เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

ยักษ์ตื่น! “ป.ป.ช.” ยุค คสช. เน้นปราบโกง

ทีมข่าว Inside Thai Parliament

แม้ว่าการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในครั้งนี้ จะไม่มีการตั้ง “องค์กรพิเศษ” อย่างคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) อย่างเช่น การรัฐประหารปี 2549

 

อนันตพร กาญจนรัตน์

มีเพียงการตั้งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ที่มี พล.ท. อนันตพร กาญจนรัตน์ ปลัดบัญชีทหารบกเป็นประธาน เพื่อติดตามโครงการที่มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาทจำนวน 8 โครงการ โดยให้ คตร. รายงานตรงต่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ได้ทันที

แต่อำนาจหน้าที่ของ คตร. นั้นมีจำกัดไม่เหมือนกับ คตส. ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ทั้ง “ไต่สวน-สอบสวน-ยื่นฟ้องต่อศาล” ได้เอง ขณะที่ คตร. นั้นจะต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ดำเนินการต่อ

ปปช. คนดังนั้น “ภาระหนัก” จึงตกอยู่ที่ ป.ป.ช. ที่เป็นเสมือน “คีย์แมน”สำคัญในการทำหน้าที่มือปราบทุจริต ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาจึงปรากฎความเคลื่อนไหวของ ป.ป.ช. อย่างเข้มข้น ทั้งการเชิญผู้บริหารสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศเข้าหารือเป็นวาระพิเศษ เพื่อชี้แจงและรับฟังความเห็น

กรณีที่ ป.ป.ช. เตรียมออกประกาศสำนักงาน ป.ป.ช. กำหนดจำนวนเงินและมูลค่าทรัพย์สินในการทำธุรกรรมที่ต้องรายงานต่อ ป.ป.ช. พ.ศ…. ตามที่ ป.ป.ช. มีอำนาจในการใช้อำนาจของคณะกรรมการธุรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจความผิดปกติของบัญชีทรัพย์สินของผู้มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ประกอบไปด้วย

1. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

2. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่อง กำหนดตำแหน่งบริหารท้องถิ่นรองผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2554

3. เจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 มาตรา 39 และ

4. เจ้าหน้าที่ของรัฐตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศกำหนดเพิ่มเติมจากมาตรา 39

โดย ป.ป.ช. ขอความร่วมมือให้สถาบันการเงิน ส่งรายงานความเคลื่อนไหวทางบัญชีของบุคคลดังกล่าวต่อ ป.ป.ช. แบบเรียลไทม์ หรือ หลังการทำธุรกรรม 7 วัน ตามเกณฑ์ที่ ป.ป.ช. กำหนด ดังนี้ มีความเคลื่อนไหวด้วยเงินสดมากกว่า 5 แสนบาท มีความเคลื่อนไหวอสังหาริมทรัพย์มากกว่า 1 ล้านบาท และมีความเคลื่อนไหวโอนเงินทางอิเลกทรอนิกส์มากกว่า 1 แสนบาท

แม้ว่า “ฐาน” ของวงเงินที่ ป.ป.ช. กำหนด จะมาจากการยึด “รายได้” สูงสุดที่กลุ่มบุคคลที่มีหน้าที่แสดงบัญชีต่อ ป.ป.ช. จะได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ให้กับหน่วยงานรัฐ ประมาณ 1 แสนบาทต่อเดือน ดังนั้น ความเคลื่อนไหวบัญชีที่มากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดอาจจะส่อถึงความผิดปกติได้

แต่ทว่าในส่วนของสถาบันการเงิน เห็นว่า “ตัวเลข” ชุดนี้มีจำนวนน้อยมากซึ่งจะกลายเป็น “ภาระ” ต่อสถาบันการเงินในทันที

เพราะตามปกติแล้วสถาบันการเงินมีหน้าที่รายงานความเคลื่อนไหวทางบัญชีของบุคคลทั่วไปต่อ ปปง. อยู่แล้วในเกณฑ์ เงินสด 2 ล้านบาทขึ้นไป อสังหาริมทรัพย์ 5 ล้านบาทขึ้นไป และโอนเงินผ่านอิเลคทรอนิกส์ 1 แสนบาทขึ้นไป ซึ่งความเคลื่อนไหวเหล่านี้ในเดือนหนึ่งมีมากกว่าแสนบัญชี

โดย ป.ป.ช. จะนำความเห็นของผู้บริหารสถาบันการเงินกลับไปพิจารณาอีกครั้ง และจะมีการประชุมกลุ่มเล็กกับตัวแทนสถาบันการเงินเพื่อหาข้อสรุป โดยคาดว่าร่างประกาศฉบับใหม่นี้จะสามารถประกาศใช้ได้ภายใน 3 เดือนนับจากนี้

นอกจากนี้ที่ประชุมกรรมการ ป.ป.ช. ยังมีมติ ให้สำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินการรวบรวมมาตรการป้องกันการทุจริตเพื่อเสนอให้ คสช. ในสัปดาห์นี้ เพื่อพิจารณาและสั่งการให้หน่วยงานของรัฐนำไปปฏิบัติ โดยมาตรการป้องกันการทุจริตที่เตรียมนำเสนอ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 เป็นมาตรการหรือข้อเสนอแนะที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เคยเสนอ  ต่อคณะรัฐมนตรี ตามอำนาจในมาตรา 19 (11) แห่ง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ. 2554 ซึ่ง ครม. มีมติรับทราบและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือปฏิบัติแล้ว แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบยังไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมาตรการหรือข้อเสนอแนะ ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นควรนำเสนอ คสช. เพื่อยืนยันตามมาตรการและข้อเสนอแนะรวม 7 เรื่องได้แก่

1. ข้อเสนอของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อโครงการจัดซื้อรถโดยสารสาธารณะใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) จำนวน 3,183 คัน ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ

2. ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตและความเสียหายของทางราชการในการดำเนินโครงการระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศ

3. การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงหรือบุคคลดำรงตำแหน่งในกรรมการรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง

4. มาตรการป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับการจัดสรรโควตาและการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา

5. การสร้างความโปร่งใสในการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนให้ดำรงตำแหน่งระดับสูง

6. ข้อเสนอแนะเพื่อให้มีการปรับปรุงการปฏิบัติราชการเพื่อป้องกันหรือปราบปรามการทุจริตเรื่อง “การบูรณาการป้องกันการทุจริตของโครงการภาครัฐ”

7. มาตรการป้องกันการทุจริต เรื่องการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง

กลุ่มที่ 2 เป็นมาตรการหรือข้อเสนอแนะที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เคยเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ตามอำนาจในมาตรา 19 (11) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ. 2554 แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณาจาก ครม. รวม 3 เรื่อง ประกอบด้วย

1. ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตและป้องกันความเสียหายของทางราชการในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ

2. มาตรการป้องกันการทุจริตเรื่อง การบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณี การแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจของ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา

3. มาตรการป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ

กลุ่มที่ 3 เป็นมาตรการหรือข้อเสนอแนะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. อยู่ระหว่างการนำเสนอต่อ ครม. คือ มาตรการป้องกันการทุจริตและการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้

พร้อมกันนี้สำนักงาน ป.ป.ช. ยังอยู่ระหว่างจัดทำข้อเสนอแนะเรื่องมาตรการป้องกันการจัดทำนโยบาย ในการหาเสียงของพรรคการเมือง เพื่อป้องกันการทุจริตเชิงนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งการเพิ่มมาตรการในการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้สมัครรับเลือกตั้งระดับชาติก่อนเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง

โดยเชื่อจะสามารถพลิกโฉมหน้าการป้องกันการทุจริตเชิงนโยบายครั้งสำคัญได้

 

ต้องดูกันต่อไปว่าข้อเสนอแนะที่ ป.ป.ช. เตรียมเสนอต่อ คสช. จะได้รับการตอบรับมากน้อยเพียงใด เพราะนั่นหมายถึงการโครงสร้างปัญหาการทุจริตที่เปรียบเสมือนมะเร็งร้ายทำลายประเทศจะถูกทำลายลงด้วย

m197


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»