มีข้อหาว่าออกมาปกป้องใคร แต่ทำเพื่อผลประโยชน์ต่อส่วนรวม แม้ว่าขอเสนอของเขาจะดูฝืนความปกติมากๆ แต่เขาก็พยายามทำ 2.การเคลื่อนไหวของเขามีมวลชนเข้าร่วมที่เรียกว่ามวลมหาประชาชน และก็ขอเรียนว่ามีมวลมหาข้าราชการเหมือนกัน แต่เขารอการตัดสินอย่างเป็นทางการอยู่ว่าสภาพรักษาการนี่ถูกหรือผิดอยู่

3.เขาเคลื่อนไหวด้วยความสงบ สันติอหิงสา และเขาก็ทำได้จริง อาจมีข้อสงสัยว่ามีการใช้อาวุธก็ต้องบอกว่ามีทั้งสองฝ่าย แต่มวลชนเขาก็ไม่รับรู้ด้วยว่าการ์ดมีอาวุธหรือไม่ แต่คนที่ชุมนุมเขารู้ว่าจะไม่ใช้อาวุธและไม่คุกคามใคร ส่วนใครทำผิดก็ว่ากันไปตามกฎหมาย ทั้งหมดคือความแตกต่างของการชุมนุมนี้ทีแตกต่างจากครั้งอื่น”

“ถ้าผมวิเคราะห์แบบนี้ และรัฐบาลลาออกไป ต่อไปมีคนมาทำแบบนี้บ้าง รัฐบาลอื่นต้องลาออกอีกหรือไม่ ผมก็บอกว่าดี ถ้ามาอีกก็ลาออกกันอีก รัฐบาลใหม่ก็บริหารประเทศไป ถ้ามีอีกฝ่ายออกมาประท้วงอีก บอกว่ารัฐบาลทรยศประชาชนอีก มีข้อมูลข้อเท็จจริง มีเป้าหมายสาธารณะจริง และเป็นการชุมนุมแบบสงบสันติจริง ตัวผมเองก็จะออกไปร่วมด้วยเหมือนกัน”

ก่อนถึงวันที่เขาต้องไปเป็นพยานหน้าบัลลังก์ศาล ข้อปฏิบัติประจำของ “ถวิล” คือการเดินทางมาร่วมประชุมคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เขาได้พบปะกับ ส.ว.สรรหา สายกลุ่ม 40 ส.ว.

“ถวิล” ยอมรับว่า ได้หารือกับ “ส.ว.ไพบูลย์” ถึงแนวทางการให้การต่อศาล วันที่ 6 พ.ค.นี้

คดีโยกย้าย “ถวิล เปลี่ยนศรี” กลายเป็นบทเรียนของนักการเมืองให้จดจำว่า  มิอาจย้ายข้าราชการได้ตามใจชอบอีกต่อไป

เพราะหากมีการโยกย้ายข้าราชการที่มิชอบอีก นอกจากเสียหายแก่ระบบราชการ ยังสะเทือนถึงผู้มีอำนาจสูงสุพ อย่าง นายกรัฐมนตรี

m135

 


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»