เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

“สงครามกฎหมาย” เปิดทฤษฎีวุฒิสภาตั้งนายกฯ

ทีมข่าว Inside Thai Parliament

นับตั้งแต่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”  พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ชั่วโมงนี้วุฒิสภาถือเป็นสถาบันทางการเมืองที่ถูกจับจ้องมากที่สุด เพราะเริ่มมีการคาดการณ์กันไปต่างนานาว่าวุฒิสภาจะทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกบุคคลที่จะมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่

จากตรรกะนี้เริ่มมีการมองต่างมุมในวุฒิสภากันอย่างกว้างขวาง ทั้งในมุมที่เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้

ในมิติที่มองว่ามีความเป็นไปได้นั้นได้รับการสนับสนุนทางความคิดจาก “ไพบูลย์ นิติตะวัน” ส.ว. สรรหา ซึ่งเป็นผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญจนนายกฯยิ่งลักษณ์ตกเก้าอี้

ทฤษฎีที่ไพบูลย์วาดไว้ คือ การตีความในเมื่อนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว จึงจำเป็นต้องมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 171 172 และ 173 แต่เนื่องจากปัจจุบันไม่มีสภาผู้แทนราษฎรที่จะทำหน้าที่เลือกนายกรัฐมนตรี สถานการณ์เช่นนี้จึงเข้าลักษณะของสุญญากาศที่ต้องอาศัยการนำรัฐธรรมนูญมาตราอื่นมาใช้แบบเทียบเคียงแทน

กล่าวคือ อาศัยรัฐธรรมนูญมาตรา 132 (2) ว่าด้วยการให้วุฒิสภามีอำนาจแต่งตั้งบุคคลดำรง

ตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญในระหว่างที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรมาบังคับใช้โดยอนุโลม แบบนี้เท่ากับว่าวุฒิสภาในฐานะสถาบันนิติบัญญัติที่ยังเหลืออยู่ย่อมทำหน้าที่เป็นผู้ลงมติเลือกว่าบุคคลใดสมควรเป็นนายกรัฐมนตรี และ ให้ประธานวุฒิสภาทำหน้าที่แทนประธานสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่นำชื่อนายกรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯได้ทันที

m225

นอกจากนี้ ยังได้อ้างถึงเหตุการณ์เมื่อครั้ง “สัญญา ธรรมศักดิ์” เข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่เวลานั้นรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติสามารถทำหน้าที่เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการได้ ทั้งที่อาจารย์สัญญาไม่ได้มาจากการรับเลือกจากสภาแต่อย่างใด

ทว่าความพยายามของการผลักดันกระบวนการดังกล่าวถูกคัดค้านจากฝ่ายส.ว. เลือกตั้งอย่าง “จองชัย เที่ยงธรรม”  ส.ว.สุพรรณบุรี และ ‘ตรี ด่านไพบูลย์’ ส.ว.ลำพูน โดยมองว่าการกระทำเช่นนี้ไม่มีทางเป็นไปได้ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

ฝ่ายเลือกตั้งมีคำอธิบายถึงสาเหตุที่วุฒิสภาไม่มีอำนาจที่จะไปเกี่ยวข้องกับการเลือกนายกรัฐมนตรีว่า เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 171 บัญญัติว่า “นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งได้รับแต่งตั้งตามมาตรา 172” และยิ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 171 กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากฉันทามติของสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 172 แล้ว วุฒิสภายิ่งไม่สามารถนำรัฐธรรมนูญมาตรา 132 (2) มาใช้เป็นกระบวนการสถาปนานายกรัฐมนตรีได้

ส่วนการอ้างถึงการแต่งตั้งอาจารย์สัญญานั้นก็ไม่อาจนำมาเป็นกรณีเทียบเคียงได้ เพราะการแต่งตั้งดังกล่าวเป็นไปตามธรรมนูญการปกครองพ.ศ. 2515 ซึ่งมาตรา 14 บัญญัติการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีเอาเพียงว่า “พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง และรัฐมนตรีตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำและมีจำนวนตามสมควรประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน”  จะเห็นได้ว่าไม่บัญญัติกระบวนการของการเลือกนายกรัฐมนตรี ผิดกับรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ได้บัญญัติถึงกระบวนการแต่งตั้ง

นายกรัฐมนตรีเอาไว้อย่างละเอียด พร้อมกับตอกย้ำว่านายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นส.ส. เท่านั้น

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ฝ่ายส.ว. เลือกตั้งจึงคัดค้านว่าหากวุฒิสภาไปดำเนินการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ขึ้นมาจริง จะเท่ากับว่าวุฒิสภาในฐานะหนึ่งในสถาบันทางนิติบัญญัติได้เป็นผู้ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญเสียเอง ย่อมเป็นเหตุให้นำไปสู่การฟ้องร้องเอาผิดตามกฎหมายได้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม จากความเห็นที่แตกออกมาเป็นสองทางตามที่ปรากฏออกมา ส่งผลให้ “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย”  รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิสภา และว่าที่ประธานวุฒิสภาคนใหม่ ต้องชั่งน้ำหนักอยู่พอสมควร ก่อนที่จะหาทางออกผ่านการเปิดประชุมวุฒิสภานัดพิเศษเพื่อหารือถึงทางออกของประเทศเมื่อวันที่ 12 - 13 พ.ค. ที่ผ่านมา จนนำมาสู่การได้ข้อสรุปเบื้องต้นของการตั้งคณะทำงานขึ้นมา 2 คณะ ได้แก่ คณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ มีหน้าที่ประชาสัมพันธ์การทำงานของวุฒิสภาต่อประชาชน และ คณะทำงานประสานองค์กรและสรุปข้อมูล ทำหน้าที่ในการประสานความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ

การทำงานของวุฒิสภาโดยเฉพาะคณะทำงานประสานองค์กรฯ ถือว่ามีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก ซึ่งเมื่อวันที่ 14 พ.ค. ได้มีการเชิญตัวแทนจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ศาล และภาคเอกชน มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

โดยมีข้อสรุปเบื้องต้นว่า  “ควรที่จะมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริหารบ้านเมืองโดยเร็ว และรัฐบาลดังกล่าวควรปฏิบัติหน้าที่เฉพาะกิจตามที่จะกำหนด สาระสำคัญที่รัฐบาลเฉพาะกิจควรกระทำ คือ การปฏิรูปและจัดการบ้านเมืองให้เข้าสู่ความเรียบร้อยระดับหนึ่งแต่อยู่ในระยะเวลาจำกัดอาจจะประมาณ 6 - 12 เดือนแล้วแต่ความเหมาะสม จากนั้นถึงนำไปสู่การเลือกตั้งที่คิดว่าน่าจะจัดการเลือกตั้งได้ประสบความสำเร็จเรียบร้อยและไม่มีปัญหาเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว” (ส่วนหนึ่งจากการเปิดเผยของนายวันชัย สอนศิริ ส.ว. สรรหา ในฐานะโฆษก)

กระนั้นประเด็นสำคัญอยู่ที่ท่าทีของ “พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์”  ส.ว.สรรหา ประธานคณะทำงาน

ประสานองค์กร ที่ระบุว่า “เรายังไม่มีข้อยุติจนบัดนี้ว่าแนวทางจะเป็นอย่างไร แต่เราคิดไว้ว่ากระบวนการน่าจะมีสองขั้นตอน คือ ขั้นตอนของการปรับเปรียบกฎหมายหรือมีการดำเนินการให้เหมาะสมเสียก่อน ส่วนกระบวนการด้านบุคคลนั้นอาจจะเป็นอีกระยะหนึ่งหลังจากที่การดำเนินการทางด้านกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆเรียบร้อยแล้ว กระบวนการทั้งหมดนี้จะเป็นตามรัฐธรรมนูญกำหนดหรือเทียบเคียงอย่างใกล้เคียง ไม่ใช่การเสนอชื่อโดยบุคคลคนเดียว”

จากท่าทีของพล.อ.อ.วีรวิทและนายวันชัยที่ออกมาเมื่อวันที่ 14 พ.ค.พอที่จะทำให้เห็นข้อสรุปของวุฒิสภาเกี่ยวกับหาทางออกให้กับประเทศได้ว่าคงหนีไม่พ้นการเสนอให้มีการใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 132 (2) เพื่อแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เพียงแต่อาจจะมีกระบวนการจัดทำ “ประชามติ” มาเสริมเพื่อเป็นกระบวนการรองรับความชอบธรรมในการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีที่ไม่เป็นรัฐธรรมนูญ

m197


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»