เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

ถอดรหัสประเทศ ไทย ผ่านเสวนา “ยกเครื่องประเทศไทย โจทย์ใหญ่ปฎิรูปประเทศ

โดยทีมข่าว Inside Thai Parliament

เสวนา “ยกเครื่องประเทศไทย โจทย์ใหญ่ปฎิรูปประเทศ" “จรัส” ชูธงผ่าตัดอำนาจต้องกระจายอำนาจส่วนกลางสู่ท้องถิ่น มุ่งปฏิรูปรัฐรวมศูนย์ “ผ่านจังหวัดปกครองตนเองต้นแบบ” 30 จังหวัด นำร่อง ส่วน “ธีรภัทร์”ย้ำต้องทำคู่ปราบคอรัปชั่นเด็ดขาด “หมอพลเดช” แง้มคณะทำงานงานปฏิรูปวางกรอบวงในแล้วเสร็จภายใน 30 ก.ค.นี้  ห่วงทหารอย่าครองอำนาจยาว

m270ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย ร่วมกับมูลนิธิตาสว่าง และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน ได้จัดเสวนา เรื่อง "ยกเครื่องประเทศไทย โจทย์ใหญ่ปฎิรูปประเทศ" โดยมีนักวิชาการ ตัวแทนเครือข่ายประชาชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดย ศ.ดร. ธีรภัทร์  เสรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง กล่าวว่า แนวคิดเรื่องการปฏิรูปประเทศเกิดขึ้นมาแล้วนับตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ 5 แต่ไม่เกิดผลสำเร็จเท่าที่ควรและตนมองว่าเป็นสิ่งที่น่าเสียดายที่การปฏิรูปที่ผ่านมาไม่ได้นำสิ่งที่ดี และเป็นประโยชน์มาปฏิบัติ จึงทำให้เกิดปัญหาที่หมักหมม ดังนั้นเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามามีอำนาจและเป็นองค์รัฐฎาธิปัตย์ควรเร่งคลี่คลายปัญหาที่หมักหมม เช่น การทุจริต คอรัปชั่น ปัญหาเรื่องการศึกษาที่ล้มเหลวจนทำให้พลเมืองไทยไม่มีคุณธรรม จริยธรรม ให้ได้ภายในระยะเวลา 2-3เดือนก่อนส่งต่ออำนาจให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สำหรับปัญหาทุจริตนั้นตนมองว่าควรเน้นมาตรการปราบปราม โดยนำร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวม หรือกฎหมาย 7 ชั่วโคตร ที่สนช. ปี 2550 ได้มีมติผ่านวาระสาม แต่ไม่สามารถบังคับใช้ได้ มาปัดฝุ่นใหม่ เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการลงมติวาระสามนั้นองค์ประชุมไม่ครบ นั้นมาบังคับใช้ ทั้งนี้ตนมองว่าประเด็นดังกล่าวต้องกล้าตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ หากไม่กล้าทำถือว่าช่วงที่ทหารเข้ามาควบคุมอำนาจไว้ก็ไม่มีประโยชน์

"เมื่อจะเป็นผู้นำไม่ต้องทำทุกเรื่อง แต่ต้องทำถูกเรื่อง หาก คสช. ไม่แก้ไขปัญหาที่สะสมให้ได้ในช่วงที่มีอำนาจเต็มมือแล้ว และปล่อยให้ผ่านไป ผมกังวลว่าจะมีปัญหาซ้ำซ้อนเกิดขึ้นได้  เพราะบุคคลที่เข้ามาเป็นสมาชิกสนช. อาจจะเป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ หรือกลุ่มอิทธิพล ที่เป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปในอนาคตได้  ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าจะไม่นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรให้ประชาชนร่วมลงประชามติ เพราะห่วงว่าคนจะทะเลาะกัน  ผมมองว่าอาจจะกระทบต่อความมั่นคงของการวางรากฐาานหรือการสร้างประชาธิปไตยในอนาคตได้" ศ.ดร.ธีรภัทร์ กล่าว

ศ.ดร.ธีรภัทร์ กล่าวด้วยว่าสำหรับปัญหาด้านต่างประเทศที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ตนมองว่าคสช. ควรดึงบุคคลที่มีฝีมือ เช่น นายวีรชัย พลาศัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก ประเทศเนอร์แลนด์  มาสร้างความเข้าใจระหว่างนานาชาติ ส่วนกรณีที่สหภาพยุโรป (อียู) ประกาศมาตรการกดดันประเทศไทย และมีบุคคลระบุว่าจะไม่ยอมซื้อสินค้า ตนกังวลว่าหากอียูประกาศยกระดับมาตรการกดดันประเทศไทย เช่น ห้ามบุคคลเข้าประเทศ จะทำเช่นไร

m269ทางด้าน นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา กล่าวว่า ในแนวทางปฏิรูปตนเห็นความตั้งใจดี ของ คสช. ที่ตั้งคณะทำงานเตรียมเรื่องปฏิรูป โดยตนได้ร่วมไปให้ข้อมูลคณะทำงานดังกล่าว เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา เห็นคณะทำงานที่ประกอบด้วยนายทหาร และนักวิชาการที่ไม่มีชื่อเสียง ทำได้โดยใส่ใจกับรายละเอียดที่มีภาคส่วนต่างๆ เสนอความเห็น เบื้องตนได้กำหนดกรอบปฏิรูปเป็น 4 ด้าน คือ การเมือง, เศรษฐกิจ, สังคม และระบบยุติธรรม และมีอีก 11 ประเด็นแยกย่อย​ อาทิ ปฏิรูปการศึกษา, การเข้าสู่อำนาจ, การทุจริต, เรื่องพลังงาน, สื่อมวลชน ทั้งนี้คณะทำงานดังกล่าวได้วางกรอบการทำประเด็นและเนื้อหาให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 30 ก.ค. ก่อนส่งรายงานให้ คสช. พิจารณาส่งต่อไปยัง สนช. ต่อไป ทั้งนี้ในเรื่องต่างๆ ได้เชิญภาาคประชาชนที่เกี่ยวข้องไปให้ข้อมู ซึ่งตนมองว่าการเริ่มทำเรื่องปฏิรูป โดยมีภาคประชาชนเข้าไปเป็นส่วนร่วมถือเป็นสิ่งที่ดี

m271

ส่วนศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า แนวทางการปฏิรูปที่เห็นว่าควรดำเนินการ คือ เรื่องการกระจายอำนาจ  ต้องปฏิรูปรัฐรวมศูนย์ที่เป็นต้นตอของการทุจริตคอรัปชั่น โดยนักการเมือง สำหรับแนวทางการปฏิรูปรัฐรวมศูนย์นั้น คือ การให้จังหวัดที่มีศักยภาพสามารถปกครองตนเอง และพัฒนาพื้นที่ อย่างไรก็ตามแนวคิดดังกล่าวไม่สามารถเกิดขึ้นได้ช่วงที่มีรัฐบาลหรือสภาที่มาจากการเลือกตั้ง เนื่องจากนักการเมืองระดับชาติต้องเสียประโยชน์ ดังนั้นถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะใช้เวลาช่วงไม่มีนักการเมืองมาปฏิรูปเรื่องกระจายอำนาจ

"แนวคิดดังกล่าวอาจไม่ต้องทำพร้อมกันทั่วประเทศ แต่สามารถเลือกทำในจังหวัดที่มีความเหมาะสม ทั้งนี้ตามกฎหมายขอการสร้างจังหวัดที่ปกครองตนเอง ต้องทำประชามติ  และสร้างกระบวนการที่คนมีความพร้อมและเข้าใจ เบื้องต้นพบว่ามีประมาณ 30 จังหวัดที่สามารถดำเนินการได้" ศ.ดร.จรัส กล่าว

ศ.ดร.จรัส  กล่าวด้วยว่าการปฏิรูปอีกด้านที่สำคัญคือ การปฏิรูปตำรวจ ที่ถูกแทรกแซงโดยอำนาจรัฐ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามกฎหมาย ดังนั้นต้องทำให้ตำรวจมีระบบการทำงานที่มีความเชื่อถือ และไม่มีกลุ่มมาเฟีย ส่วนกรณีที่มีคำถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้า คสช. ควรเป็นนายกฯ หรือไม่ ตนมองว่าหากมีบุคคลที่ความสามารถมากกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่จำเป็นที่พล.อ.ประยุทธ์จะเข้ามาเป็นายกฯ เอง สำหรับการเข้ามาแก้ปัญหาของทหาร หากทหารเข้าครองอำนาจระยะยาว จะทำให้เกิดจุดอ่อนและมีความเสี่ยงต่อภาพพจน์ด้านลบของประเทศในสายตาต่างประเทศได้

m197


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»