เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

เปิดศาลทหาร

โดยทีมข่าว Inside Thai Parliament

“ การตัดสินในชองศาลทหารภาวะไม่ปกติคือ ไม่มีการอุทธรณ์หรือ ฎีกา การตัดสินมีครั้งเดียวและถือเป็นอันสิ้นสุด”

ประกาศของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(คสช.) ฉบับ 37 และ 38 ให้อำนาจศาลทหารพิพากษาคดี 3 กลุ่มความผิดประกอบด้วย

1. หมิ่นสถาบัน ตาม ป.อาญามาตรา 107-112          

2. คดีความมั่นคง ตาม ป.อาญามาตรา 113-118

3. คดีผิดประกาศหรือขัดคำสั่ง คสช.

จากคำสั่งนี้ทำให้สังคมกลับมาให้ความสนใจว่า “ศาลทหาร”  มีกระบวนพิจารณาอย่างไร แตกต่างกับศาลของพลเรือนแค่ไหน อย่างไร

ดร.ภูมิ มูลศิลป์ หัวหน้าสาขานิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ  (ABAC) เล่าจุดกำเนิดของศาลทหารให้ฟังว่า 

“ศาลมีมาตั้งแต่โบราณ  สมัยที่ยังมีการสู้รบ ทหารจะต้องอยู่ในวินัย เชื่อฟังปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาการกระทำผิดอาญาบางอย่างที่ทางฝ่ายบ้านเมืองเห็นว่าไม่เป็นความผิดที่สำคัญ แต่ทางทหารถือว่าเป็นความผิดอย่างร้ายแรง เนื่องจาก เป็นผู้ถืออาวุธอยู่ในมือ หากไร้ระเบียบ วินัย จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากกับประชาชน การปกครองทหารจึงใช้วิธีการเช่นเดียวกับการปกครองพลเรือนไม่ได้ จำเป็นต้องอยู่ในระเบียบวินัยที่เข็มงวดยิ่งกว่าพลเรือนจึงต้องมีศาลทหารขึ้นมา มีลักษณะเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด เพื่อกำหนดวินัยของทหาร และดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง”

ดร.ภูมิ เล่าว่า ปัจจุบันศาลทหาร จะมีการพิจารณาคดีทีแตกต่างตามสถานการณ์ 1.ศาลทหารในภาวะปกติ 2.ศาลทหารในภาวะไม่ปกติ และ3.ศาลทหารอาญาศึก ซึ่งเป็นศาลที่ตั้งขึ้นในยามศึกสงคราม   ในปัจจุบันที่ถือว่าเป็นภาวะไม่ปกติ

“ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย การบังคับใช้กฎหมายจึงจำเป็นต้องมีความเด็ดขาด รวดเร็ว เพื่อควบคุมสถานการณ์ ไม่ให้นำไปสู่ความรุนแรง หรือจลาจลได้”

สำหรับกระบวนการพิจารณาคดี ดร.ภูมิ กล่าวว่า ศาลทหารในภาวะปกติ จากเดิมที่มีวิธีพิจารณาแบบเดียวกับศาลยุติธรรมทั่วไป มีศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ในภาวะไม่ปกติ ศาลทหารจะใช้วิธีการพิจารณาคดีครั้งเดียวถือว่าสิ้นสุด ไม่มีการยื่นอุทธรณ์ หรือฎีกาใดๆทั้งสิ้น เพื่อความรวดเร็วและเบ็ดเสร็จในยามที่บ้านเมืองนั้นไม่ปกติ  

ประชาชนอาจได้รับผลกระทบบ้าง แต่ไม่มากนัก

ดร.ภูมิ  กล่าวว่า สำหรับ อำนาจของศาลทหาร ที่สามารถพิจารณาพิพากษาคดี1. หมิ่นสถาบัน ตาม ป.อาญามาตรา 107-112    2. คดีความมั่นคง ตาม ป.อาญามาตรา 113-118 และ    3. คดีผิดประกาศหรือขัดคำสั่ง คสช.        ซึ่งทั้งสามกลุ่มนี้เป็นความผิดที่มีระบุไว้ตามกฎหมายปกติอยู่แล้ว  จึงถือว่าไม่ได้เป็นการริดรอนสิทธิของประชาชน  หากประชาชนไม่กระทำผิดตามกฎหมายปกติ ก็ไม่เป็นอันตรายใดๆ แต่เรื่องที่ประชาชนต้องระวังคือ ตามประกาศต่างๆของคสช. ที่อาจมีการละเมิดสิทธิ      เสรีภาพของประชาชนอยู่บ้าง เช่นเรื่องของการแสดงความคิดเห็น การรับชมสื่อต่างๆ  ประชาชนอาจต้องระวังให้มากขึ้น ไม่ดูหมิ่น หรือไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น สิ่งที่ต้องปฏิบัติตอนนี้คือ หยุดการสุมไฟแห่งการความเกลียดชังให้กับสังคม

ใช้หลักการพิจารณาคดีเช่นเดียวกับศาลยุติธรรมปกติ

ดร.ภูมิ ยังได้กล่าวถึง กระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร ในภาวะไม่ปกติ คนที่มีอำนาจในการฟ้องคือ “อัยการทหาร” เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้รับความเสียหาย จะต้องส่งเรื่องไปยังอัยการทหาร เพื่อให้อัยการทหารพิจารณาว่าคดีนั้นๆมีความผิดและอยู่ในอำนาจของศาลทหารตามที่คสช.ได้ประกาศไว้หรือไม่ หากเห็นสมควรอัยการจึงสั่งฟ้องและให้ศาลทหารดำเนินคดีต่อไป

ในส่วนของอัยการทหารและตุลาการศาลทหาร หากมีไม่พอ โดยกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า สามารถออกคำสั่งให้อัยการปกติทำหน้าที่เป็นอัยการทหาร หรือให้ศาลยุติธรรมปกติ ทำหน้าที่เป็นศาลทหารได้  แต่ที่สำคัญคือ การตัดสินในชองศาลทหารภาวะไม่ปกติคือ ไม่มีการอุทธรณ์หรือ ฎีกา การตัดสินมีครั้งเดียวและถือเป็นอันสิ้นสุด ส่วนในเรื่องการประกันตัวนั้น สามารถทำได้ ตามขั้นตอนของศาลยุติธรรมปกติ

“ในอนาคต หากมีการยกเลิกกฎอัยการศึกแล้ว อำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีก็จะกลับไปสู่ศาลยุติธรรมตามปกติ จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นห่วงมากนัก หากประชาชนไม่ปฏิบัติการอันใดที่ขัดต่อกฎหมาย ก็ไม่เป็นอันตรายใดๆ” ดร.ภูมิ กล่าวทิ้งท้าย

m197

 


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»