เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

ถอดบทเรียน “นักการเมือง” ชนวนเหตุ “ยึดอำนาจ” นาทีระทึกก่อนรัฐประหาร !!!

ทีมข่าว Inside Thai Parliament

“ผมคิดว่าเป็นการยึดอำนาจอย่างสบายๆนะ” นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เริ่มบทสนทนาถอดบทเรียนการยึดอำนาจ วันที่  22 พ.ค.2557   ก่อนที่จะเล่าต่อว่า      การเจรจาไม่มีความคืบหน้าตั้งแต่วันแรกของการประชุม เมื่อวันที่ 21 พ.ค.  จากนั้น ในวันที่สองของการประชุม (22 พ.ค.) แต่ละฝ่ายได้ตอบคำถามจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก ได้ให้การบ้านไว้  ข้อเสนอหรือธงของแต่ละฝ่ายยังคงเป็นเช่นเดิม ไม่สามารถหาจุดร่วมระหว่างกันได้

553000014123301“นิพิฏฐ์” เผยว่า หลังจากที่แต่ละฝ่ายให้คำตอบกับ พล.อ.ประยุทธ์ เสร็จ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. กล่าวในที่ประชุมว่า จะไม่คุยกับพรรคการเมืองหรือนักการเมือง ขอคุยกับทาง นปช. เป็นการส่วนตัว ขณะนั้นเป็นเวลา 16.00 น. ทางผบ.ทบ. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงได้เชิญให้ไปคุยกันอีกห้องหนึ่ง กปปส. 5 คน และทางนปช. 5 คน เท่านั้น  พล.อ.ประยุทธ์ได้ย้ำว่า อีกครึ่งชั่วโมง เจอกัน  หลังจากครบครึ่งชม. เวลาประมาณก่อน 16.30 น. เล็กน้อย  ทั้งสองฝ่ายได้เดินกลับเข้าห้องประชุมใหญ่อีกครั้งหนึ่ง

นิพิฏฐ์” เล่าว่า ตนได้นั่งอยู่ข้างๆ กับนายสมศักดิ์ โกศัยสุข หนึ่งในตัวแทนของ กปปส. จึงได้ถามนายสมศักดิ์ว่า ที่แยกไปเจรจากันได้ความว่าอย่างไรบ้าง ซึ่งนายสมศักดิ์ตอบว่า “เป็นข่าวดี ตกลงกันได้ในหลักการ รายละเอียดเดี๋ยวนายสุเทพ จะชี้แจงในที่ประชุมใหญ่อีกทีหนึ่ง อาจจะมีคุยต่อพรุ่งนี้เล็กน้อยเท่านั้น”  สถานการณ์ในวงประชุมดูเหมือนจะเย็นลง  ต่อมา พล.อ. ประยุทธ์ ได้เรียกนายสุเทพและนายจตุพร แกนนำของ กปปส. และ นปช. ไปคุยกันที่มุมห้องซักครู่หนึ่ง ซึ่งนายนิพิฏฐ์ก็ไม่ทราบว่าเรื่องอะไร หลังจากนั้น ผบ.ทบ. ได้กลับมาที่โต๊ะการประชุมและถามย้ำทุกฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทุกฝ่ายยังคงยืนยันและยึดในแนวทางของตนเอง  พล.อ. ประยุทธ์จึงกล่าวคล้ายกับเป็นการสรุปว่า “งั้นกกต.ไม่ต้องพูดเรื่องเลือกตั้งแล้ว คงอีกยาว ส.ว. ไม่ต้องพูดเรื่องมาตรา 7  ท่าน ผบ. เหล่าทัพมีอะไรจะเพิ่มเติมไหม” จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาได้ยืนขึ้นในวงประชุม และกล่าวว่า

“ผมจำเป็นต้องยึดอำนาจการปกครองประเทศ ตั้งแต่เวลานี้”

เมื่อ พล.อ. ประยุทธ์  พูดจบ  นิพิฏฐ์เล่าว่า “ท่านผบ.ทบ. ได้เดินออกจากห้องประชุมและหันกลับมาพูดว่า ทุกคนในที่นี้ห้ามออกไปไหน” หลังจากนั้น ทหารได้ทยอยเข้ามาอยู่ในห้องประชุม โดยไม่ตอบคำถามใดๆกับผู้ที่เข้าร่วมประชุมเลย บรรยากาศ ณ ขณะที่ พล.อ. ประยุทธ์ยืนขึ้นและประกาศยึดอำนาจการปกครองประเทศ ทุกคนในที่ประชุมอยู่ในอาการนิ่งและมึนงง  มีประกาศขอให้ผู้เข้าร่วมประชุมอยู่ในความสงบ และห้ามออกจากห้องประชุมโดยเด็ดขาด

หลังจาก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศยึดอำนาจการปกครอง และให้ผู้เข้าร่วมประชุมอยู่ในห้องประชุม เวลาประมาณ 18.30 น. นายนิพิฏฐ์เล่าว่า ตนได้บอกกับทหารว่า ผู้ที่อยู่ในห้องประชุมเป็นผู้สูงอายุทั้งนั้น จำเป็นต้องกินยา ไม่งั้นผู้ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องประชุมอาจเป็นอะไรได้  ทางฝ่ายทหารจึงประกาศเรียกคนขับรถขอแต่ละท่าน เพื่อให้ไปนำยามาให้ผู้ที่อยู่ในห้องประชุม

พอถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 22 พ.ค. วันที่ทหารเข้ายึดอำนาจการปกครองของไทยอีกครั้งหนึ่ง ฝ่ายทหารได้ย้ายผู้ที่อยู่ในห้องประชุมไปที่ พล.1  คณะรัฐมนตรีเริ่มมารายงานตัวต่อ คสช.  ทางฝ่ายประชาธิปัตย์จึงถูกแยกไปอีกห้องหนึ่ง  จนเมื่อเวลาประมาณ 1.00 น. ของวันที่23 พ.ค. ทหารถึงปล่อยตัว

จากเหตุการณ์การทำรัฐประหารในครั้งนี้ “นิพิฏฐ์” มองว่า สร้างบทเรียนให้กับหลายๆฝ่าย อย่างแรกคือ นักการเมือง เนื่องจากนักการเมืองและผู้นำทางการเมืองตกลงกันไม่ได้ จึงทำให้ประเทศต้องเสียหายอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนักการเมืองแล้ว ผู้นำการชุมนุม ถือว่าได้บทเรียนจากการทำรัฐประหารในครั้งนี้อย่างมาก แต่ละฝ่ายยึดมั่นในธงของตนเอง ในแนวทางของตนเอง ไม่มีการหาจุดร่วมระหว่างกัน ซึ่งอาจเพราะมีประชาชนคอยเป็นกองเชียร์อยู่มาก จึงเหมือนเป็นการบีบตัวเองอีกทางหนึ่ง “การทำม็อบ ไม่ยากเท่าการสลายม็อบ”  ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การเมืองไทยก็ดำเนินไปอย่างนี้มาตลอด ความวุ่นวายจึงเกิดขึ้นตลอด และทหารจำเป็นต้องทำรัฐประหารอยู่แทบทุกครั้ง

“ถ้าผมเป็นท่าน ผบ. ผมก็เลือกที่จะทำรัฐประหาร เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงและไม่ให้ประเทศเสียหายมากกว่านี้”  นิพิฏฐ์   กล่าว

ส่วนการหยุดวิกฤตอนาคต  “นิพิฏฐ์” มองว่า การร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะรัฐธรรมนูญถือเป็นเรื่องที่สำคัญลำดับต้นๆของระบอบประชาธิปไตย เปรียบรัฐธรรมนูญในอดีตเหมือนสูท ที่คนตัดไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ตัด หากสูทไม่พอดีกับตัวคนใส่ ก็ไม่สามารถไส่ได้ การปฏิรูปกฎหมายเป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ตลอดระยะเวลาที่มีระบอบประชาธิปไตยของไทยมา กฎหมายของประเทศไทยไม่มีความเด็ดขาด ยอมให้นักการเมืองหรือกลุ่มทุน แทรกแซงในระบบตุลาการได้ อย่างคำที่เคยได้ยินว่าแก้ผิดให้เป็นถูกแก้ถูกให้เป็นผิด เพราะฉะนั้น ในอนาคต นักการเมือง รวมถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในทางการเมืองต้องนำเอาบทเรียนนี้ไปแก้ไข เพื่อไม่ให้ประเทศต้องเสียหายไปมากกว่านี้อีก

“หยุดว่านักการเมืองว่าเลว แต่ให้ว่าคนเลว หยุดว่านักการเมืองว่าโกง แต่ต้องว่าคนโกง ประชาชนเป็นอย่างไร นักการเมืองเป็นอย่างนั้น ต้องเริ่มจากการปฏิรูปตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก” เขากล่าวทิ้งท้าย

m197


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»