เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

“ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ” ผ่าโครงสร้างความขัดแย้ง ที่ลึกกว่า “เหลือง-แดง”

ทีมข่าว Inside Thai Parliament

“สิ่งแรกที่เราต้องทำ คือปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ทำให้อำนาจรัฐเป็นอิสระจากทุน เพราะถ้าอำนาจทุน กับอำนาจรัฐอยู่รวมกันก็มีแนวโน้มสูงว่าจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด นอกจากนี้ ถ้าหากอำนาจประชาชนยังคงอยู่ภายใต้ทุน คนก็จะยังยอมรับความเหลื่อมล้ำ และระบบอุปถัมถ์ไปเช่นนี้เรื่อยๆ

ขณะที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังเดินหน้าสลายสีเสื้อ หวังสลายความขัดแย้งในบ้านเมือง มีการตั้งศูนย์ปรองดองทุกจังหวัด ขณะเดียวกันก็เชิญบรรดาหัวโจกของแต่ละฝ่ายมาสานสัมพันธ์กันผ่านกิจกรรมที่หลากหลายทั้งเตะฟุตบอล ร้องรำทำเพลง กินข้าวต้มมัด ถึงขั้นดื่มน้ำสาบานร่วมกันว่าจะเลิกขัดแย้งก็ยังมี

 

 

 

แต่หากเรามองความขัดแย้งในบ้านเมืองที่สั่งสมมานานให้ลึกกว่าแค่สีเสื้อที่แตกต่างกันก็จะพบว่าความแตกต่างที่กลายเป็นความแตกแยกของผู้คนนั้นไม่ใช่แค่ความคิดความเชื่อ หรือการมีผู้นำคนละคนเท่านั้น แต่ใต้ฐานภูเขาน้ำแข็งคือโครงสร้างทางสังคมที่ไม่มีความยุติธรรมตั้งแต่ฐานราก

“ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ”  นักวิชาการจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าโจทย์สำคัญในตอนนี้ คือเราควรเริ่มต้นกระบวนการปรองดอง ไปพร้อมกับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่กัดกินสังคมไทยมายาวนาน

“ต้นตอความขัดแย้งทางการเมืองของไทย คือปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ที่หยั่งรากลึกลงในสังคมมานานแล้ว โดยตัวอย่างที่ชัดเจน คือการใช้อำนาจของกลุ่มทุนเพื่อพิทักษ์ความร่ำรวยของตัวเองในทางที่ผิด....

....คนที่มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจมักปรารถนาที่จะมีอำนาจทางการเมือง ในเวลาเดียวกัน คนที่มีอำนาจทางการเมือง ก็ปรารถนาที่จะมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ เราเลยจะเห็นได้ว่า ผู้มีความร่ำรวยก็จะใช้อำนาจทุนของตัวเองเข้ามามในศูนย์กลางอำนาจรัฐ แลพอได้อำนาจทางการเมืองมาแล้ว ก็จะสร้างนโยบายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ซึ่งการใช้อำนาจแบบนี้ มันย่อมไปกระทบส่วนได้ส่วนเสียของคนอื่น และกลายเป็นความขัดแย้งขึ้นมา” 

“ณรงค์”  กล่าวต่อไปว่าในความเป็นจริงแล้ว ความแตกต่างด้านฐานะไม่ได้เป็นปัญหาในตัวของมันเอง แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นต่อเมื่อความร่ำรวย ถูกนำไปใช้เพื่อปกป้องผลประโยชน์บางอย่าง จริงๆแล้ว ความแตกต่างด้านรายได้ ไม่ได้สร้างความขัดแย้ง แต่ถ้าความแตกต่างนั้น ถูกเศรษฐีเอาไปทำบางสิ่งบางอย่างที่เหนือตลาด

“ผมไม่เคยเห็นว่าคนไทยจะเกลียดเศรษฐี ส่วนใหญ่แล้วรักเศรษฐีกันทั้งนั้น เว้นเสียแต่ว่าเมื่อเศรษฐีเหล่านั้นไปใช้อำนาจบางอย่างที่ทำให้คนขัดแย้ง อย่างการควบคุมราคาน้ำมัน หรือการกักตุนสินค้า ของแบบนี้มันทำให้เกิดความขัดแย้งได้ไม่ยาก แต่ในอีกมุมหนึ่ง ถ้าเศรษฐีไม่ทำเรื่องแบบนี้ ความขัดแย้งมันก็ไม่เกิดอยู่แล้ว

นักวิชาการเศรษฐศาตร์ จุฬาฯ กล่าวด้วยว่า  ระบบสังคมแบบอุปถัมถ์ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทวีความรุนแรง และแก้ไขได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากระบบที่บิดเบี้ยวเช่นนี้ ได้ทำให้คนไทยยังคงก้มหน้ายอมจำนนกับความเหลื่อมล้ำ และมองว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสถานะที่ดีขึ้น   ยกตัวอย่างว่า ในสังคมระบบอุปถัมถ์มีบทบาทต่อความคิดของคน คนที่มีฐานะยากจนมักจะมองคนที่รวยกว่าเป็นเทวดาผู้โอบอ้อมอารี ที่สามารถตอบแทนผลประโยชน์ให้กับพวกเขาได้ โดยไม่สนใจว่าคนเหล่านี้เคยทำเรื่องชั่วร้ายมาก่อนหรือไม่

ทั้งนี้ ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยไม่ใช่ว่าจะแก้ไขไม่ได้ แต่เป็นเพราะผู้มีอำนาจรัฐไม่ยินยอมให้เกิดการแก้ไข เพราะกลัวว่าจะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของตัวเอง ฉะนั้นแล้ว สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ คือการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคมเสียใหม่ โดยเฉพาะการสถาปนาอำนาจของประชาชน ให้ขึ้นมาเท่าเทียมกับอำนาจของรัฐ และอำนาจของทุน  

“สิ่งแรกที่เราต้องทำ คือปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ทำให้อำนาจรัฐเป็นอิสระจากทุน เพราะถ้าอำนาจทุน กับอำนาจรัฐอยู่รวมกันก็มีแนวโน้มสูงว่าจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด นอกจากนี้ ถ้าหากอำนาจประชาชนยังคงอยู่ภายใต้ทุน คนก็จะยังยอมรับความเหลื่อมล้ำ และระบบอุปถัมถ์ไปเช่นนี้เรื่อยๆ” 

สุดท้ายนักวิชาการผู้นี้ ฝากไว้ว่าในสภาวะที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้หยั่งรากลึกลงในสังคมไทยเช่นนี้ ชนชั้นกลางจะเป็นกำลังหลัก ผู้นำความรู้ความสามารถที่ตัวเองมีลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวสร้างการตระหนักรู้ถึงปัญหารวมถึงเคลื่อนไหวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงรูปธรรม

m197
 


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»