เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

ย้อนตำนาน “สนช.” โรงงานปั้ม “กฎหมาย” ของคณะรัฐประหาร

ทีมข่าว Inside Thai Parliament

วัฒนธรรมการเมืองหนึ่งของประเทศไทยหลังรัฐประหารทุกครั้ง จะต้องมีการตั้งองค์กรพิเศษขึ้นมา หนึ่งในนั้นคือ ‘สภานิติบัญญัติแห่งชาติ’ เพื่อทำหน้าที่รากฎหมายแทนสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาตามระบบปกติ

สภานิติบัญญัติแห่งชาติแต่ละยุคสมัยจะมีอำนาจแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับ คณะรัฐประหารในเวลานั้นต้องการจะออกแบบอย่างไร

เปรียบเทียบสภานิติบัญญัติ

ในปี 2534 คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ได้ให้อำนาจสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีอำนาจตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ควบคู่ไปกับตราพระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่นๆ

ส่วนปี 2549 รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กำหนดขึ้นนั้น บัญญัติให้สภานิติบัญญัติมีอำนาจจำกัดเฉพาะการตราพระราชบัญญัติและกฎหมายอื่นๆเท่านั้น โดยให้การยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นความรับผิดชอบของ ‘สภาร่างรัฐธรรมนูญ’ แต่ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีความเชื่อมโยงกับการร่างรัฐธรรมนูญด้วยการให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

ขณะเดียวกัน เมื่อเทียบโครงสร้างของสภานิติบัญญัติแห่งชาติของปี 2534 และ 2549 จะเห็นได้ว่า มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดทั้งในเชิงปริมาณและนัยยะทางการเมือง กล่าวคือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติในยุคของ รสช. มีทั้งสิ้น 292 คน มีนายทหารและตำรวจทั้งในและนอกราชการเข้ามาอยู่ในสภาเป็นจำนวนถึง 157 คน ซึ่งถือเป็นเสียงข้างมากในสภา

รสช.

 นอกจากนี้ ยังมีผู้นำเหล่าทัพที่อยู่ในคณะ รสช. เวลานั้นเข้ามาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วย ได้แก่ พล.อ. สุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก พล.ต.อ. สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ อธิบดีกรมตำรวจ และ พล.อ.อ. เกษตร โรจนนิล ผู้บัญชาการทหารอากาศ ซึ่งทั้งสามคนมีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าคณะ รสช. อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า คณะ รสช. ได้ให้ความสำคัญกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นอย่างมาก ด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2534 ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้ทำหน้าที่จัดทำและให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นที่ รสช. ต้องเข้ามามีบทบาทในสภาเสียเอง

11-20-51-552757938ขณะที่ ในปี 2549 คมช. แต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจำนวน 242 คน มีนายทหารและตำรวจทั้งในและนอกราชการเข้ามาดำรงตำแหน่ง 79 คน แต่มีจุดหนึ่งที่น่าสังเกต คือ ผู้นำเหล่าทัพที่ดำรงตำแหน่งใน คมช. ไม่ได้มาเข้ามาทำหน้าที่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีเพียง พล.ท. ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ยศในขณะนั้น) ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรัฐประหารในฐานะเป็นผู้คุมกำลังเท่านั้นที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ถึงแม้โครงสร้างและภารกิจของสภานิติบัญญัติแห่งชาติในแต่ละสมัยจะมีความแตกต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ การแบกรับความคาดหวังของประชาชนว่า กลไกของการปฎิรูปและพัฒนาไปในแนวทางที่ดี โดยเฉพาะในปี 2549 สภานิติบัญญัติแห่งชาติต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างสูง

ทั้งนี้ เป็นเพราะถูกจับตาว่า จะเป็นความหวังของสังคมที่จะตรากฎหมายเพื่อการปฎิรูปประเทศและนำไปสู่การสร้างความเป็นธรรมในด้านเศรษฐกิจ สังคม และ การเมือง ให้สมกับเหตุผลที่คมช. ต้องทำการรัฐประหารยึดอำนาจมาจาก พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร แต่ปรากฏว่ากลับมีแค่ผลงานในเชิงปริมาณเท่านั้น

ในด้านปริมาณ นับตั้งแต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติเข้ามาทำหน้าที่ระหว่างวันที่ 20 ต.ค. 2549 – วันที่ 21 ธ.ค. 2550 สามารถออกฎหมายได้ถึง 218 ฉบับ แบ่งเป็นพระราชประกอบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. และพระราชบัญญัติธรรมดา 215 ฉบับ

ทว่า ในเชิงคุณภาพ สภานิติบัญญัติแห่งชาติกลับมีการบริหารจัดการภายในที่ผิดพลาด เพราะได้พิจารณาให้ความเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติทั้งที่ๆองค์ประชุมไม่ครบ เป็นผลให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้กฎหมายที่มีปัญหาดังกล่าวตกไป 6 ฉบับ

หนึ่งในกฎหมายที่สำคัญและจะมีผลต่อการปฎิรูปการเมือง แต่ปรากฏว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติต้องมาตกม้าตาย คือ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม โดยมีสาระสำคัญตรงที่มีการวางมาตรการให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในหน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะ

กฎหมายดังกล่าวถูกคาดหวังว่า จะออกได้ในสมัยของสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อให้การแก้ไขเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนมีความเป็นระบบมากขึ้น เพราะไม่มีทางที่สภาของนักการเมืองในระบบปกติจะยอมตรากฎหมายลักษณะนี้ แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผลสำเร็จ

ดังนั้น บทเรียนในอดีตจึงเป็นเครื่องเตือนสติสำคัญให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในปัจจุบันว่า จะทำอย่างไรเพื่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ตัวเองกำลังจะตั้งขึ้นมีประสิทธิภาพทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพไปพร้อมกัน

ที่สุดแล้ว การปฎิรูปประเทศให้ได้ผลและเป็นรูปธรรมนั้น แม้ด้านหนึ่งจะต้องให้เวลาในการสร้างจิตสำนึกร่วมกันของสังคม แต่การปฎิรูปที่ว่านั้นจะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เลยหากขาดกฎหมายที่จะเข้ามาเป็นเครื่องมือควบคุมให้ทุกฝ่ายอยู่ในกติกา

m197


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»