เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

อ่านเส้นทางอำนาจหลัง“บิ๊กตู่”เกษียณ

ทีมข่าว Inside Thai Parliament

ว่ากันว่าสูตรอำนาจหลังเกษียณอายุราชการของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีอยู่หลายสูตร แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครเดาใจ “พล.อ.ประยุทธ์” ได้เลยว่า เขาจะลิขิตชีวิตตัวเองไปทิศทางไหน ซึ่งยังต้องจับตาดูความชัดเจนในห้วงเดือนกันยายนอีกครั้ง

แต่ในประวัติศาสตร์รัฐประหารในไทยระยะหลังสูตรอำนาจที่หัวหน้าคณะรัฐประหารมานั่งเก้าอี้นายกฯ เอง ประหนึ่งเป็นอำนาจต้องห้ามไปเสียแล้ว

image

ย้อนเส้นทางอำนาจ กรณีของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 19 แม้เขาไม่ได้นั่งนายกฯ เองหลังการรัฐประหาร เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2534 แต่เขาก็กลับมาเป็นนายกฯ หลังมีการเลือกตั้ง 22 มีนาคม 2535 อันเป็นที่มาของวรรคทองประวัติศาสตร์ว่า “เสียสัตย์เพื่อชาติ”

“พล.อ.สุจินดา” นั่งเก้าอี้ประมุขฝ่ายบริหารได้เพียง 47 วัน ต้องลาออกจากตำแหน่ง ปล่อยให้อำนาจผู้นำสูงสุดก็ต้องหลุดลอยไปจากมือ

ทั้งที่ความเป็นจริง หลังการรัฐประหาร “พล.อ.สุจินดา” ได้รับความชื่นชม มีการนำดอกไม้ไปมอบให้บรรดาทหารไม่ต่างกับเสียงชื่นชมในปัจจุบัน แต่เมื่อชะตาพลิกผันให้เขามาเป็นนายกฯ กลับต้องเจอแรงต้านเป็นจำนวนมาก และเป็นที่มาของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากย้อนไปในประวัติศาสตร์ 82 ปี ประชาธิปไตยไทย เพื่อสำรวจการรัฐประหารที่ “ผู้นำ” ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน เพื่อนั่งเก้าอี้นายกฯ ด้วยตัวเอง และ การรัฐประหารตัวเอง เพื่อต่ออำนาจให้ตัวเองมั่นคงยิ่งขึ้น มีด้วยกัน 6 ครั้ง

ครั้งที่ 1 ในสมัยพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ที่กระทำการรัฐประหารเงียบ โดยการออกพระราชกฤษฎีกาปิดสภาผู้แทนราษฎร และงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราพร้อมกับปรับปรุงคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 1 เม.ย. 2476

ซึ่งถือเป็นการรัฐประหารครั้งแรก เพราะฝ่ายบริหารออกกฎหมายโดยไม่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรหลังจากเกิดความขัดแย้งในรัฐบาลที่แบ่งออกเป็น 2 ขั้ว คือ ขั้วขุนนางเก่า นำโดยพระยามโนปกรณ์ฯ และฝ่ายพลเรือน นำโดยนายปรีดี พนมยงค์ จากปมปัญหาเค้าโครงเศรษฐกิจสมุดปกเหลือง ที่พระยามโนปกรณ์ฯ ให้เหตุผลว่า “นโยบายเศรษฐกิจไปในทางอันเป็นคอมมิวนิสต์”

ขณะเดียวกันยังได้ออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกระทำอันเป็นภัยคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2476 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือที่เชิญนายปรีดีเดินทางออกนอกประเทศในวันที่ 12 เม.ย. 2476 โดยผลจากรัฐประหารเงียบทำให้พระยามโนปกรณ์ฯ ได้นั่งในตำแหน่งนายกฯ ต่อไป

ครั้งที่ 2 พ.อ. พระยาพหลพลพยุหาเสนา นำกำลังเข้ายึดอำนาจรัฐบาลพระยามโนปกรณ์ฯ ในวันที่ 20 มิ.ย. 2476 โดยให้เหตุผลว่า “ด้วยคณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดิน ณ บัดนี้ ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ โดยเริ่มต้นปิดสภาผู้แทนราษฎรแล้วงดใช้รัฐธรรมนูญเป็นอันมากหลาย คณะทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน จึงเห็นเหตุจำเป็นต้องยึดอำนาจ เพื่อให้มีการเปิดสภาผู้แทนฯ ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ” พร้อมกับสถาปนาตนเองเป็นนายกฯ คนที่ 2

ครั้งที่ 3 เกิดขึ้นในปี 2494 ยุคที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกฯ กระทำการรัฐประหารตัวเอง เพื่อยกเลิกการใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2492 และกลับไปใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2475 แทน แม้จะนำรัฐธรรมนูญ 2475 กลับมาใช้ทั้งฉบับไม่สำเร็จ  แต่จอมพล ป. ก็ยังอยู่ในตำแหน่งนายกฯ ต่อไป

ครั้งที่ 4 เป็นครั้งที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อปี 2500 แม้หลังการยึดอำนาจจอมพลสฤษดิ์ ยังไม่ได้นั่งนายกฯ ด้วยตนเอง โดยตั้งนายพจน์ สารสิน อดีต รมว. ต่างประเทศ นั่งเก้าอี้นายกฯ  เพื่อเตรียมการเลือกตั้งในวันที่ 16 ก.ย. 2500

หลังเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่ได้คะแนนสูงสุดคือ “พรรคสหภูมิ” ที่มี จอมพลสฤษดิ์ให้การสนับสนุนอยูเบื้องหลัง และจอมพลสฤษดิ์ก็ได้ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาอีก 1 พรรค คือ พรรคชาติสังคม เพื่อการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น

จากนั้น จอมพลสฤษดิ์ได้เลือก พล.ท. ถนอม กิตติขจร (ยศขณะนั้น) นั่งเก้าอี้นายกฯ แทน ก่อนจอมพลสฤษดิ์จะกระทำรัฐประหารรัฐบาลที่ตัวเองอยู่เบื้องหลัง เพื่อเปลี่ยนตัวนายกฯ โดยให้ตนเองได้นั่งในตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแทน ในวันที่ 9 ก.พ.2502

ครั้งที่ 5 เกิดขึ้นในยุครัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกฯ ที่ทำรัฐประหารตัวเองในวันที่ 18 พ.ย. 2514 เพื่อฉีกรัฐธรรมนูญ ปี 2511 ที่มีการร่างขึ้นมาอย่างยาวนาน จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก ไม่กี่ปีหลังจากนั้นก็เกิดการเรียกร้องรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวาง กลายเป็นบ่อเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516

และครั้งที่ 6 เป็นครั้งที่ พล.อ.สุจินดา เสียสัตย์เพื่อชาติ

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ในช่วง 40 ปีหลัง นับตั้งแต่จอมพลถนอมรัฐประหารตัวเองแล้วขึ้นเป็นนายกฯ ที่มาจากการรัฐประหาร จนถึง พล.อ. สุจินดา การแตะต้องอำนาจต้องห้ามล้วนแต่ตายตอนจบทั้งสิ้น

ต้องจับตาดูว่าจากนี้สูตรการเมืองไทยจะซ้ำรอยเดิมหรือไม่  หรือว่าจะบันทึกเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่ประเทศไทยไม่เคยปรากฎมาก่อน

m197


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»