เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

วัดผลงาน 1 เดือน คสช. เกมยึดอำนาจควบแผนการตลาดของ “บิ๊กตู่”

ทีมข่าว Inside Thai Parliament

ผ่านมาครบ 1 เดือนเต็ม สำหรับการเข้ายึดอำนาจการบริหารประเทศโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นหัวหน้าคณะ

เป็น 1 เดือนเต็ม ภายใต้สโลแกน “คืนความสุข” ดังกระหึ่มไปทั่วประเทศ ตั้งแต่คนกรุงในเมืองหลวง ยันชาวไร่ ชาวนาตามต่างจังหวัด

เป็น 1 เดือนเต็มที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ได้รับ “ดอกไม้” มากกว่า ก้อนหิน – ก้อนอิฐ

ยืนยันด้วย “สวนดุสิตโพล” แห่ง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,614 คน ระหว่างวันที่ 1 – 21 มิ.ย. 2557 หลัง คสช. เข้าควบคุมอำนาจบริหารประเทศ ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. จนถึงบัดนี้ เป็นเวลา 1 เดือน

พบว่าระชาชนให้คะแนนผลงาน 8.82 จากเต็ม 10 คะแนน

แยกเป็นร้อยละ 72.79 มองว่าทำให้บรรยากาศบ้านเมืองดีขึ้น สงบสุข ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง

รองลงมาร้อยละ 69.60 เห็นว่าสามารถแก้ไขปัญหาสำคัญได้หลายเรื่อง เช่น ตรวจสอบงบ ช่วยชาวนา ลดค่าครองชีพ

สำหรับความพอใจของคนไทยที่มีต่อ คสช. ร้อยละ 50.48 พึงพอใจมาก เพราะบ้านเมืองสงบสุข สังคมเป็นระเบียบ คสช. สามารถแก้ปัญหาได้รวดเร็วและตรงจุด

จุดเด่นของ คสช. ประชาชนร้อยละ 49.02 เห็นว่า ใช้อำนาจหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม ทำงานรวดเร็ว เด็ดขาด โดยเฉพาะการจ่ายเงินจำนำข้าว

สิ่งที่ประชาชนอยากบอก คสช. ร้อยละ 44.08 ขอเป็นกำลังใจ และขอให้ทำงานต่อไปด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต

รองลงมาร้อยละ 34.02 อยากให้แก้ปัญหาที่สำคัญอย่างเร่งด่วน เช่น เศรษฐกิจ ทุจริตคอร์รัปชั่น ความขัดแย้ง

ร้อยละ 21.90 อยากให้เร่งปฏิรูปประเทศให้เจริญก้าวหน้า และมีเสถียรภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติ

แต่ก็มีร้อยละ 37.98 ที่มองอุปสรรคของ คสช.คือ มีบางกลุ่มไม่ยอมรับ ต่อต้าน เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ

m258

แม้ตามปกติภายหลังทหารเข็นรถถังเข้ายึดอำนาจ ไม่ว่ารัฐประหารของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ปี 2534 หรือ รัฐประหารภายใต้คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ปี 2549 ในรอบ 20 ปีหลังขุนทหารจะได้รับเสียงชื่นชมดังเซ็งแซ่ว่าเข้ามาช่วยกอบกู้วิกฤติชาติ มีคนแห่แหนไปมอบดอกไม้ แต่ทว่าการรัฐประหารทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา กลับลงเอยด้วยความเจ็บปวดของกองทัพในตอนจบ

เพราะปี 2534 จบด้วยการนองเลือด ขณะที่ปี 2549 ปิดฉากด้วยการถูกรุมประณามว่า เป็นต้นตอของความขัดแย้งที่ร้าวลึกจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น การรัฐประหารภายใต้การนำของ “พล.อ.ประยุทธ์” โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยคาวเลือดและย้ำความขัดแย้ง

แต่ว่ากันว่า การรัฐประหารในศักราช 2557 “พล.อ.ประยุทธ์” ได้เตรียมตัวมาดี อุดช่องโหว่การรัฐประหารล้มเหลวจากปี 34 และ 49

มีการวางแผนบริหารประเทศแบ่งเป็นขั้นเป็นตอนทั้งหมด 3 ระยะ ทั้ง ตีกรอบโรดแมปครอบคลุมทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม

พ่วงด้วยการใช้กลยุทธ์ด้านการตลาดเข้ามาจับ โดยคิดค้น “catchword” ขึ้นมา เพื่อให้คนจับต้องโรดแมปได้ คสช.ง่ายขึ้น เป็นการสร้างคะแนนนิยมให้กับ คสช.

m259

เหมือนเช่นพรรคการเมืองที่มักใช้กันบ่อยๆ ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน จนถึง พรรคเพื่อไทย ที่มี “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นต้นตำหรับในการผลิต “catchword”  มากมาย อาทิ 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน รถยนต์คันแรก

หรือแม้ขั้วตรงข้ามอย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังใช้ catchword ว่า “99 วันทำได้จริง”

ที่สำคัญ “พล.อ.ประยุทธ์” แต่งเพลง “คืนความสุขให้ประเทศไทย” มี “วิเชียร ตันติพิมลพันธุ์”  เป็นผู้เรียบเรียงคำร้องและทำนอง ทำให้กลายเป็นเพลงฮิตติดหูไปอย่างรวดเร็ว ถึงขนาด “อัสนี โชติกุล” นักร้องในตำนานยังมาร้องในเวอร์ชั่น cover  ถูกเผยแพร่กระจายไปทั่วโลกโซเชียลมีเดีย

จึงทำให้การรัฐประหารของ คสช. ผิดแผกจากรัฐประหารทุกครั้งที่เกิดขึ้นในเมืองไทย

เมื่อนำไปเทียบกับรัฐบาล “ขิงแก่” ที่มี “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งบริหารประเทศภายใต้การดูแลของ “พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน” หัวหน้าคณะรัฐประหารปี 2549 จะยิ่งเห็นความแตกต่าง โดยเฉพาะมิติด้านการลงทุน

เพราะในรัฐบาล “พล.อ.สุรยุทธ์” ไม่กล้าเสี่ยงที่จะทุ่มเม็ดเงินผุดโครงการบิ๊กโปรเจกต์ต่างๆ  ในการเพิ่มโอกาสการแข่งขันด้านเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ เน้นรอรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้ขับเคลื่อนแทน

“จะยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทาน เราคงไม่ได้มุ่งเรื่องของตัวเลขจีดีพีมากนัก แต่คงจะดูในเรื่องของตัวที่วัดความผาสุกของพี่น้องประชาชนมากกว่า” พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าว

ส่วนในยุค คสช. ของ “พล.อ.ประยุทธ์” นั้น เขาได้กล่าวผ่านรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” เมื่อค่ำวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมาถึงแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ว่า มาตรการที่สำคัญ เพื่อจะให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในทุกระดับ การบริโภค การจ้างงาน เพื่อจะนำเม็ดเงินลงสู่ประชาชน คสช.จะติดตามผลของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งอาจมีการพิจารณางบประมาณภาครัฐเพิ่มเติมในระหว่างปีให้เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ให้กับประชาชน

“แผนการลงทุนที่ คสช.เร่งรัดให้เกิดประโยชน์กับประชาชนและสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนที่จะเร่งดำเนินการเริ่มต้นในปีงบประมาณ 2557 นี้ ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย การสร้างรถไฟรางคู่ ซึ่งขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย กระทรวงคมนาคม ได้จัดทำรายละเอียดเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว พร้อมที่จะเข้าพิจารณาจาก คสช.”

ไม่แปลกที่ คสช.เข้ามาควบคุมอำนาจได้เพียง 1 เดือน ได้เสียงตอบรับทั้งจากนักธุรกิจ และ ประชาชน

ยังไม่รวมถึงมาตรการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในสังคมที่หมักหมมมานาน เช่น จัดระเบียบแรงงานต่างด้าว การปราบปรามชบวนการค้ายาเสพติด ปราบมาเฟียบ่อนการพนัน ตู้ม้า หวยใต้ดิน วินมอร์เตอร์ไซค์รับจ้าง แท๊กซี่ รถตู้ แก้ปัญหาการสลากกินแบ่งเกินราคา วางแผนการสลายสีเสื้อสร้างความปรองดอง ไปจนถึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาการปฏิรูปการเมืองฯลฯ

สอดแทรกด้วยโปรโมชั่น “คืนความสุข” ในรูปแบบต่างๆ อาทิ ให้คนไทยได้ชมภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรในโรงหนังฟรี หากพื้นที่ไหนอยู่ห่างไกลเมือง คสช.ก็จัดหนังกลางแปลงไปฉายถึงที่ แถมด้วยการเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คอบอลหลายสิบล้านคนได้ดูบอลโลกฟรีครบทั้ง 64 แมตช์

ในอดีต เคยมี “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” ผู้นำรัฐประหารที่ทำให้ ” น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก” กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น สร้างมหาวิทยาลัยครบ 4 ภาค

ในปัจจุบัน ต้องจับตาดูว่า ในบรรทัดสุดท้ายของ “พล.อ.ประยุทธ์” จะทำให้ไทยพลิกโฉม หรือ ย่ำอยู่กับที่

m197


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»