เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

จับตาวาระปฏิรูปการเมืองผ่านคณะผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

“ …ตลอดจนเพื่อเป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และอื่น ๆ เพื่อให้เกิดความชอบธรรมกับทั่วทุกฝ่าย…”

ถ้อยแถลงการณ์ข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 1/2557 ในการเข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่าน นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะ ฯ และในวันเดียวกันนั้นได้มีประกาศให้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เป็นอันสิ้นสุดลง

นัยยะของคำประกาศฯ และบริบททางการเมืองที่มีการชุมนุมประท้วงเป็นเวลากว่าครึ่งปีได้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการปฏิรูปการเมืองไทยอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ภารกิจเร่งด่วนของคณะรักษาความสงบแห่งชาติคือนโยบายปรองดองและการสลายสีทางการเมือง ดังจะเห็นได้จากกิจกรรม “คืนความสุข”   ในเขตกรุงเทพมหานคร หรือกิจกรรมสานสามัคคีในต่างจังหวัดโดยการเชิญแกนนำมวลชนในพื้นที่มาพบปะพูดคุยเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการปรองดอง เป็นต้น

อย่างไรก็ดี  ประเด็นที่สำคัญยิ่งซึ่งสังคมทุกภาคส่วนกำลังจับตามองคือกระบวนการปฏิรูปการเมืองภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติและการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ?  และจะสามารถนำไปสู่วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ได้หรือไม่ ?  ประเด็นเหล่านี้จึงเป็นภาระอันหนักอึ้งที่ตกอยู่กับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาและคณะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้  อาจกล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นก้าวแรกที่จะสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองไทยครั้งสำคัญ  แต่ทั้งนี้  สิ่งที่สำคัญไปมากกว่านั้น คงหนีไม่พ้นกระบวนการและกลไกต่างๆ ที่จะไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใด?  อย่างไรก็ดี เมื่อทบทวนกระบวนได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญของไทยพบว่ามีที่มาอยู่ 2 ประการคือ

หนึ่ง  กระบวนการได้มาโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า เช่น กรณีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ได้ถูกร่างขึ้นโดยอาศัยอำนาจจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 6) ซึ่งกำหนดให้มี “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

สอง  กระบวนการได้มาโดยอาศัยการยึดอำนาจการปกครอง ในประเด็นหลังนี้จะพบว่าการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญภายหลังการเข้ายึดอำนาจนั้น คณะยึดอำนาจการปกครองจะมีการประกาศใช้ “รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว”  เพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร เช่น รัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 และ 2550  แต่อย่างไรก็ดี กระบวนมาได้ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับถาวรในแต่ละครั้งจะมีความแตกต่างกันไปตามแต่บริบททางการเมืองในช่วงเวลานั้นๆ  กล่าวโดยสรุปคือ  รัฐธรรมนูญฉบับปี 2534  ได้ผ่านกระบวนการร่างมาโดยกลไกของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญเพียง 2 หน่วยงานเท่านั้น เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ความเห็นชอบก็สามารถประกาศเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรได้เลย แต่ในขณะเดียว รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ได้ถูกออกแบบมาให้มีหลายภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการร่าง เช่น สมัชชาแห่งชาติ สภาร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ ยังกำหนดให้มีการลงประชามติเพื่อเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว

ดังนั้นจะเห็นว่า รัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับข้างต้น จะมีที่มา กระบวนการและกลไกต่างๆ ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อย่างน้อยที่สุดคือการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ของสังคม

อย่างไรก็ดี  ภายหลังการเข้ายึดอำนาจการปกครองซึ่งนำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยเหตุผลเพื่อต้องการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง แก้ไขปัญหาความแตกแยกของสังคม และต้องการนำสังคมไปสู่ความปรองดองนั้น  มีประเด็นที่สมควรพิจารณาอย่างน้อย 2 ประเด็น คือ

หนึ่ง  กระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะออกมาในรูปแบบใด ? จะมีกระบวนการที่อำนาจในการร่างรัฐธรรมนูญเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือนกรณีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2534  หรือ จะมีการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมดังเช่นกรณีรัฐธรรมนูญฉบับปี  2550 ทั้งนี้ สัดส่วนตัวแทนในการร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

สอง  การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะส่งผลให้มีการปฏิรูปโครงสร้างการเมืองและสภาพบรรยากาศของสังคมจะเป็นไปในทิศทางใด จะสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ของสังคมและจะสามารถสร้างบรรยากาศแห่งความปรองดองให้เกิดขึ้นได้หรือไม่ มากน้อยแค่ไหน ?

เปรียบเทียบกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ดี  การออกแบบกระบวนการสำหรับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงกระบวนการประชาธิปไตยระลอกใหม่ เพราะสภาพปัญหาต่างๆ ของสังคมไทยคงต้องอาศัยมุมมองจากหลายภาคส่วนเข้ามาพูดคุยและแลกเปลี่ยนทัศนคติ  ในทางตรงกันข้าม กลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียวคงไม่สามารถสะท้อนหรือเป็นตัวแทนในการอธิบายสภาพปัญหาต่างๆ ที่เกิดได้  นอกจากนี้ ความหลากหลายของภาคส่วนต่างๆ ยังเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นสัญญาณของการปรองดองในสังคมการเมืองที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น  ภายหลังที่มีความแตกแยกอย่างรุนแรงในห้วงเวลาที่ผ่าน

ทั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่า ประเด็นทั้งสองข้างต้น ถือเป็นก้าวแรกในการพิสูจน์ว่าการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองและนโยบายสร้างความปรองดองของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ?

คงต้องกล่าวไว้ด้วยว่า ถึงแม้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญจะมีภาคส่วนต่างๆ ของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมแต่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะนำไปสู่เสถียรภาพทางการเมืองและความสงบสุขของสังคมโดยรวม ดังจะเห็นได้จากกรณีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมานานัปการ ดังวิกฤตการณ์ทางการเมืองในยุคหลังที่ผ่านมานี้ซึ่งเป็นตัวชี้วัดถึงความล้มเหลวได้เป็นอย่างดี เพราะทั้งนี้ รัฐธรรมนูญหาใช่เป็นเพียงกฎหมายสูงสุดที่จัดโครงสร้างและอำนาจทางการเมืองเท่านั้น แต่จะต้องตั้งอยู่บนรากฐานของความเป็นประชาธิปไตยที่เน้นกระบวนการการมีส่วนร่วม   ยิ่งไปกว่านั้น จะต้องสามารถอำนวยความเป็นธรรมให้กับทุกภาคส่วนของสังคม และประชาชนทุกคนโดยเสมอภาคกัน

โดยสรุปแล้ว  การปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง และการสร้างความปรองดองเพื่อแก้วิกฤตการณ์ของชาติ จึงเป็นภารกิจที่ท้าทายและหนักอึ้ง ไม่ว่าจะเป็นกระบวนได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือแม้แต่โครงสร้างทางการเมืองและสภาพบรรยากาศของสังคมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้  ดังนั้น การปฏิรูปภายใต้อุ้งมือของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาและคณะจึงมีต้นทุนและเดิมพันสูง  เพราะปัจจัยเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งซึ่งกำหนดชะตาอนาคตทางการเมืองและความสงบสุขของสังคมไทยทั้งสิ้น

m197


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»