เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

สัมภาษณ์พิเศษ :: “ประพันธ์ นัยโกวิท” ค้นเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ 2550 วินิจฉัยทางรอดรัฐบาลรักษาการ

ทีมข่าว Inside Thai Parliament

ประพันธ์2

ในปี 2550 “ประพันธ์ นัยโกวิท” สวมบททั้งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเป็นหนึ่งในกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550

รับผิดชอบการเลือกตั้งใหญ่ 2 ครั้ง 23 ธันวาคม 2550 และ 3 กรกฎาคม 2554 สภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านการเลือกตั้งโดยฝีมือของ “ประพันธ์” ได้เลือกนายกฯ แล้วถึง 4 คน 1.สมัคร สุนทรเวช 2.สมชาย วงศ์สวัสดิ์ 3.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 4.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ในวันที่เขาเกษียณจากภารกิจ 5 กกต.ตรงกับจังหวะบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะคับขัน การเลือกตั้ง 2 ก.พ.2557 ไม่สามารถทำให้สำเร็จลุล่วง

ลากยาวถึงการเลือกปัญหาการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถทำได้ทันเวลา 30 วันตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงยังไม่มีนายกฯ คนใหม่

ลากยาวถึงการตีความว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะสิ้นสภาพรัฐบาลรักษาการหรือไม่

“ประพันธ์” ในฐานะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 และ เคยเป็น กกต.ทำคลอดสภาผู้แทนราษฎรมาถึง 2 ชุด มีคำตอบในบรรทัดถัดไป

**หลังครบ 30 วันแล้ว ยังเปิดสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ได้ รัฐบาลรักษาการต้องสิ้นสภาพหรือไม่

อยู่ที่การตีความว่าบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาตรา 127 ที่บัญญัติว่า ให้มีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกภายใน 30 วัน นับจากวันเลือกตั้ง และในมาตรา 172 ที่บอกให้สภาผู้แทนราษฎรต้องให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีภายใน 30 วันนับจากวันเปิดประชุมสภาครั้งแรก ระยะเวลาที่กำหนดใน 2 มาตรา เป็นระยะเวลาซึ่งมีสภาพบังคับเด็ดขาด ขยายไม่ได้ หรือว่า เป็นระยะเวลาบทเร่งรัดอยู่ที่การตีความ

โดยทั่วไประยะเวลาที่มีสภาพเด็ดขาดไปขยายอะไรไม่ได้ โดยหลักจะเกี่ยวกับคดีอาญา เช่น ระยะเวลาจำคุก ซึ่งกฎหมายอาญาบอกไว้เลยว่า ถ้าศาลจำคุก 1 เดือน ให้ถือว่า 1 เดือนมี 30 วัน จะไปบอกว่าเดือนมีนาคมมี 31 วัน ต้องจำคุก 31 วันไม่ได้ หรือต้องเป็นอายุความในคดีอาญา และ คดีแพ่งก็ได้ เช่น ต้องบังคับคดีภายในอายุความ 10 ปี ถ้าไม่ฟ้องภายอายุความนี้จะขอขยายไปอีก 1 วันก็ไม่ได้

ส่วนระยะเวลาในรัฐธรรมนูญ มีกำหนดเวลาเขียนไว้หลายมาตรา อยู่ที่การตีความว่าระยะเวลาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมีสภาพบังคับเด็ดขาด หรือ บทเร่งรัด เช่น ในมาตรา 300 บัญญัติให้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลใช้บังคับ ตอนนี้เลยเวลา 1 ปีไปแล้วก็ยังไม่มีกฎหมายฉบับนี้ สมมติต่อไปสภาออกกฎหมายซึ่งเกิน 1 ปี ตามมาตรา 300 ถามว่ากฎหมายฉบับนี้จะใช้ได้ไหม ผมคิดว่าคนส่วนมากคงเห็นว่าใช้ได้เพราะต้องมีกฎหมาย แสดงให้เห็นว่ามาตรา 300 เป็นบทเร่งรัดให้ทำ ถ้าทำไม่ได้ มีเหตุจำเป็น ก็ไม่เป็นไร

เรื่องระยะเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยตีความ คือ กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 108 ที่บอกว่า ถ้ามีการยุบสภาแล้วต้องกำหนดวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 45 วันและไม่เกิน 60 วัน ซึ่งตอนแรกนักกฎหมายส่วนมากเห็นว่าเป็นระยะเวลาที่ตายตัวขยายไม่ได้ ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า ระยะเวลาที่กำหนดในมาตรา 108 ไม่ได้เป็นระยะเวลาที่กำหนดโดยเด็ดขาด ถ้ามีเหตุจำเป็นเรื่องความมั่นคง เพื่อความเรียบร้อยสามารถขยายได้ เพียงแต่ กกต.กับ นายกฯ พิจารณาด้วยกัน นายกฯ ไม่ยอมเลื่อนเท่านั้นเอง เท่ากับว่ามาตรา 108 ไม่ได้มีสภาพบังคับเด็ดขาด ถ้าเทียบอย่างนี้ มาตรา 127 และมาตรา 172 น่าจะตีความ ทำนองเดียวกับที่ศาลรัฐะรรมนูญตีความในมาตรา 108 หรือไม่ ต้องพิจารณาในประเด็นนี้

และในรัฐธรรมนูญมาตรา 181 คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ซึ่งเขาไม่ได้บอกเวลาเอาไว้ว่าห้ามเกินระยะเวลามาตรา 172 ถ้าเขาไม่ให้เกินระยะเวลาตามมาตรา 172 ที่ให้เห็นชอบนายกฯ ภายใน 30 วัน นับจากวันเปิดสภา ในมาตรา 181 ก็น่าจะเขียนเติมต่อไปว่า “จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ เว้นแต่จะพ้นระยะเวลาตามมาตรา 172” แต่ทีนี้เขาไม่ได้เขียน ถ้าดูตามนี้คณะรัฐมนตรีของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรก็ไม่น่าจะขาดแต่ในที่สุดก็ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะยังไม่เคยตีความในมาตรา 127 และ มาตรา 172 ถ้ายังไม่ใช่ระยะเวลาสภาพบังคับเด็ดขาดคุณยิ่งลักษณ์ก็ต้องเป็นนายกฯคณะรัฐมนตรีก็ยังอยู่ต่อ จะไปบอกว่าคณะรัฐมนตรีพ้นไปหมด นายกฯ พ้น เท่ากับไม่มีรัฐบาล ต้องใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 มันยังไม่ชัดเจน

 

krm2

** กรอบเวลาที่เป็นบทบังคับเด็ดขาดในตัวรัฐธรรมนูญมีหรือไม่

ถ้าดูตามนี้ก็ยังนึกไม่ออกว่าเป็นมาตราไหน เพราะที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความมีแค่มาตรา 108 เท่านั้น

** ในกฎหมายอาญา และ กฎหมายแพ่ง กับตัวรัฐธรรมนูญ ทำไมสภาพบังคับของเวลาจึงต่างกัน

ระยะเวลาตามกฎหมายอาญา หรือ อายุความไม่ว่าคดีแพ่ง หรือ อาญา มันมีผลกระทบกับสิทธิหรือเสรีภาพของคนที่เกี่ยวข้อง ฉะนั้น ระยะเวลาในกฎหมายอาญา หรือ อายุความ จะขยายไม่ได้ในทางนิติศาสตร์ แต่ถ้าระยะเวลาอื่นๆ เช่น ระยะเวลาในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เขากำหนดระยะเวลาต่างๆ เอาไว้ เช่น คำร้องต้องยื่นในเวลาเท่าไหร่ ถ้าเกิดทำไม่ทันจริงๆ มีพฤติการณ์จำเป็นสามารถขอศาลขยายได้ แต่ต้องขอขยายก่อนสิ้นระยะเวลานั้น ส่วนระยะเวลาในรัฐธรรมนูญก็มีเขียนเยอะแยะ… แต่ถ้าดูจากที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความมาตรา 108 หรือ มาตรา 300 ก็เห็นได้ว่าเป็นบทเร่งรัดมากกว่า

มีระยะเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความมีผลไม่ขยายคือ กรณีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองใน กกต.ยุคเรา ที่ท่านอภิชาต (สุขัคคานนท์ อดีตประธาน กกต.) ยื่นขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีใช้เงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองไม่ถูกต้อง ซึ่งใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 93 ให้ยุบพรรคการเมืองเลย โดยต้องยื่นภายใน 15 วัน นับแต่นายทะเบียนทราบการกระทำ ซึ่งเรื่องนี้ กกต.มีมติเห็นควรยุบพรรคประชาธิปัตย์นะ แต่ปรากฏว่านายทะเบียนไปยื่นเกิน 15 วัน นับจากนายทะเบียนทราบว่าพรรคประชาธิปัตย์มีการกระทำซึ่งฝ่าฝืนกฎหมาย อันนี้ศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้อง กกต.เลย

กรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญถือว่าไม่เป็นบทเร่งรัด ศาลรัฐธรรมนูญยกเลย ขนาดศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง สืบพยายนหมดแล้วด้วย ใช้เวลาพิจารณาหลายเดือน แต่พอพิจารณาหมดแล้วมาบอกว่านายทะเบียนพรรคการเมืองไม่ยื่นภายใน 15 วัน ยกคำร้องเลย ไมได้บอกเป็นบทเร่งรัด หรือ ให้นายทะเบียนแก้ไขปรับปรุงคำร้องใหม่ แสดงว่าศาลมองว่าระยะเวลาตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 93 เป็นระยะเวลาสภาพบังคับเด็ดขาด เพราะถือว่ามีผลกระทบต่อบุคคลภายนอก

**ถ้ามองอย่างเป็นกลาง คำร้องของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ที่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความมีความสมเหตุสมผลหรือไม่

มาตรา 127 และ 172 ยังไม่เคยมีการตีความ และเขาอาจมองว่าจะให้รัฐบาลรักษาการอยู่ไปหลายๆ เดือนอย่างนี้ได้ยังไง เพราะถือว่ารัฐบาลสิ้นสุดไปแล้วตามมาตรา 181 ทันทีที่มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาตำแหน่งนายกฯ และ คณะรัฐมนตรีมันสิ้นสุดไปแล้ว จะให้อยู่รักษาการนานๆ เกิน 60 วันนับจากวันเลือกตั้งมันก็ไม่น่าจะอยู่ได้ หมดความชอบธรรมในมุมของเขา เขาก็มีเหตุผลของเขานะ ฉะนั้นก็ให้คนอื่นมาทำแทน

**ในฐานะที่เป็นหนึ่งผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ตอนนั้นมองว่า จะเกิดสุญญากาศในอนาคตไหม

รายละเอียดของเรื่องนี้เราเกือบไมได้พูดกันเลย ถ้าเกินเวลาในมาตรา 127 และ 172 แล้ว รัฐบาลรักษาการจะอยู่ได้ไหม เพราะพูดง่ายๆ เอารัฐธรรมนูญ 2540 มา

**พรรคเพื่อไทยบอกว่าตามรัฐธรรมนูญมีการวางขั้นตอนเพื่อไม่ให้เกิดภาวะสุญญากาศอยู่แล้ว หากจะตีความอย่างนี้ได้หรือไม่

ก็เป็นเรื่องการตีความไง พูดง่ายๆ ในการพิจารณากฎหมายก็เหมือนกับเรื่องทางคดี มันไม่มีชนะ 100 เปอร์เซ็นต์ แพ้ 100 เปอร์เซ็นต์ ในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องคดีความบอกว่าเรื่องนี้ 100 เปอร์เซ็นต์ แพ้ 100 เปอร์เซ็นต์มันไม่มี อาจจะเป็นความเห็นส่วนข้างมากว่าน่าจะแพ้หรือน่าจะชนะ แต่ไม่มีบอกว่าแน่นอน อันนี้ก็เป็นเรื่องการตีความจนกว่าคนที่มีอำนาจวินิจฉัยจึงจะเป็นที่ยุติก็คือศาลรัฐธรรมนูญ

** ผ่านการเลือกตั้งมา 30 วัน รัฐธรรมนูญมาตรา 93 บอกว่าให้เปิดสภาได้ 95 เปอร์เซ็นต์ ใน กกต.ยุคท่านจึงใช้วิธีปล่อยไปก่อน แล้วสอยทีหลัง แต่ กกต.ปัจจุบันยังไม่ได้ประกาศรับรองผล ส.ส.เลย ตามหลักจริงๆ คืออย่างไ

ในรัฐธรรมนูญมาตรา 93 ตอนที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นการแก้ไขที่เคยเกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ไม่ได้เขียนว่าต้องมี ส.ส.ไม่น้อยกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ถ้าไม่ครบ 100 เปอร์เซ็นต์จะเปิดสภาไม่ได้ จึงมีการแก้ในมาตรา 93 วรรคท้ายว่า ถ้าได้ครบ 95 เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นสภาผู้แทนราษฎรได้เพื่อแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้น

แต่คราวนี้ 2 ก.พ.ยังไงก็ไม่ถึง 95 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว เพราะมี 28 เขตเลือกตั้งที่รับสมัคร ส.ส.ไม่ได้ เพราะเกินจำนวน 95 เปอร์เซ็นต์อที่ กกต.สมัยที่แล้วประกาศผลไปเรื่อยๆ พอครบ 30 วัน ผู้สมัครรายใดที่ กกต.ยังสอบสวนไม่เสร็จจะประกาศผลไปก่อน ถ้าจำได้คุณจตุพร พรหมพันธุ์ เราประกาศรับรองผลวันสุดท้าย เพราะยังสอบสวนไม่เสร็จ เราจึงประกาศไปก่อน เมื่อสอบเสร็จแล้วเราเห็นว่าสมาชิกภาพ ส.ส.อาจจะขาดเพราะไม่ได้ไปเลือกตั้ง เราจึงยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลจึงวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง ที่ผ่านมามันก็ไม่มีปัญหา เพราะเราปล่อยไปก่อน แล้วสอยทีหลัง

แต่คราวนี้เขาไม่ประกาศเลยสักคน เข้าใจว่า กกต.ชุดนี้ก็มีเหตุผลที่ยังไม่ประกาศ ส.ส.เลย เช่น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 125 คนก็ประกาศไม่ได้อยู่แล้ว เพราะมีหลายหน่วยเลือกตั้งยังไม่สามารถเปิดลงคะแนนได้ เมื่อยังไม่ได้คะแนนครบทุกหน่วยก็ยังไม่สามารถคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อได้ ส่วน ส.ส.เขต 375 เขต มีคนพูดว่า ส.ส.ทางเหนือ อีสานเลือกตั้งได้หมดทำไมไม่ประกาศรับรองผลไปก่อน อาจประกาศได้ 300 เขต

แต่ที่เขายังประกาศไม่ได้ ผมเข้าใจว่าอาจมีคนไปลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือก ส.ส.เขต ในนอกเขตจังหวัดของตัวเอง เช่น คนที่มีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ จ.สุราษฎร์ธานี เขต 1 แต่บังเอิญมาทำงานที่ จ.เชียงใหม่ จึงขอใช้สิทธิที่ จ.เชียงใหม่ จริงอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ ไม่มีปัญหาการขัดขวางเลือกตั้ง แต่ปรากฏว่าที่ จ.สุราษฎร์ธานี เขต 1 มีปัญหา มันก็มีปัญหาการประกาศ ส.ส.เขตไม่ได้ อีกเหตุผลหนึ่ง กกต.ไม่อยากประกาศผล ส.ส.เขตไปก่อน เพราะอาจเกิดการชี้นำ เช่น ประกาศ ส.ส.เขตไปก่อน ปราฏกว่า พรรคโพรรคหนึ่งชนะเยอะแยะก็เหมือนกับการชี้นำเขาถึงไม่ประกาศผล

** ผ่านไป 180 วัน ยังได้ ส.ส.ไม่ครบ 95 เปอร์เซ็นต์ ต้องตีความอะไรอีกไหม

ต้องกลับมาตีความในรัฐธรรมนูญมาตรา 93 อีกว่า ระยะเวลา 180 วัน ที่จะให้มี ส.ส.ครบจำนวน เป็นระยะเวลาสภาพบังคับเด็ดขาด หรือ เป็นบทเร่งรัด เหมือนมาตรา 127 กับ มาตรา 172 ถ้าเป็นบทเร่งรัดก็ทำต่อไปจนครบจำนวน แต่ถ้าบังคับเด็ดขาดก็มี ส.ส.แค่ไหน ก็แค่นั้น

แต่โดยเหตุผลแล้ว เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญต้องการให้มีผู้แทนราษฎรให้ไปพูดในสภา แม้เกิน 180 วัน มันก็น่าให้ประชาชนมีผู้แทนราษฎรเป็นหลักสำคัญ ต้องตีความตามเจตนารมณ์ ถ้าตีความแบบนั้นก็น่าจะเป็นบทเร่งรัด

** แล้วถ้ามองเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญมาตรา 127 กับ 172 มันเป็นอย่างไร

เจตนารมณ์โดยเหตุผลทั่วไปในรัฐธรรมนูญเขาไม่ต้องการให้องค์กรต่างๆ เกิดสุญญากาศ เช่น ไม่มีรัฐบาล ไม่มีสภา ไม่งั้นเดี๋ยวจะมีปัญหาเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ตัวอย่างคือ การยุบสภา ส.ส.ยุบ โอเค ส.ส.หมด แต่วุฒิสภาถึงหมดวาระแต่ในมาตรา 117 วุฒิสภายังต้องอยู่ปฏบัติหน้าที่รัฐสภาต่อไป คือเขาไม่ต้องการให้เกิดสุญญากาศไง

ในรัฐธรรมนูญมาตรา 132 ก็กำหนดเอาไว้ว่าถ้ากรณียุบสภา วุฒิสภาจะทำอะไรได้บ้าง เช่น ประกาศสงคราม เพราะในภาวะสงครามที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภา จะมาบอกว่า ส.ส.ยุบไป แล้วบอกว่าไม่มีสภามันทำไม่ได้ เหมือนกับ กกต. ที่ครบวาระ รัฐธรรมนูญยังบอกเลยว่าให้ กกต.ที่ครบวาระต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่า กกต.ซึ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่จะปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 232 บัญญัติเหมือนคณะรัฐมนตรี ในมาตรา 181 ที่ให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป นี่คือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

--------------------------------------------------------

m135


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»