เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

จับตาวาระปฏิรูปการเมืองผ่านคณะผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่(2):สืบย้อนประวัติสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

สราวุธ ทับทอง

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา  ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้เปิดเผยถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาปฏิรูปที่คาดว่าจะมีการแต่งตั้งให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้

สำหรับสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะมีสมาชิกจำนวน 200 คน และสภาปฏิรูปจะมีสมาชิกจำนวน 250 คน  ซึ่งกระบวนได้มาของสภาปฏิรูปนั้นจะถูกคัดเลือกโดยคณะกรรมการสรรหาที่ คสช. แต่งตั้งขึ้น ทั้งนี้ ยังกำหนดหน้าที่ให้สภาปฏิรูปมีหน้าที่หลักที่สำคัญ 2 ประการ คือ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และ การวางกรอบปฏิรูปประเทศ

อย่างไรก็ดี  ในวาระของการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น กำหนดให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 35 คน อันประกอบไปด้วย สภาปฏิรูป 20 คน และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ องค์กรละ 5 คน

ทั้งนี้  ยังได้กำหนดให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ “ไม่” ต้องผ่านกระบวนการลงประชามติเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ในขณะเดียวกัน หากสภาปฏิรูปไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่าง ฯ ให้อำนาจ คสช.สามารถจะหยิบรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งก่อนหน้านี้มาบังคับใช้

อย่างไรก็ตาม หากประเมินโดยภาพรวมจากกระแสข่าวข้างต้นของสภาปฏิรูปและสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีความเป็นไปได้ว่ากระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจใช้รูปแบบเหมือนเมื่อครั้งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 ซึ่งอำนาจในการร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะที่ “กระจุกตัว” แต่ทั้งนี้ กลไกและกระบวนการต่างๆ จะมีความชัดเจนก็ต่อเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว

เมื่อสืบย้อนสภานิติบัญญัติแห่งชาติในอดีตซึ่งมีที่มาการเข้ายึดอำนาจการปกครองในปี 2534 และ 2549   จะพบว่ามีสัดส่วนสมาชิก ดังนี้

 

m278

ภายหลังการเข้ายึดอำนาจการปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (รสช.)ซึ่งนำโดยพลเอกสุจินดา คราประยูร เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ได้ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2521 และมีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 (ฉบับชั่วคราว) ซึ่งกำหนดให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพียงสภาเดียว จำนวนไม่น้อยกว่า 200 คน แต่ไม่เกิน 300 คน

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2534 ได้ประกาศแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจำนวน 292 คน มีนายอุกฤษ มงคลนาวิน เป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสามารถแบ่งกลุ่มบุคคลจากภาคส่วนต่างๆ ได้ดังนี้ คือ กลุ่มที่หนึ่ง ภาครัฐ 184 คน (ทหาร 155 นายและตำรวจ 2 นาย) กลุ่มที่สอง ภาคการเมือง 24 คน กลุ่มที่สาม ภาควิชาการ 31 คน และกลุ่มสุดท้ายคือ ภาคสังคมและธุรกิจ 53 คน เป็นที่น่าสังเกตว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติในครั้งนี้มีนายทหารทั้งในและนอกราชการเกินกว่าครึ่งจากจำนวนทั้งหมด

 

m279

ภายหลังการเข้ายึดอำนาจการปกครองของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ซึ่งนำโดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้มีการประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2549 (ฉบับชั่วคราว) ซึ่งได้กำหนดให้มี สภานิติบัญญัติแห่งชาติเพียงสภาเดียวเพื่อทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา  ทั้งนี้  ให้ประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่เกิน 250 คน

ในคราวนั้น ปรากฏว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีจำนวนทั้งสิ้น 242 คน โดยมีนายมีชัย ฤชุพันธ์ เป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติประกอบไปด้วยกลุ่มบุคคลจากภาคส่วนต่างๆ ดังต่อไปนี้ คือ   กลุ่มที่หนึ่ง  ภาครัฐ 79 คน  กลุ่มที่สอง ภาคเอกชน 43 คน กลุ่มที่สาม ภาคสังคม 91 คน และกลุ่มสุดท้ายคือ ภาควิชาการ 29 คน  จากจำนวนทั้งหมดนี้มีทหาร 35 นาย และตำรวจ 7 นาย

เมื่อพิจารณาสัดส่วนสมาชิกของสภานิติบัญญัติแห่งชาติย้อนหลังทั้ง 2 ปีข้างต้น สิ่งที่น่าสนใจและจับตามอง คือ  สภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดใหม่และรวมถึงสภาปฏิรูปจะมีองค์ประกอบในรูปแบบใด  จะสามารถสะท้อนความหลากหลายและกระบวนการมีส่วนร่วมได้มากน้อยแค่ไหน

ที่สำคัญไปมากกว่านั้น ภายหลังการประกาศบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ของ คสช. จะมีการกำหนดให้กลไกและกระบวนร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่มีลักษณะแบบใด จะเน้นความเบ็ดเสร็จของอำนาจเหมือนปี 2534 หรือ เน้นการมีส่วนร่วมเหมือนปี 2549 หรือรูปแบบอื่นใดที่นอกเหนือจากนั้น?

แต่อย่างไรก็ดี ภายใต้กระแสการเรียกร้องการปฏิรูปการเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง และเพื่อบรรลุจุดประสงค์ที่ว่านั้น  จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเน้น “กระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมือง” ของทุกภาคส่วนในสังคม  เช่น ความหลากหลายของคณะผู้จัดทำร่างฯ การมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชน  หรือแม้แต่ การเปิดโอกาสให้มีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่  เป็นต้น

ดังนั้น กลไกต่างๆ ทางการเมืองในขับเคลื่อนประเทศนับต่อจากนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

 

m197


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»