เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

เปิดเส้นทางวิบากงานกระจายอำนาจ “อปท.”

โดยทีมข่าว Inside Thai Parliament

อ่านอนาคตและจับทิศทางของอำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จากการประชุมกระทรวงมหาดไทยร่วมกับเสนาธิการทหารขับเคลื่อนนโยบายสำคัญคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 21 ก.ค. โดยมี “พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล เสนาธิการทหาร” เป็นประธานการประชุม ร่วมกับนายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุม ถือได้ว่าน่าสนใจ

ก่อนหน้านี้แวดวงวิชาการและงานภาคประชาชน เห็นชื่อ ของ “พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล” เข้ามาเป็นประธานในคณะกรรมการพิจารณาความเหมาะสมการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประจำปีงบประมาณ 2558 จากเดิมที่ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการกระจายอำนาจ  ซึ่งในเวลาปกตินายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รวมถึงมีตัวแทนจาก อปท.เป็นคณะกรรมการก็ทำให้ต้องคอยเงี่ยหู ดูข่าวท้องถิ่นกันอย่างตั้งใจมากขึ้น

เพราะที่ผ่านมางบประมาณก้อนนี้กฎหมายกำหนดให้ 25% ของงบประมาณแผ่นดิน เป็นงบอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล ฯลฯ เพื่อให้ผู้บริหารสูงสุดของแต่ละท้องถิ่นนำไปบริหารจัดการตามที่เสนอมากฎหมายยังระบุเป้าหมายไว้อีกว่า ในอนาคตสัดส่วนของงบประมาณอุดหนุน อปท.จะต้องสูงเกิน 35% เพื่อให้การกระจายอำนาจสัมฤทธิผลผ่านมา 15 ปีของการกระจายอำนาจ ยังสามารถกระจายเงินลงไปได้ในสัดส่วนเพียง 27% เท่านั้น

แม้ไม่มีใครรู้คำตอบว่า ต่อไป อปท.จะมีรูปแบบโครงสร้างอย่างไร แต่ถ้าดูประเด็นสำคัญในการหารือในวันนั้น พล.อ.ศิริชัย  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในวาระการประชุมที่สำคัญคือ เรื่องการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2558 ว่า ตามที่คสช.ได้มีประกาศคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาความเหมาะสมการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2558 มีนโยบายให้การจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นไปอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

โดยการบูรณาการทั้งบุคลากร งบประมาณ แผนงานโครงการต่างๆ ให้ครอบคลุมทั้งระบบทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นทุกจังหวัด ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด โดยกำหนดให้งบประมาณที่จะปรากฏในพ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2558 จะต้องมีแผนงานรองรับ รายจ่ายประจำให้จัดสรรให้เหมาะสม งบอุดหนุนเฉพาะกิจต้องจัดทำรายละเอียดความต้องการที่ชัดเจน และต้องให้ความสำคัญกับจังหวัดที่ไม่ได้รับการดูแลก่อน ทั้งนี้ให้จังหวัดและอำเภอประเมินการใช้งบประมาณตั้งแต่ก่อนใช้ ขณะใช้และหลังใช้งบประมาณไปแล้ว โดยต้องการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะทำงานจังหวัดมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน 

รวมไปถึงการเน้นย้ำในที่ประชุมวันนั้น ระบุถึงเรื่องการได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นการชั่วคราว โดยไม่ทำลายความเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักสากลเป็นระยะสั้นใช้สรรหาคนที่เชื่อว่าจะเป็นตัวแทนของท้องถิ่นแต่ละท่านที่เป็นผู้สรรหาล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และเป็นอิสระต่อกัน การใช้ดุลยพินิจของกรรมการสรรหา เพื่อให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนในท้องถิ่น บุคคลผู้ได้รับการสรรหา ถือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นตัวแทนเจตนารมณ์ของท้องถิ่นได้

ด้านนายวิบูลย์ ได้มีข้อสั่งการเพิ่มเติมแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด เรื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการในระดับจังหวัด เพื่อให้เป็นไปตามข้อสั่งการของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตามประกาศการจัดตั้ง ศูนย์ดำรงธรรม โดยมีหลักการให้ ศูนย์ดำรงธรรมมีหน้าที่ให้บริการของรัฐทุกประเภทในจังหวัด และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนทุกเรื่อง ในลักษณะของ ศูนย์บริการร่วม โดยมีบริการที่สำคัญ 5 เรื่อง

คือ 1.การให้บริการข้อมูลข่าวสารและให้คำปรึกษา 2.การให้บริการรับเรื่อง – ส่งต่อ (Service-Link) 3.การให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) 4.การรับเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ และ 5.การรับเรื่องปัญหาความต้องการและข้อเสนอแนะของประชาชน โดยให้จัดตั้งศูนย์ดำรงธรรม ณ ศาลากลางจังหวัด หรือสถานที่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นสมควรในขั้นแรกให้ตั้งขึ้นจังหวัดละ 1 แห่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ขั้นตอน และวางระบบการให้บริการและการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม (อ้างอิงข้อมูลจากhttp://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1405927713)

สอดคล้องและตอกย้ำกับการให้สัมภาษณ์ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.2557 ที่ได้กล่าวว่า การจัดสรรงบฯ ลงพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชน ต้องเปิดช่องทางให้ประชาชนได้ติดต่อ ไม่ใช่ให้ไปติดต่อที่กรุงเทพฯ ต้องไม่เกิดขึ้น ไอซีทีจะไปทำโซเชียลฯ ให้ถึงชาวบ้าน ผมว่าไม่ถึง เอาจอไปตั้งดีกว่า แต่อย่าดูจอน้ำเงิน แดง เหลืองเชื่อมโยงกับท้องถิ่น ท้องถิ่นต้องมาอยู่ในแผนเราด้วย ถ้าเราบอกว่าเขาโกง ไม่เข้มแข็ง เราต้องทำให้เขาเลิกโกง เข้มแข็ง

พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวว่า ที่บางคนเสนอเลือกผู้ว่าราชการจังหวัด ตำรวจจังหวัด เมืองนอกมันใช่ แต่ประเทศไทย เราใหญ่อย่างนั้นไหม ประเทศไทยเรากลัวอย่างเดียว กลัวคนมียศ ใช้อำนาจ บ้านเมืองเราต้องแก้ไขด้วยการเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ที่ถูกต้อง ไม่ใช่เลือกตั้งท่วมเลือดอย่างเดียว เดิมก็ทรมานอยู่แล้ว ไม่มีความสุขยิ่งไม่มีมากกว่าเดิม เพราะกดดันด้วยสถานการณ์ เวลา ตปท. เก็บทุกเม็ดมาแก้ก็เลยรุมเร้า อย่าโกรธกัน (อ้างอิงข้อมูลจากhttp://breakingnews.nationtv.tv/home/read.php?newsid=724663)       

สำหรับประเทศไทยหากมีการรื้อตู้โชว์งานปฏิรูปประเทศออกมาดูก็จะพบว่าการผลักดันให้ท้องถิ่นปกครองตนเอง ไม่ถือเป็นเรื่องใหม่ เคยมีการนำเสนอมาแล้ว ทั้งจากนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ และนพ.ประเวศ วะสี รัฐบุรุษอาวุโส อีกทั้งสอดคล้องกับ เจตนารมณ์ในรัฐธรรมนูญปี 2540  และ 2550 ได้กำหนดชัดว่า สามารถพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมทำการปกครองตนเองได้ หากแต่ข้อเสนออาจมีความแตกต่างกันไปสำหรับข้อกฎหมายหนึ่งที่ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากคือ "(ร่าง) พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบริหารจังหวัดปกครองตนเอง พ.ศ….ผลักดันโดย คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.)

เพื่อขยายความให้เกิดความเข้าใจที่ง่ายขึ้น (ร่าง)พ.ร.บ.การบริหารจังหวัดปกครองตนเอง พ.ศ….ประกอบไปด้วยหัวใจหลัก 3 ส่วนคือ ว่าด้วยโดยองค์ประกอบจังหวัดปกครองตนเองซึ่ง คือ 1.)สภาจังหวัดปกครองตนเอง 2.) ผู้ว่าการจังหวัดปกครองตนเอง 3.) สภาพลเมืองจังหวัดปกครองตนเอง

“ผู้ว่าราชการจังหวัดปกครองตนเองจะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน  โดยในการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการจังหวัด ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเสนอชื่อบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการจังหวัดด้วย มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่า 2 วาระมิได้ และให้ผู้ว่าการจังหวัดปกครองตนเองเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานเจ้าหน้าที่ของจังหวัดปกครองตนเอง” ร่างพ.ร.บ.ระบุ

ส่วนรายละเอียดของ สภาจังหวัดปกครองตนเอง สมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น โดยจำนวนสมาชิกสาจัดการตนเอง ขึ้นอยู่กับจำนวนประชาชน หากจำนวนประชากร น้อยกว่า 500,000คน จำนวนสมาชิกสภา 30 คน จำนวนประชากร 500,001-1,000,000 คน จำนวนสมาชิกสภา 36 คน จำนวนประชากร 1,000,000-2,000,000 คน จำนวนสมาชิกสภา 48 คน และ จำนวนประชากร 2,000,000 คนขึ้นไป มีจำนวนสมาชิกสภา 54 คน

สภาพลเมืองจังหวัดปกครองตนเอง ประกอบด้วย บุคคลผู้มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์จากองค์กร ภาคชุมชน  ภาคประชาสังคม ภาควิชาชีพ ภาควิชาการ และภาคส่วนอื่นที่เป็นประโยชน์ในการดำเนินงานของสภาพลเมือง มีจำนวนสมาชิกสภาพลเมืองเท่าที่จะพึงมีตามที่กำหนดในข้อบัญญัติ โดยคำนึงถึงสัดส่วนความเท่าเทียมระหว่างเพศ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย 

ทั้งนี้ ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ได้ออกแบบไว้อย่างรอบคอบว่า ประชาชนจังหวัดนั้นๆ จะต้องรวบรวม 5 พันรายชื่อเพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี แล้ว ให้นายกฯทำการลงประชามติเฉพาะภายในจังหวัดนั้น จากนั้นนายกฯจะเสนอต่อไปยังคณะกรรมการเลือกตั้ง หรือ กกต.ไปจัดการทำประชามติในจังหวัดนั้นๆ และในวันลงประชามติ จะต้องมีประชาชนผู้มีสิทธิ์มาลงประชามติ เกินกึ่งหนึ่ง หรือเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ต้องมาลงเสียงประชามติ ถ้าผู้มีสิทธิ์ออกเสียงประชามติมาไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่ามีอันตกไป

และทั้งหมดนี้คือการสำรวจแนวคิด และทิศทางบนหน้ากระดานงานปฏิรูปงานท้องถิ่นจากทุกภาคส่วนเท่าที่มีข้อมูลทั้งหมดในขณะนี้ก่อนจะมีสภาปฏิรูป สภานิติบัญญัติ และครม.เฉพาะกาลนับจากนี้

m197


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»