เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

พลิกแฟ้มคดี “ยิ่งลักษณ์” หนีเสือปะจระเข้

โดยทีมข่าว Inside Thai Parliament

ณ จุดนี้ นับว่า “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”  อดีตนายกรัฐมนตรี  ได้เข้าสู่ภาวะวิกฤตที่สุดในชีวิตทางการเมือง เพราะนอกจากต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแล้วยังต้องมาถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดในคดีทุจริตจำนำข้าวอีก

"การที่ผู้ถูกกล่าวหาดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีและอยู่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลซึ่งได้กําหนดนโยบายจํานําข้าวมาตั้งแต่ต้น และในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ที่มีอํานาจหน้าที่ในการกําหนดนโยบายและการมีส่วนร่วมในการบริหารโครงการ ซึ่ง ป.ป.ช.ได้มีหนังสือแจ้งไปยัง ผู้ถูกกล่าวหาถึงสองครั้งแล้วว่าโครงการดังกล่าวจะก่อให้เกิดปัญหาและความเสียหายอย่างยิ่ง ทั้งจะก่อให้เกิดการ ทุจริตในทุกขั้นตอนของกระบวนการรับจํานําแม้ในชั้นนี้พยานหลักฐานยังไม่ปรากฏชัดเจนว่าผู้ถูกกล่าวหามีส่วนร่วมในการทุจริตหรือสมยอมให้เกิดการทุจริตหรือไม่ก็ตาม แต่การที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อสภาผู้แทนราษฎรว่าจะป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจัง โดยยึดหลักความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ทั้งไม่พิจารณาระงับยับยั้งโครงการตั้งแต่เริ่มรับทราบความเสียหายอันร้ายแรงที่สุดของประเทศจากการดําเนินโครงการ"  

สาระสำคัญของมติป.ป.ช.ที่ชี้มูลความผิดอดีตนายกรัฐมนตรี

ขั้นตอนต่อจากนี้ ป.ป.ช.จะส่งให้วุฒิสภาดำเนินการลงมติถอดถอนต่อไป โดยวุฒิสภาจะมีกระบวนการในการพิจารณาอีกชั้นหนึ่ง กล่าวคือ ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาพ.ศ.2551 กำหนดไว้ว่าวุฒิสภาจะต้องเปิดโอกาสให้ ป.ป.ช.และผู้ถูกกล่าวหาแถลงเปิดคดีต่อที่ประชุมวุฒิสภา จากนั้นวุฒิสภาจะตั้งคณะกรรมาธิการหนึ่งคณะเพื่อทำหน้าที่ซักถามทั้งสองฝ่ายก่อนเปิดโอกาสให้ผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหามาแถลงปิดคดีเพื่อให้วุฒิสภาออกเสียงว่าจะมีมติ 3 ใน 5 หรือ 90 เสียงจาก ส.ว. ทั้งหมด 150 คนหรือไม่ในชั้นสุดท้าย โดยหากวุฒิสภามีมติ 90 เสียง ให้ถอดถอนจะมีผลให้ยิ่งลักษณ์ต้องถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี

ทั้งนี้ ใช่ว่าคดีจำนำข้าวในส่วนของยิ่งลักษณ์จะหมดลงเพียงเท่านี้ เพราะป.ป.ช. กำลังเรียกพยานมาไต่สวนอีก 6 ปากเพื่อขยายผลเอาผิดในทางอาญาเพื่อส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป

อย่างไรก็ตาม สำหรับยิ่งลักษณ์ยังมีวิบากกรรมที่ต้องให้เผชิญอีกแบบที่ไม่รู้ว่าจะมีจุดสิ้นสุดเมื่อไหร่ เนื่องจากมีคดีที่อยู่ในระหว่างการไต่สวนของป.ป.ช.อีกจำนวนไม่น้อย ดังนี้

คดียิ่งลักษณ์2

1. คดีโยกย้ายพล.อ.เสถี­­ยร เพิ่มทองอินทร์ ออกจากตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม

เป็นการขอให้ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนและส่งให้วุฒิสภาถอดถอนยิ่งลักษณ์ โดยมีการกล่าวหาว่า ได้ก้าวก่ายหรือแทรกแซงเข้าไปในการปฏิบัติราชการ และการแต่งตั้งข้าราชการ ซึ่งมีตำแหน่ง หรือเงินเดือนประจำของปลัดกระทรวงกลาโหม คณะกรรมการของส่วนราชการและคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลกระทรวงกลาโหม เพื่อประโยชน์ของพล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ให้ได้รับตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม และเพื่อประโยชน์ของตนเอง และพรรคเพื่อไทย

2. กรณีที่คณะรัฐมนตรีไม่จัดทำข้อมูลราคากลางเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง

เป็นอีกกรณีที่มีการขอให้ถอดถอนยิ่งลักษณ์ออกจากตำแหน่งเช่นกัน โดนได้กล่าวหาว่า มีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย เนื่องจากในวันที่ 1 ส.ค. 2554 ประธานกรรมการ ป.ป.ช.ได้ทำหนังสือเพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการจัดทำข้อมูลรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างโดยเฉพาะราคากลาง และการคำนวณราคากลางไว้ในระบบข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าตรวจดูได้ อันเป็นเรื่องที่ต้องกระทำตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)พ.ศ.2554 มาตรา 103/7 แต่คณะรัฐมนตรีไม่สั่งการให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดทำข้อมูลดังกล่าวตามข้อเสนอแนะของป.ป.ช. เป็นผลทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐและประชาชน

3. โครงการบริหารจัดการน้ำและการแก้ไขปัญหาอุทกภัยเมื่อปี 2554

กรณีนี้เป็นการกล่าวหาเพื่อให้ ป.ป.ช.เอาผิดทางอาญา เพราะมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้ทุจริตหน้าที่ เป็นเหตุให้เกิดมหาอุทกภัย และการตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 จำนวน 350,000 ล้านบาท โดยไม่มีการชี้แจงรายละเอียดการใช้จ่ายเงิน เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 169

4. การถ่ายทอดสดคำปราศรัยของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย

ยิ่งลักษณ์ถูกกล่าวหาในประเด็นนี้ว่าได้มีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ด้วยการอนุญาตให้สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 แพร่ภาพและเสียง รายการมวยไทยวอริเออร์ส ซึ่งจัดที่เขตปกครองพิเศษมาเก๊า โดยมีเจตนาแพร่ภาพการกล่าวเปิดงานของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีเนื้อหาบางส่วนสร้างผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

5. การตราร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศขัดกับรัฐธรรมนูญ

การฟ้องร้องในเรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนที่ศาลศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้ร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นโมฆะ โดยกลุ่มอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ได้ร่วมกันลงนามและส่งให้ ป.ป.ช.เอาผิดทางอาญา เนื่องจากเห็นว่าการจัดทำร่างพระราชบัญญัตินี้ของคณะรัฐมนตรีไม่ได้เป็นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 169 ประกอบกับไม่ได้มีการจัดทำรายละเอียดของการใช้จ่ายงบประมาณ ทั้งที่ตามประเพณีหรือธรรมเนียมปฏิบัติ การจะใช้จ่ายเงินแผ่นดินไม่ว่าเท่าใดก็ตาม ต้องตั้งโครงการที่มีรายละเอียดอย่างชัดเจน แต่คณะรัฐมนตรีกลับไม่มีการทำโครงการหรือรายละเอียด มีเพียงสิ่งที่เรียกว่ายุทธศาสตร์และแผนงานเพียงสองหน้ากระดาษเท่านั้น โดยไม่มีหลักประกันในความสำเร็จของโครงการ

6. กรณีการปล่อยให้กลุ่มคนเสื้อแดงปราศรัยยั่วยุให้ประชาชนใช้ความรุนแรง

ยิ่งลักษณ์ ถูกป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนพร้อมกับ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ ซึ่งเป็นกรณีที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จัดการชุมนุมที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2557 โดยป.ป.ช.ได้ตั้งข้อกล่าวหาว่า ยิ่งลักษณ์ มีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศชาติ ประชาชน และเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เนื่องจากมีอำนาจในการสั่งยับยั้งและสอบสวนข้อเท็จจริง แต่กลับนิ่งเฉยไม่ดำเนินการใด ๆ ส่วน จารุพงศ์ และ ณัฐวุฒิ ถูกไต่สวนฐานปราศรัยในลักษณะยุยงให้ใช้ความรุนแรง ข่มขู่องค์กรอิสระ ศาล ยุยงให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 สนับสนุนให้มีการแบ่งแยกประเทศ

 ทุกคดีล้วนเป็นข้อหาฉกรรจ์แทบทั้งสิ้นคงเป็นเรื่องยากที่ยิ่งลักษณ์จะกลับเข้าสู่สนามการเมืองอีกครั้ง

m197


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»