เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

“ม.ล.ปนัดดา” ข้ามห้วยสู่ทำเนียบฯ ภารกิจเตือนสติ ขรก. เลิกอิงนักการเมือง

ทีมข่าว Inside Thai Parliament

เพราะการเมืองทำให้เขาต้องเก็บข้าวของออกจากจวน “ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่” มานั่งในตำแหน่ง “รองปลัดกระทรวงมหาดไทย”

แม้ชื่อชั้นตำแหน่งอาจดูสูงขึ้น แต่อันที่จริง คนในกระทรวงมหาดไทยถือว่า ตำแหน่ง “รองปลัดกระทรวงฯ” คือ ตำแหน่งที่ถูก “ลดเกรด” แค่มีศักดิ์ศรีดีกว่าผู้ตรวจราชการกระทรวงเท่านั้น

และเพราะการเมืองอีกเช่นกันที่ทำให้เขาขยับออกจากกรุรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในระดับ ซี 10 เลื่อนชั้น แบบข้ามห้วย ย้ายจากคลองหลอดมายังทำเนียบรัฐบาล นั่งตำแหน่ง ซี 11ในฐานะ “ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี” ยุคที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถืออำนาจ “รัฏฐาธิปัตย์”

เขาคือ “ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล” ผู้มีศักดิ์เป็นเหลนของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้สถาปนากระทรวงมหาดไทย

เมื่อย้อนดูเกียรติประวัติเส้นทางชีวิตข้าราชการที่ถูกบันทึกไว้ “ม.ล.ปนัดดา” ได้รับรางวัลเป็นเครื่องการันตีความเป็นข้าราชการประเภทเถรตรงมากมาย

อาทิ ได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้เป็น “ข้าราชการพลเรือนดีเด่น” ของกระทรวงมหาดไทย ประจำปี พ.ศ. 2532 โดยสอบเลื่อนระดับ 6 ได้เป็นอันดับที่ 1 ของกระทรวงมหาดไทยในปีนั้น

ได้รับรางวัล “คนดี ศรีสยาม” ประจำปี พ.ศ. 2549 จากสหพันธ์รวมใจไทยทั้งชาติ ได้รับการคัดเลือกให้เป็น “พ่อตัวอย่างแห่งชาติ” ประจำปี พ.ศ. 2550 ได้รับรางวัลกิติคุณสัมพันธ์ “สังข์เงิน” ครั้งที่ 23 ประจำปี 2552-2553

ได้รับรางวัล “ครุฑทองคำ” ผู้บริหารราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2553-2554 ของสมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย ได้รับรางวัลเกียรติยศโล่เชิดชูเกียรติ “ยกย่องให้เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติตนชอบด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ประจำปี 2555” ของ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

เป็นเหตุผลว่าทำไม “พล.อ.ประยุทธ์” ถึงเซ็นคำสั่ง คสช. มอบหมายให้เขาดูแลงานของสำนักนายกรัฐมนตรี

109146วันนี้ในฐานะที่เป็น “ผู้ถูกเลือก” จาก คสช. ให้มานั่งเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) อันเป็นแกนกลางในการประสาน 20 กระทรวงเข้าด้วยกันภารกิจที่เขาต้องแบกไว้บนบ่าจึงมีมากมาย

ภาระกิจของ ม.ล.ปนัดดา มีตั้งแต่เข้ามาจัดแถวข้าราชการเดินหน้าสร้างความปรองดอง

“คสช. ย้ำ ในฐานะที่เราเป็น สปน. จะต้องสื่อประสานงานไปยังส่วนราชการต่างๆ ทุกๆ กระทรวงว่า ต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ เรื่องประโยชน์สุขของประชาชนเป็นหลักในหัวใจของการทำงานไม่ใช่ต่างคนต่างไป แตกแถว กลายเป็นว่าเป็นความขัดแย้ง เป็นฝ่ายโน้น ฝ่ายนี้ประชาธิปไตยที่พึงจะเกิดในทุกชาติ ทุกประเทศ คือประชาธิปไตยที่นำความร่มเย็นเป็นสุข ความเจริญรุ่งเรืองทั้งความคิดและการกระทำ ดังนั้น ข้าราชการจะต้องเป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติตนให้สังคมเกิดความเชื่อมั่นศรัทธา”

“ไม่ใช่กลายเป็นข้าราชการที่สังคมบอกว่า เอาตัวรอด และไปยึดติดกับการเป็นฝ่ายโน้นที ฝ่ายนี้ที เช่นที่เมืองไทยในช่วงหลายปีนี้ มันเหมือนกับเราไม่ได้กินภาษีของประชาชน ทั้งที่จริงแล้วเรามีเงินเดือนใช้ มีเกียรติยศพอสมควรก็จากประชาชนทั้งสิ้น”

“เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราทำได้ก็ไม่ต้องไปทำอะไรที่สุดโต่งมากมาย เพียงแต่มีความซื่อสัตย์สุจริต ขยันทำงาน เรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงของสังคม ชาติบ้านเมือง ของโลก ข้าราชการจะต้องเกิดการรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ แล้วพยายามนำมาบรรจบประสานให้กลับกลายเป็นสิ่งที่ประชาชนได้สุขกายสบายใจจากการกระทำของข้าราชการ ไม่ใช่ทำแล้วกลับกลายเป็นความทุกข์ยาก กลายเป็นความแตกแยก จะต้องพยายามปรับแนวคิดประการนี้ให้เกิดขึ้นทุกภาพส่วน”

ขณะเดียวกัน ม.ล.ปนัดดา ก็มีหน้าที่สะสางทุจริต โดยเฉพาะปัญหาสต็อกข้าวที่เก็บอยู่ในโกดังทั่วประเทศว่า ยังอยู่ครบหรือไม่ เขาลั่นวาจาว่า “ถ้าทุจริตก็ต้องดำเนินการให้เด็ดขาด”

เพราะนักการเมืองจะทุจริตได้ ต้องมีกลไกข้าราชการเกื้อหนุน ดังนั้น การจะขจัดปัญหาคอร์รัปชั่นให้หมดจากสังคมข้าราชการได้ เขาบอกว่า ต้องเริ่มจากปฏิรูป “หัว” ขององค์กรก่อนเป็นอันดับแรก

news_img_586420_1“คำพูดของคนไทยที่สอนกันมาคือหั วไม่ส่ายหางไม่กระดิกเป็นอะไรที่ชัดเจนมาก ถ้าหัวดำรงความถูกต้อง โปร่งใส สุจริต ยุติธรรม เป็นแบบอย่างให้ลูกแถว ลูกทีม จะไม่ปฏิบัติอย่างนั้น คำพูดคำนี้เป็นคำพูดที่ทันสมัยไม่ใช่เฉพาะสำหรับประเทศไทย แต่สำหรับทุกประเทศ เพราะถ้าหัวถูกต้อง ยึดหลักธรรมาภิบาล มีความซื่อตรงต่อองค์กร ต่อประเทศชาติ ลูกแถวตามนั้นหมด ไม่ได้พูดที่ผ่านมาว่าหัวส่าย แต่จะพยายามพูดให้เห็นว่าทุกฝ่ายควรช่วยกันรักษาอุดมคติประการนี้”

แต่เป็นที่ทราบกันช้านานว่า การที่ข้าราชการวิ่งหานักการเมือง หรือ หลิ่วตาให้นักการเมืองคอรัปชั่น เพราะต้องอาศัยนักการเมืองพาเข้าสู่ยศฐาบรรดาศักดิ์ที่สูงขึ้น จึงกลายเป็นวัฒนธรรมน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า “ม.ล.ปนัดดา” แย้งว่า ถ้าแนวคิดนี้เปลี่ยนไม่ได้ก็น่าห่วงใยประเทศไทย

“เพราะในต่างประเทศเขาไม่คิดเช่นนั้น ในต่างประเทศที่เขาเจริญเป็นอารยประเทศ เขาผ่านขั้นตอนการปราบทุจริตคอรัปชั่น ปราบให้ข้าราชการที่ไม่อยู่ในกรอบระเบียบวินัยปฏิบัติตนจนกลายเป็นข้าราชการของพรรคการเมือง”

“คำสอนนี้ไม่เคยปรากฏในประเทศไหน เพราะแนวความคิดของคนที่ยึดมั่นอยู่บนความถูกต้องคือ ข้าราชการต้องทำงานตราบจนเกษียณจนอายุ 60 ปี ส่วนการเมืองมาก็เปลี่ยนไปตามวาระ ไม่มีคำพูดว่าข้าราชการของพรรคการเมืองนี้ มีแต่คำพูดว่าข้าราชการของประชาชน ข้าราชการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องนี้ต้องปลูกฝังความนิยม”

เขายกตัวอย่าง “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” เป็นตัวอย่าง “ทำไมเมื่อก่อนทำได้ล่ะ สมัยพล.อ.เปรมเป็นนายกรัฐมนตรี มีคำพูดว่าประเทศไทยเป็นเมืองแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง นิตยสารต่างประเทศสดุดีท่านว่า เป็น Mr.clean the prime minister นายกฯ ผู้มีความใสสะอาด”

“แม้กระทั่งชาวต่างประเทศยังเอาสุภาษิตหัวไม่ส่าย หางไม่กระดิกไปแปล นั่นหมายถึงตัวท่าน พล.อ.เปรม เพราะถ้าหัวแถวยึดมั่นความถูกต้อง ไม่ทุจริต ไม่ผิดพลาด เห่อเหิม ลุแก่อำนาจเสียเอง องค์กรนั้นก็น่าจะดำเนินไปสู่องค์กรที่ดีได้”

ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังมีอำนาจบริหารประเทศเบ็ดเสร็จ มีข้าราชการบางคนประกาศตัวว่าชัดเจนว่าเป็นพวกพ้องนักการมือง บางคนทำทีเป็นข้าราชการมืออาชีพทำงานได้ทุกขั้ว ทุกกลุ่ม แต่การปฏิบัติหน้าที่กลับสุดโต่ง สุดขั้ว

คำว่า “ข้าราชการมืออาชีพ” กับการ “เข้าหาการเมือง” จึงกลายเป็นเส้นแบ่งบางๆ ที่แยกไม่ออกหรือไม่ ม.ล.ปนัดดา ตอบทันทีว่า

“ไม่รู้ใครมืออาชีพหรือใครที่ประจบประแจงมากมายเรียกว่าสุดโต่ง มืออาชีพไม่จำเป็นต้องสุดโต่ง มืออาชีพรักษาความรู้ความสามารถตั้งแต่ตอนเรียนหนังสือ สั่งสมประสบการณ์กว่าจะขึ้นมาเป็นผู้บริหารอาวุโสได้ ก็ยึดมั่นตามจริยธรรมตามหลักบริหารธรรมาภิบาล ข้าราชการก็ต้องดูตนเองซิว่าอยู่ในกลุ่มไหนมากกว่ากัน”

“ทางแก้นั้นเราต้องมีความหวังที่ดี ข้าราชการที่แก่มากแล้วแต่ยังแก้ไม่ได้ เพื่อนร่วมงาน ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่สูงกว่านั้นขึ้นไปก็ต้องช่วยกันดูแล ตรวจสอบการทำงาน เช่น ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานสำคัญที่จะช่วยให้ข้าราชการระวังไม่ทำอะไรผลีผลาม ตามใจตนเองจนเลยเถิด ส่วนข้าราชการเด็กๆ ตอนนี้ทางสำนักงาน กพ. สำนักงาน กพร. คิดอยู่ตลอด ช่วยปลูกฝังความคิดอย่างสร้างสรรค์ต่อข้าราชการรุ่นใหม่ๆ ที่เข้ามา เราต้องช่วยกันทุกฝ่าย อย่าไปพูดว่าตัวเคยทำมาแล้วปล่อยปละละเลย ถ้าพูดเช่นนั้นก็ไม่รับผิดชอบ”

“เช่น ในจังหวัด มีคณะกรรมการจริยธรรมตั้งขึ้นในทุกจังหวัด แม้กระทั่งส่วนกลาง กระทรวง กรมต่างๆ คณะกรรมการชุดนี้ต้องทำงานอย่างเข้มแข็ง ต้องทำงานถึงหัวหน้าหน่วย ถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ถึงอธิบดี ต้องช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ปัญหา”

ถาม ม.ล.ปนัดดาว่า สรุปได้หรือไม่ถ้าข้าราชการอยู่ในร่องในรอยจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น เขาตอบว่า “ก็อยู่ในร่องในรอยมุ่งมั่นให้ประเทศมีความร่มเย็นเป็นสุข มีหรือว่าคำตอบจะไม่ใช่สิ่งเหล่านี้”

“แต่ที่ผ่านมามันไม่ใช่เพราะมันเป็นอะไรที่ออกนอกร่องนอกรอย แล้วทำอะไรตามอำเภอใจหลายๆ คน ซึ่งไม่น่าเกิดขึ้นเลย”

ม.ล. ปนัดดา ทิ้งท้ายว่า “ได้แต่หวังว่าบทเรียนจากทุกๆ ครั้ง โดยเฉพาะครั้งนี้ เราต้องยอมรับเรามีระบบรัฐสภาต่อเนื่องมาหลายปี กระทั่งเกิดเหตุการณ์วันที่ 22 พ.ค. ศึกษาครั้งนี้ให้ดี ถ้าไม่ช่วยกันประคับประคอง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองมืออาชีพ ไม่อาชีพ หรือ ข้าราชการประจำ ถ้าไม่ประคับประคองหลังจากมีการเลือกตั้ง ก็ขอใช้คำว่ารักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา บ้านเมืองนี้เป็นของเรา ประชาธิปไตยนี้เป็นของเรา แต่ไม่รู้จักรักษา กลับท้าทาย กลับขัดแย้ง กลับทุจริต ซึ่งมองกลับไปเป็นภาพรวมแบบสุดโต่ง จริงๆ ใครต่อใครชมทั้งนั้นว่าเมืองไทยของเราอยู่ด้วยอัธยาศัยไมตรี อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่เคยนะในอดีตที่เราจะไปเห่อเหิมประกาศออกโรงโฉ่งฉ่างใหญ่โตร่ำรวย อาเซียน หรือ ภายนอกเขาถึงเกรงใจเมืองไทย”

“ก็ขอให้ร่วมกันมีความรู้รักสามัคคีตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะนำมาสู่ทางในการคิดการอ่านของเราในทางที่ควรจะเป็น และจะได้ร่วมกันดูแลรักษาประเทศชาติบ้านเมืองให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข ให้มีประชาธิปไตยที่พึงปรารถนาให้เกิดขึ้นอยู่คู่บ้านคู่เมืองไปตราบนานเท่านาน อยู่ที่การกระทำของตัวเราจากนี้ไป”

m197


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»