เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

งานหิน “คสช.” หลังครบ 1 เดือน เปิดพื้นที่เห็นต่าง สู่การปฏิรูป

ทีมข่าว Inside Thai Parliament

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำงานมาครบ 1 เดือนเต็ม งานทุกมิติทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ถูกขับเคลื่อนอย่างเต็มสูบ

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ออกปากขอบคุณหน่วยราชการ ที่ช่วยทำให้งานของ คสช. เดินหน้าไปได้ ในการแก้ปัญหาของประชาชนในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา จากนี้ ยังมีงานอีกหลายเรื่องที่ คสช. ต้องเดินหน้านำประเทศไปสู่การปฏิรูปทั้งระบบ

ทีมข่าว Inside Thai Parliament ได้รวบรวมความคิดเห็น มุมมองปฏิรูปจากนักวิชาการด้านสันติวิธี และด้านปฏิรูป ที่ คสช. ควรทำหลังจากนี้

m281“พล.อ. เอกชัย ศรีวิลาศ” ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ให้ความเห็นว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 เดือน คสช. ได้เข้ามาจัดการสิ่งที่ค้างไว้จากรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งสามารถแก้ไปได้เปราะหนึ่งแล้ว เช่น โครงการจำนำข้าว การเร่งรัดใช้จ่ายงบประมาณประจำปี 2557 และจัดทำแผนการใช้งบประมาณประจำปี 2558 ขณะเดียวกันยังอนุมัติส่งเสริมลงทุนอีก 18 โครงการ มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการแก้ปัญหาในเชิงเศรษฐกิจ เพื่อแก้ปัญหาให้กับองค์กร ภาคธุรกิจทั้ง 7 องค์กรเป็นส่วนใหญ่

แต่สิ่งที่ “พล.อ. เอกชัย” มองว่า คสช. ยังทำแค่ผิวๆ นั่นคือ การเปิดพื้นที่ให้คนที่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งมาแลกเปลี่ยน สลายความขัดแย้งกัน   

“ในแง่ของภาคประชาสังคมยังมีน้อย หากเทียบกับนโยบายด้านเศรษฐกิจ ซึ่งในข้อเท็จจริงปัญหาส่วนใหญ่ ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นปัญหาเรื่องสังคม หากสังคมอยู่ได้แล้วเศรษฐกิจจะดีเอง”

“ช่วงเวลาต่อไป คสช. คงจะให้ความสำคัญกับภาคประชาชนมากขึ้น ทั้งในแง่การเปิดรับฟังแสดงความคิดเห็น ทั้งในแง่ของการแก้ปัญหาการเกษตรกร ปัญหาหนี้สิน แต่เบื้องต้นยังได้เห็นความพยายามในการจัดการปัญหาอิทธิพลเถื่อน ปล่อยกู้นอกระบบบ้าง และปัญหาเรื่องแรงงานด้วย”

“อย่างไรก็ตาม มีความเป็นห่วงว่า ภาคเศรษฐกิจจะมีปฏิรูปสังคมได้อย่างไร เพราะเป็นเรื่องตรงกันข้ามกัน แต่ภาคเศรษฐกิจต้องกลับมาช่วยสังคมด้วยการยอมจ่ายภาษีทางตรง ไม่ว่าจะเป็นภาษีที่ดิน ภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สิน เป็นต้น เพื่อลดทอนความเป็นประชานิยม แล้วนำกลับมาเป็นสวัสดิการสังคมให้กับประชาชน ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาระยะ ยาวมากกว่าที่ในสภาวะปกติไม่มีทางแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้เลย”

m282ด้าน “ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์” ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ช่วยจัดอันดับภาระปฏิรูปของ คสช. ว่าหากจะจัดอันดับความเร่งด่วนเรื่องที่ควรปฏิรูป คือ การปฏิรูปการเข้าสู่อำนาจรัฐและการใช้อำนาจรัฐ โดยเฉพาะเรื่องการใช้นโยบายประชานิยมที่ตรวจสอบไม่ได้ เรื่องที่สองคือ เรื่องการใช้อำนาจ เพราะอำนาจกระจุกอยู่ที่ส่วนกลาง เรื่องที่สามคือ เรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคม เรื่องที่สี่คือเรื่องของระบบยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับทางการเมือง ส่วนเรื่องอื่นก็จำเป็นต้องทำแต่ก็ยังไม่เร่งด่วนเท่ากับเรื่องที่ทำให้คนไทยตีกันและทำให้ทุกอย่างมันหยุดนิ่ง

แต่โจทย์สำคัญที่ คสช. ต้องคำนึงในการปฏิรูป ที่ “สมเกียรติ” มองเห็น คือ ต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้กลายเป็นการปฏิรูปของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงอย่างเดียว

เหมือนการยึดอำนาจในปี 2549 ที่ มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 โดยฝ่ายเชิญฝ่ายพรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วม เช่นพรรคเพื่อไทยที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ก็ไม่ได้ถูกเชิญ พอเขากลับมาชนะเลือกตั้งก็ไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนั้น พยายามหาทางแก้ การเมืองก็ไม่มีเสถียรภาพและถ้าเขาแก้สำเร็จเพราะว่าพรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากไม่ฟังเสียงข้างน้อยอีก มันก็เหมือนกับการที่เขาพยายามแก้รัฐธรรมนูญ

“ในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ ถ้าผู้ชนะใช้โอกาสที่ตัวเองชนะ แก้กติกาด้วยตัวเองทั้งหมด โดยที่ฝ่ายผู้แพ้ไม่ได้มีส่วนร่วมด้วย โอกาสที่วันหลังเมื่อผู้แพ้กลับมาเป็นผู้ชนะ เมื่อกติกานี้เขาไม่มีส่วนร่วมเขาก็อยากจะแก้ สิ่งที่ปฏิรูปไปมันอาจไม่ยั่งยืน เพราะฉะนั้น กระบวนการปฏิรูปมันก็ต้องเป็นการเอาคนที่เห็นต่างเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ซึ่งบางข่าวก็ได้ยินมาว่า เขาต้องการให้สภาปฏิรูปมีคนที่เห็นต่างมาร่วมกันทำ เมื่อฟังแล้วก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี”

ด้าน “โคทม อารียา” ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติวิธีและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล เห็นควรว่า นับจากนี้ต้องจับตาการทำงานของ คสช. อย่างเข้มงวด

m283

“เมื่อยังไม่มีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองชั่วคราว ก็ควรมีการแสดงความเห็นในเรื่องเนื้อหาของธรรมนูญ ซึ่งนอกจากจะต้องพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชนแล้ว ยังจะต้องกำหนดแผนที่เดินทางการคืนอำนาจแก่ประชาชน และการปฏิรูปการเมืองที่มีเจ้าภาพร่วม ไม่ใช่ คสช. เป็นเจ้าภาพผู้กำหนดว่าใครควรเข้าร่วมบ้าง หรือกำหนดพิมพ์เขียวเบื้องต้นไว้แล้ว”

“อันที่จริง ถ้ามีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องสาระของธรรมนูญโดยเฉพาะในเรื่องแผนที่เดินทางการคืนอำนาจที่มีความเห็นพ้องกันพอสมควร ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่อาจนำไปสู่การเข้าใจกันและการปรองดอง”

“และหลังการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองชั่วคราว ควรศึกษาติดตามการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติที่ คสช. จะแต่งตั้งขึ้น อันที่จริงในระบบรัฐสภาที่เป็นประเพณีการปกครองของไทย อำนาจนิติบัญญัติเป็นอำนาจสูงสุดซึ่งได้มาโดยการเลือกตั้ง แม้ คสช. จะยึดอำนาจนี้ไปแล้ว ประชาชนก็ยังต้องเฝ้าระวังว่า การใช้อำนาจในสถานการณ์เช่นนี้ยังเป็นไป “เพื่อประชาชน” ไม่ใช่ “เพื่อระบบราชการ” หรือเพื่อชนกลุ่มใดมากกว่ากลุ่มอื่น และสภานิติบัญญัติควรมีเกณฑ์การตัดสินใจที่เป็นธรรมาธิปไตยมากกว่าอัตตาธิปไตย”

 “การจะนำสังคมการเมืองออกจากวิกฤตไม่ใช่เรื่องง่าย หากผู้มีอำนาจมีวิสัยทัศน์ประชาธิปไตยอยู่ และสามารถปล่อยวางจากอำนาจซึ่งมีความหอมหวลยิ่งได้สำเร็จ ก็จะสามารถอำนวยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้ ในกรณีเช่นนี้ ก็เป็นบทบาทของฝ่ายประชาธิปไตยและฝ่ายสันติวิธีที่จะให้ความร่วมมือ”

m197


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»