เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

ย้อนนาทีชีวิต “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” ก่อนตกเก้าอี้ มท.1

m197

 

ทีมข่าว Inside Thai Parliament

“จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นหนึ่งในหลายสิบคน ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรียกให้มารายงานตัวเพื่อปรับทัศนคติ

และเขาก็เป็นหนึ่งในหลายสิบคนที่ไม่ยอมมารายงานตัวกับ คสช. กระทั่งถูกออกหมายจับ อันมีหมายเหตุพ่วงท้ายว่า “ซึ่งบุคคลที่ไม่มารายงานตัวต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

แถมยังเป็น 1 ใน 3 คน ร่วมกับ “จาตุรนต์ ฉายแสง” อดีต รมว.ศึกษาธิการ และ “สมบัติ บุญงามอนงค์” หรือ บก.ลายจุด ที่ คสช.สั่งระงับการทำธุรกรรมทางการเงิน เพราะการขัดขืนคำสั่งไม่ยอมมารายงานตัว

แต่บัดนี้ทั้ง “จาตุรนต์” และ “สมบัติ” ได้ถูกจับกุมและขึ้นศาลทหารเรียบร้อยแล้ว โดย “จาตุรนต์” ได้รับการประกันตัว ส่วน “บก.ลายจุด” กำลังต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิประกันตัวเช่นเดียวกับอดีต รมว.ศึกษาธิการ

เหลือเพียง“จารุพงศ์” เท่านั้นที่ยังหลบหนี!

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ “พ.ต. อนันธิยศิริ เฮงตระกูล” เสนาธิการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 36 (เสธ.ฉก.ทพ. 36) จ.แม่ฮ่องสอน ที่ดูแล 157 กิโลเมตร บริเวณพื้นที่ตะเข็บชายแดนอีสาน ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการคุมเข้มบุคคลเข้า-ออกพรมแดน

แต่ที่ผ่านมา ยังไม่พบร่องรอยบุคคลต่างๆ รวมไปถึงนายจารุพงศ์ อยู่ในพื้นที่ อีกทั้งตำรวจ สภ.ปาย ออกหมายจับ นายจารุวงศ์ เรืองสุวรรณ ลูกชายนายจารุพงศ์ ในคดีไม้เถื่อนอีกด้วย คาดว่าทั้ง นายจารุพงศ์และลูกชาย ได้หลบหนีจากพื้นที่ไปแล้ว

ดังนั้น พิกัดที่ “จารุพงศ์” ซ่อนตัวอย่างเป็นทางการไม่มีใครยืนยันได้ มีเพียงการ “คาดการณ์” ว่า อดีตเจ้าของรหัส มท. 1 ได้หลบเข้าไปอยู่ในเขตแดนประเทศลาวพร้อมกับลูกชาย

m197

โดยรายงานบางกระแสอ้างว่า “จารุพงศ์” ไปเคารพศพผู้บริหารระดับสูงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่เสียชีวิตจากเครื่องบินตก ตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. และยังไม่ได้กลับเข้ามาประเทศไทยอีกเลย

ขณะที่แหล่งข่าวใกล้ชิด “จารุพงศ์” เปิดเผยทีมข่าว “Inside Thai Parliament” ว่า หลังจาก “จารุพงศ์” เดินทางไปยังประเทศลาวเพื่อเคารพผู้บริหารระดับสูงประเทศลาว ได้กลับมายังประเทศไทยทันที แต่ยังแวะตรวจราชการอยู่พบปะผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอบริเวณพื้นที่อีสานเหนือ และอีสานกลาง

ซึ่งขณะนั้นเป็นจังหวะเดียวกับสถานการณ์การเมืองใน กทม. เริ่มส่งกลิ่นผิดปกติ มีการสับเปลี่ยนกำลังทหารกันอย่างผิดสังเกต รถถัง รถหุ้มเกราะออกมาวิ่งกลางถนน จากภูธรมุ่งหน้าสู่เขตทหารใจกลางกรุง แม้ได้รับการบอกกล่าวจากกองทัพว่า เป็นการเคลื่อนย้ายกำลังพลตามปกติ แต่ไม่มีใครคาดเดาสถานการณ์ได้

เช่นเดียวกับวอร์รูมคณะกรรมการกิจการพรรคเพื่อไทย ประเมินสถานการณ์ขั้นเลวร้ายที่สุดคือ ทหารลุกขึ้นรัฐประหาร แต่ยังไม่มีใครทราบ วัน ว. เวลา น. ที่แน่ชัดทำให้ “จารุพงศ์” ตัดสินใจเดินสายรอดูสถานการณ์อยู่ต่างจังหวัด

และทันทีที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร โทรศัทพ์ส่วนตัวของ “จารุพงศ์” ก็ถูกปิดลงทันที เหลือเพียงโทรศัพท์ที่ใช้ติดต่อกันภายเฉพาะรัฐมนตรี – บุคคลสำคัญเท่านั้น

แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มดูคลี่คลาย หลังจาก “พล.อ.ประยุทธ์” เชิญคู่ขัดแย้ง 7 ฝ่าย ทั้ง กปปส. นปช. พรรคเพื่อไทย รัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ วุฒิสภา คณะกรรมการการเลือกตั้ง มาเจรจากันในวันแรก ทุกฝ่ายที่เข้าร่วมประชุมต่างบอกในทำนองเดียวกันว่า “สัญญาณดี” เพราะ “พล.อ.ประยุทธ์” ได้เปิดให้คู่ขัดแย้งเคลียร์ใจ และให้การบ้านทุกฝ่ายไปคิดคนละ 5 ข้อ ก่อนมาส่งคำตอบในวันรุ่งขึ้น

แต่ไม่มีใครนึกว่านั่น.. เป็นแผนที่ทำให้ทุกฝ่าย “ตายใจ” ก่อนยึดอำนาจในเวลาต่อมา รวมถึง “จารุพงศ์”ซึ่งเขาก็ยังไม่มั่นใจสถานการณ์นัก

เพราะก่อน คสช. ยึดอำนาจ เพียง 2 ชั่วโมง “จารุพงศ์” เดินทางโดยรถยนต์ออกจาก จ.ขอนแก่น มุ่งหน้าสู่ กทม. แทนที่จะนั่งเครื่องบินเพื่อความรวดเร็วเฉกเช่นรัฐมนตรีคนอื่น

แหล่งข่าวใกล้ชิด “จารุพงศ์” ประเมินว่า มท.1 ออกจาก จ.ขอนแก่น ในเวลา 14.00 น. ก่อนจะเกิดรัฐประหารในเวลา 16.00 น.เป็นไปได้ว่าขบวนรถของ “จารุพงศ์” อาจถึงนครราชสีมาแล้ว ก่อนจะหันหัวรถกลับไปยังแนวตะเข็บชายแดน เพื่อหลบหนีออกนอกประเทศ

อย่าลืมว่า ก่อนการยึดอำนาจเขามียศเป็นถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แม้อำนาจในเมืองกรุงจะถูกยึดเบ็ดเสร็จ

แต่สำหรับในต่างจังหวัด เขายังคงได้รับการเกรงใจจากผู้ว่าฯ นายอำเภอ เพราะเขายังสามารถใช้อำนาจ – บารมี ที่เป็น รมว.มหาดไทย ได้จนถึงนาทีสุดท้าย

ว่ากันว่าอาจเป็นด่านชายแดน จ.หนองคาย ที่เขาใช้หลบหนี...

ขณะที่มีอีกสมมติฐานหนึ่งที่คนใกล้ชิดคาดว่า “จารุพงศ์” ซ่อนตัวคือ บ้านของบุตรสาวอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา

แต่ไม่ว่า “จารุพงศ์” จะซ่อนตัวใน “ลาว” หรือ “สหรัฐฯ” แต่ตัวตนของเขาบนโลกออนไลน์ยังเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง

นับจาก คสช. ยึดอำนาจ เขาได้โพสต์จดหมายถึง คสช. ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว รวม 3 ฉบับ โดยระบุว่า จะไม่ก้มหัวให้ คสช. และจะไม่ยอมให้ถูกจับกุม

ซึ่งเป็นที่ทราบดีในพรรคเพื่อไทยว่า “จารุพงศ์” ไม่เล่นเฟซบุ๊กเอง แต่มี “ทีมงาน” คอยอัพเดทความเคลื่อนไหวให้ ดังนั้น เขาจึงเขียนจดหมายด้วยลายมือ ก่อนถ่ายรูปแล้วส่งมายังทีมงานในเมืองไทย ให้ช่วยอัพเดทความเคลื่อนไหวลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว

อาจเป็นเพราะสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนทำให้ “จารุพงศ์” เลือกใช้รถยนต์แทนการนั่งเครื่องบิน

อาจเป็นเพราะเขาเคยเรียนหลักสูตร วปอ. รุ่น 4111 อันเป็นรุ่นที่นายทหารที่เคยร่วมก่อการยึดอำนาจเมื่อตอน 19 ก.ย.2549 เรียนเป็นจำนวนมาก

ทั้ง พล.อ. เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อ. ชลิต พุกผาสุข อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.อ. วินัย ภัทธิยกุล อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

และในคืนยึดอำนาจเมื่อ 7 ปีก่อน เขายังเคยถูกทาบทามให้ร่วมเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พร้อมกับเพื่อนร่วมเรียน “นิติศาสตร์” ม.ธรรมศาสตร์ และเพื่อนในแวดวงราชการอีกหลายคนแต่เขาปฏิเสธคำชวน

ทำให้เขาอาจได้รับสัญญาณจากพงศาวดารกระซิบว่า จะมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้น จนเขาต้องระวังตัวเป็นพิเศษ ถึงขั้นหาทางหนีทีไล่

หรืออาจเป็นเพราะ เขาอยากเดินตามรอยเท้าผู้เป็น “บิดา” – จารุบุตร เรืองสุวรรณ อดีตประธานรัฐสภา ซึ่งเคยเป็นเสรีไทย สายอังกฤษ เดินเกมใต้ดินปลดแอกความเป็นอิสระออกจากการเป็น “ฝ่ายอักษะ” จนตอนนี้เขาได้กลายเป็นอดีตนักการเมือง ที่เตรียมการเคลื่อนไหวใต้ดินเต็มตัว พร้อมพวก – เพื่อน พรรคเพื่อไทยที่หลบหนีไปเยี่ยงเขา อย่าง “สุนัย จุลพงศธร” อดีต ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะที่เคยนั่งเป็นประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร และ จักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ

ทั้งหมดเป็นเรื่องราวชีวิตของ “จารุพงศ์” หลังสิ้นอำนาจ

m197


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»