เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

“ดร.ปริญญา” เตือน พท. - กปปส. เดินหน้าเลือกตั้ง – ตั้งนายกฯ ม.7 ปัญหาไม่จบ

ทีมข่าว Inside Thai Parliament

สำรวจข้อเรียกร้อง ข้อต่อรอง ข้อตกลง ระหว่าง 2  “ส”  ส. 1. จาก “ส.สุเทพ เทือกสุบรรณ” เลขาธิการ กปปส. ไปถึง อีก “ส.- สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย”  รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ประธานวุฒิสภา

คือการให้ “สุรชัย” และผองเพื่อนสภาสูง ค้นหาชื่อนายกรัฐมนตรีคนกลาง เพื่อทูลเกล้าฯ นายกฯ คนใหม่โดยพลัน หลังเดินสายหารือทางออกประเทศทุกกลุ่มแล้ว

สุรชัย

แต่แล้วที่ประชุม ส.ว.นัดพิเศษ ซึ่งนำข้อสรุปจากการเดินสายกลับมีแค่ 3 ข้อเสนอ ให้สังคมต้องมาอ่านทางและรอดูกันใหม่

1. เพื่อให้การแก้ไขปัญหาบรรลุเจตนารมณ์ในการคืนความสงบสุข และความสมานฉันท์ของคนในชาติ ต้องเร่งจัดให้มีการปฏิรูปประเทศในทุกด้านให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งจะต้องมีนายกฯและ ครม.ที่มีอำนาจเต็ม เพื่อดำเนินการปฏิรูป

2. ขอเรียกร้องให้รัฐมนตรี ผู้ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีตาม มาตรา 181 วรรคหนึ่ง และเรียกร้องให้รัฐบาลและพรรคการเมือง ให้ความร่วมมือกับวุฒิสภาในการหาทางออกประเทศภายใต้การมีส่วนร่วมของคนในชาติอย่างเต็มกำลัง เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและลดเงื่อนไขความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น

3. วุฒิสภาพร้อมที่จะทุ่มเทการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยจะนำความเห็นและข้อแนะนำจากทุกภาคส่วนมาพิจารณาในการประชุมตามข้อบังคับของวุฒิสภาเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้ได้มาซึ่งนายกฯภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระดับสากล และประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เมื่อวุฒิสภาไม่ทุบโต๊ะตั้งนายกฯ คนกลางตามเงื่อนเวลาที่ กปปส. ต้องการ ทำให้ “สุเทพ” และพวก ต้องประกาศยึดอำนาจคืนด้วยตนเอง

กำหนดปฏิทิน 9 วัน เรียกคืนอำนาจ ตั้งแต่วันที่ 18 – 27 พ.ค. ระดมอดีตข้าราชการเกษียณ – มวลชน ร่วมปฏิบัติการ ตามหารัฐมนตรี บีบให้ลาออก

ขณะที่ฟาก ส.ว. วางแผนข้ามข้อเสนอ 2 ข้อแรก ก้าวไปยังข้อที่ 3 หาชื่อนายกฯ คนกลาง – ตั้งรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม ในยามที่การเมืองเกิดภาวะ “กึ่งสุญญากาศ” เช่นห้วงเวลานี้ โดยการหยิบยกกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 171 และ 172 มาเทียบเคียง ให้ ส.ว.เลือกนายกฯ คนกลาง ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ

8af87keag6g6gb9abde8hด้านเว็บไซต์ meechaithailand.com ในคอลัมน์ “ถามตอบกับ มีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานวุฒิสภา”  ได้ตอบคำถามถึงการใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 171 และ 172 มาเทียบเคียงเพื่อเลือกนายกฯ คนกลางว่า "ก็ขึ้นอยู่กับว่ามีความจำเป็นต้องตั้งนายกรัฐมนตรีในขณะนี้หรือไม่ ถ้ามีความจำเป็น และเมื่อไม่มีคนที่เป็น ส.ส. ก็ต้องอาศัยอำนาจตามมาตรา 7  ของ รัฐธรรมนูญ มาอนุโลม เพราะในอดีต นายกฯ  นั้นมีทั้งที่มาจาก ส.ส. และไม่ใช่ ส.ส. บางขณะห้าม ส.ส.เป็นเสียด้วยซ้ำไป"

แต่ตามหลักการทางการเมือง หลักการประชาธิปไตย ถูกต้องหรือไม่ เหมาะสมแค่ไหน ที่จะเสนอนายกฯ คนกลาง และให้มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม โดยใช้วิธีการเทียบเคียงกฎหมาย – อาศัยอำนาจมาตรา 7 “ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา และอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้สะท้อนทัศนคติไว้อย่างน่าสนใจ

“มาตรา 7 เราต้องรู้ที่มาของมันด้วยว่า เป็นมาตราที่อยู่ในรัฐธรรมนูญของคณะปฏิวัติทุกฉบับ ซึ่งมีมาตราสั้นมาก จึงต้องมี มาตรา 7 เพื่ออุดช่องว่างต่างๆ แต่รัฐธรรมนูญฉบับถาวรไม่จำเป็นต้องมีมาตรา 7 มันเขียนละเอียดไว้ จนกระทั่งรัฐธรรมนูญ 2540 สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ดันไปเอามาตรา 7 รัฐธรรมนูญ ของคณะปฏิวัติมาใส่ในรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และรัฐธรรมนูญ 2550 ก็นำมาตรา 7 ของปี 40 มาใส่”

การใช้มาตรา 7 ประโยคแรกเขียนว่า “ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับแก่กรณีใด” ก็แปลว่าต้องไม่มีบทบัญญัติก่อน หรือ ไม่มีบทบัญญัติให้ใช้แล้วเท่านั้น ถ้าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับคณะปฏิวัติมันมีแค่ 27 มาตรา มันก็คงมีเหตุให้ต้องใช้ แต่รัฐธรรมนูญ 2550 มี 309 มาตรา เป็นรัฐธรรมนูญแบบละเอียด”

“แล้วถามว่าการเลือกนายกฯ มาตราไหน... ก็มาตรา 171 ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ทูลเกล้าฯ ส่วนคนโหวตเลือกนายกฯ ในมาตรา 172 วรรค 3 ให้สภาผู้แทนราษฎรประชุมเลือก ใครได้เสียงข้างมากกว่ากึ่งหนึ่งก็ให้ประธานสภาฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถ้าสภาฯ ไม่มีก็ต้องเลือกตั้งให้มี เมื่อเลือกตั้งก็จะได้มีสภาฯ มีประธานสภาฯ ทูลเกล้า ดังนั้น ขณะนี้มันมีมาตราอยู่ แต่ปัญหาคือเลือกตั้งไม่ได้ แต่ผมก็เห็นด้วยว่าเมื่อเลือกตั้งไปแล้วไม่ลงมาทั้งสองข้าง เลือกตั้งไปก็ไม่จบ การเลือกตั้งจะเป็นเครื่องมือยุติความขัดแย้งได้ต่อเมื่อคู่ขัดแย้งมาลงเลือกตั้งด้วยกัน เราจะเดินหน้าเลือกตั้งไปแค่ข้างเดียวมันก็ไม่จบหรอก”

นอกจากนี้ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บนหลักการ The king can do no wrong พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง ผมว่า คุณสุรชัยก็คงต้องคิดในความข้อนี้ ถ้าหากยังมีการโต้แย้งกันอยู่ การทูลเกล้าฯ ขึ้นไป เป็นการผลักภาระไปให้พระเจ้าอยู่หัว  ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ท่านทรงอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง ผมคิดว่าไม่ควรเกิดสภาวะอย่างนั้นขึ้นมา ควรจะทะเลาะกันให้จบแล้วค่อยทูลเกล้าฯ ในทางหนึ่งทางใด ไม่ใช่ว่าเราขัดแย้งกันอยู่ 2 ทาง แล้วทูลเกล้าฯ ให้พระองค์ชี้ขาด  ต้องไม่ลืมว่านี่เป็นระบอบการปกครองที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง”

ทว่า...ความขัดแย้งยังดำรงอยู่ ทั้งสองขั้วความคิดยังไม่ลดลาวาศอกกัน ยิ่งฉากจบงวดใกล้เข้ามา ยิ่งส่อนัยยะความรุนแรง – การเผชิญหน้าให้เห็นชัดเจนขึ้น

40921n_1l“ดร.ปริญญา” หวังว่า การที่เราจะทะเลาะกันในระบอบประชาธิปไตยนั่นคือเราต้องไม่ฆ่ากัน และเราต้องไม่ปฏิวัติ แล้วเราจะค่อยๆ ดีขึ้นมาได้

“ผมคิดว่าเราดีขึ้นมาเยอะ 14 ตุลาคม 2516 นับตั้งแต่ชุมนุมที่ลานโพธิ์ และกลางสนามบอลธรรมศาสตร์วันที่ 9 ตุลาคม นักศึกษาเดินออกจากธรรมศาสตร์วันที่ 13 ตุลาคม แค่ 5 วันแล้วนองเลือดในตอนเช้าวันที่ 14 เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 เริ่มชุมนุมแบบยืดเยื้อเย็นวันที่ 4 พฤษภาคม จนถึง 17 พฤษภาคม 2 อาทิตย์ถึงนองเลือด นปช.ที่ราชประสงค์ 2 เดือน แล้ว กปปส. 6 เดือนแล้ว หมายถึงเรามีพัฒนาการอะไรบางอย่าง เราไม่ได้แย่มากอย่างที่เราคิด สำคัญมากคือทุกคนต้องช่วยกัน”

“ถ้าเรามองในมุมกลับว่าถ้าเทียบกับอดีตเรานองเลือดไปนานแล้วนะ แต่รอบนี้เราสามารถทนกันมาได้ 6 เดือน ครั้งนี้สูญเสียน้อยกว่า และเมื่อดูคะแนนคุณภาพประชาธิปไตยของโลกที่มีการประเมินมาในปี 2013 เราอยู่ตรงกลาง เราไม่ได้แย่มาก เพราะมีประเทศที่แย่กว่าเราอีกเยอะ สำคัญคือถ้าไม่ฆ่ากัน ไม่ปฏิวัติ หนทางข้างหน้าไม่ได้แย่ มันเป็นช่วงที่เราร่วมกันเปลี่ยนผ่านไปให้ได้”

“ทางออกของประเทศจะเป็นอะไรก็ได้ถ้าคู่ขัดแย้งเห็นตรงกันว่าเป็นทางออก สุดท้ายผมคิดว่ามันต้องคุยกัน มันไม่มีข้างหนึ่งข้างใดที่ชนะเด็ดขาดได้หรอก”

“ทิศทางใหญ่ๆ มันสุดซอยกันไมได้ รัฐบาลจะเอาแต่ว่าต้องเลือกตั้งมันก็ไปไม่รอด ถ้าเลือกตั้งอยู่ข้างเดียว มันต้องมีการเจรจาหรือมาหาทางออกร่วมกัน”

“ดร.ปริญญา” จึงย้ำสูตรทางออกจากวิกฤติให้ทั้ง 2 ฝ่ายมาเจรจา แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง เพื่อเดินหน้าในทิศทางที่เห็นตรงกัน เริ่มจาก “ปฏิรูป”

“ทุกฝ่ายก็ต้องการปฏิรูปประเทศไทย และต้องการการเลือกตั้ง ที่เถียงกันอยู่คืออะไรก่อน อะไรหลัง เราไปด้วยกันเลยได้ไหม ทั้งก่อนและหลังไปด้วยกันหมด แต่ถ้าสุดซอยทั้งคู่มันไปไม่ได้ครับประเทศไทย และทำข้างเดียวไม่สำเร็จ จะเป็นรัฐบาลทำหรือ กปปส.ทำมันต้องร่วมกัน”

“เพราะเมื่อแนวทางแต่ละฝ่ายเหมือนกันส่วนใหญ่ เลือกตั้งเสร็จรัฐบาลต้องปฏิรูป รัฐบาลอยู่ได้แค่ปีเดียว แล้วยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ และพรรคการเมืองต้องมีการผูกมัดประชามติในช่วงก่อนเลือกตั้งหรือพร้อมกับเลือกตั้ง แต่ที่ไม่ตรงกันมีเพียงนายกฯ รักษาการจนถึงวันเลือกตั้งจะเป็นใคร”

“ของคุณอภิสิทธิ์ให้เลือกนายกฯ คนกลาง ซึ่งพรรคเพื่อไทยรับไม่ได้อยู่แล้วเลยทำให้ที่เหลือมันตกไปหมด ถ้าเรามาดูว่าใน ครม.รักษาการ 25 คน มีคนไหนที่ทั้งสองฝ่ายพอรับได้ ให้มาทำหน้าที่รักษาการนายกฯ และวางแผนว่าก่อนเลือกตั้งต้องทำอะไรบ้าง ส่วนการเลือกตั้งถามว่ามันจะยืดไปได้นานแค่ไหน ถ้าเทียบกับปี 2549  ยืดออกไป 5 เดือน  แต่ 20 ก.ค.มัน 3 เดือน เราจะขยับอีก 2 เดือน เพื่อให้เป็น 5 เดือน เหมือนปี 2549 ก็ย่อมทำได้ แล้วค่อยดูว่า 5 เดือน จะต้องทำอะไรบ้าง”

“อันไหนทำได้ก่อนทำเลย วางแผนปฏิรูปร่วมกัน จะตั้งสภาขึ้นมาสักสภาหนึ่งขึ้นมาวางแผน ก่อนทำประชามติผูกมัดไม่ว่าใครก็ตามที่ชนะเลือกตั้งต้องทำ 1 ปี เมื่อทำครบ 1 ปี เลือกตั้งใหม่ ผมว่ามันก็พอไปได้ หรือถ้าขยับไป 6 เดือน หรือ 180 วันมันก็ยังไม่หลุดจากกรอบมากเกินไป” ดร.ปริญญา กล่าว

แต่สูตรดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ อันดับแรกคู่ขัดแย้งต้อง “เจรจา” ดร.ปริญญา ปิดท้ายว่า “ขนาดรบกันแล้ว เกิดสงครามแล้วยังต้องเจรจากัน สงครามโลกรบกันไป 5 ปี ก่อนจะยุติสงครามฝ่ายสัมพันธมิตรยังต้องเจรจากับเยอรมันเพื่อให้เกิดการสูญเสีย ความเสียหายต่อชีวิตผู้คนให้น้อยที่สุด ตอนที่สหรัฐอเมริกาจะถล่มระเบิดปรามณู 2 ลูกก็ยังมีการเจรจากัน”

ไม่เจรจาตอนนี้ยังไงก็ต้องเจรจา แต่เราต้องการเห็นสงครามกลางเมืองเหรอครับ ทำไมต้องฆ่ากันมากกว่านี้ถึงต้องเจรจาล่ะ เราพอจะเห็นอยู่แล้วว่าเดินหน้าไปแบบนี้จะนำประเทศไทยไปสู่อะไร ทางพรรคเพื่อไทย นปช.จะเดินหน้าเลือกตั้งอย่างเดียว โดยทางฝ่ายไม่ลงด้วยมันก็ไม่จบ แต่ฝั่งนี้เอานายกฯ คนกลางก็ไม่จบ นปช.ก็จะประท้วงแบบเดียวกัน นี่คือสิ่งที่มาตั้งโจทย์ร่วมกันว่าประเทศจะออกจากความขัดแย้งไปได้อย่างไร โดยให้สองฝ่ายร่วมกัน”

ทั้งหมดนี้จึงไม่มีข้อสรุปในนาทีนี้ 

m197


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»