เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

ย้อนรอย“สภาปฎิรูป” ในอุ้งมือ “วิษณุ เครืองาม”

ทีมข่าว Inside Thai Parliament

m197

ชื่อของ  “วิษณุ เครืองาม”  อดีตรองนายกรัฐมนตรี กลับมาเป็นประเด็นทางการเมืองอีกครั้งหลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายพร้อมกับเป็นหัวหน้าคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว

“อาจารย์วิษณุ” นับเป็นนักกฎหมายมหาชนที่ถูกจัดให้อยู่ในแถวเดียวกันกับ“มีชัย ฤชุพันธ์” อดีตประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และ “บวรศักดิ์ อุวรรณโน” เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ด้วยคุณวุฒิทางด้านกฎหมายที่เพียบพร้อมทำให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถึงกับต้องส่งเทียบเชิญให้ออกจากตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อมาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เพื่อรับผิดชอบงานด้านกฎหมายในระหว่างปี 2545-2549 ก่อนจะลาออกจากตำแหน่งก่อนเกิดการรัฐประหารในปี 2549

ทั้งนี้ ในช่วงที่ประเทศปกครองภายใต้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) อาจารย์วิษณุยังได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วย

ดังนั้น การกลับมาปรากฏตัวในเส้นทางการเมืองอีกรอบของอาจารย์วิษณุทำให้เกิดความน่าสนใจว่าคสช.จะทำการออกแบบ “สภาปฎิรูปการเมือง”  ที่จะมีหน้าที่เข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับให้มีหน้าตาอย่างไรผ่านการตรารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว

ย้อนกลับไปในปี 2534 ภายหลังจากคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ได้ทำการรัฐประหารล้มรัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ จากนั้นได้ยกเลิกการใช้รัฐธรรมนูญพ.ศ.2521 และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเพื่อตั้งรัฐบาลมาทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร และ สภานิติบัญญัติแห่งชาติมาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ

รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว กำหนดให้การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่ในมือของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวคือ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งหนึ่งในบุคคลที่อยู่ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้น คือ “วิษณุ เครืองาม” โดยมี“มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน และเมื่อคณะกรรมาธิการได้ทำการยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วจะต้องส่งมาให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติลงมติให้ความเห็นชอบอีกครั้งในขั้นตอนสุดท้าย

ถัดมาในปี 2539ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญพ.ศ.2534 เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมูญ (ส.ส.ร.) โดยกำหนดให้สมาชิกส.ส.ร.จำนวน 99 คนแบ่งเป็นจากการเลือตั้ง 76 คนและตัวแทนนักวิชาการ 23 คน มีกำหนดเวลาในการจัดทำรัฐธรรมนูญที่ต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน240 วัน

ครั้งนั้นมีการตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 29 คน โดยการจะทำให้รัฐธรรมนูญที่สภาร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการจัดทำนั้นสามารถมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อที่ประชุมรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ซึ่งการพิจารณาในชั้นนี้ทางรัฐสภาจะไม่สามารถเพิ่มเติมหรือแก้ไขบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งที่สุดแล้วรัฐสภาก็ให้ความเห็นชอบตามที่ส.ส.ร.เสนอ

m197

ส่วนการยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุดในปี 2549 ปฎิเสธไม่ได้ว่า คมช.และกองทัพได้เข้ามามีอำนาจและบทบาททั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างชัดเจน โดยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวได้ออกแบบให้กระบวนการในการได้มาซึ่งส.ส.ร.และการยกร่างรัฐธรรมนูญมีความซับซ้อนอยู่พอสมควร

เริ่มตั้งแต่การเปิดโอกาสให้คมช.เป็นผู้คัดเลือกผู้ที่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสมัชชาแห่งชาติให้เหลือ 100 คนจาก 200 คนเพื่อเข้าไปทำหน้าที่ส.ส.ร. ต่อด้วยการให้คมช.สามารถตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้จำนวน 10 คนจากทั้งหมด 35 คน โดยที่เหลืออีก 25 คนมาจากความเห็นชอบของที่ประชุมส.ส.ร. และสุดท้ายในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมส.ส.ร.และการทำประชามติจากประชาชน ทางคมช.จะมีอำนาจประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรีเพื่อนำเพื่อนำรัฐธรรมนูญที่เคยบังคับใช้ก่อนหน้านี้มาทำการปรับปรุงและประกาศใช้ได้ทันที

โดยสรุปแล้วอาจกล่าวได้ว่าการปฎิรูปการเมืองที่ต้องกระทำการผ่านการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้ง 3 ครั้งล่าสุดที่ผ่านมา ไม่ได้มีความเป็นอิสระจากผู้มีอำนาจรัฐในมือขณะนั้นเท่าไหรนัก

ดังจะเห็นได้การให้ที่ประชุมรัฐสภาที่ตัวเองเป็นฝ่ายกุมเสียงข้างมากเป็นผู้พิจารณาในขั้นตอนสุดท้ายอย่างที่เกิดขึ้นกับการจัดทำรัฐธรรมนูญในปี 2534 และ 2539 หรือในกรณีที่ผู้มีอำนาจรัฐเข้ามาจัดการด้วยตัวเองตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกผู้ที่จะมาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างที่ปรากฏให้เห็นมาแล้วจากการจัดทำรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2549

ดังนั้น ที่สุดแล้วรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจะมีขึ้นในอนาคตจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนและนำไปสู่การปฎิรูปประเทศได้อย่างแท้จริงหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบคสช.แต่เพียงผู้เดียว

m197


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»