เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

ไขทัศนะ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” ผู้ยื่นศาล รธน.ลงดาบ “ยิ่งลักษณ์” ผ่าทางตันสุญญากาศ และการมีนายกฯ ม.7

ทีมข่าว Inside Thai Parliament 

เมื่อสถานภาพนายกรัฐมนตรีของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เดินมาสู่ปากเหว ขึ้นอยู่แค่คำ 2 คำ คือ “อยู่” หรือ “ไป”

m135

จากกรณีที่ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” ส.ว.สรรหา พร้อมพวกอีก 21 คน ยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยสถานภาพนายกฯ ของ “ยิ่งลักษณ์” สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 (7) ประกอบมาตรา 286

นาทีนี้ “ยิ่งลักษณ์” และ “พรรคเพื่อไทย” ต้องร้อนๆ หนาวๆ ถึงชะตากรรมบนศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง ทีมข่าว “Inside Thai Parliament” สนทนากับ “ไพบูลย์” ในฐานะคนต้นเรื่อง ยื่นคำร้อง โดยให้เขาประเมินโอกาส “รอด – ไม่รอด” ทางการเมือง ของนายกรัฐมนตรี คนที่ 28

หากไม่รอด... กระบวนการนำมาซึ่งนายกฯ ตามทัศนะของ ส.ว.สายสรรหา ผู้นี้เป็นอย่างไร โปรดอ่านในบรรทัดถัดไป

คาดหวังไว้กี่เปอร์เซ็นต์ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามที่ได้ยื่นคำร้อง?

ธรรมดาของการยื่นคำร้อง คงพิจารณาถึงความสมเหตุสมผลอยู่แล้วว่าคำร้องของเรามันถูกต้องหรือมีน้ำหนัก ซึ่งข้อเท็จจริงใหญ่มาจากคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเป็นข้อยุติแล้วว่าการกระทำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าองค์ประกอบครบที่เป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268  มาตรา 266

ซึ่งหลักใหญ่ๆ มี 3 องค์ประกอบ 1. เป็นการกระทำแทรกแซงโยกย้ายข้าราชการประจำ ซึ่งกรณีนื้คือคุณถวิล เปลี่ยนสี พ้นจากการเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นการกระทำเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น ก็คือ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์ (อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ) ที่เป็นญาติ

 2. การกระทำดังกล่าว ถ้าเป็นไปตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาก็จะได้รับการคุ้มครอง แต่กรณีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยว่าไม่ได้เป็นประโยชน์แก่การแถลงนโยบาย

3. ถ้าทำตามกฎหมายก็จะได้รับการคุ้มครอง แต่ปรากฏว่าศาลวินิจฉัยด้วยว่าเป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ดังนั้น ทั้ง 3 องค์ประกอบจึงเป็นเหตุผลที่สาลรัฐธรรมนูญรับไว้พิจารณา รวมทั้งน่าจะวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำต้องห้ามที่ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี และ นายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ผมเป็นผู้ทำคำร้องไปก็ค่อนข้างเชื่อมั่น แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล

กรณีโยกย้ายคุณถวิลมีโอกาสสำเร็จผลมากกว่า คดีอื่นๆ เช่นเรื่องทุจริตจำนำข้าว? 

ก็ต้องดูว่าสำเร็จผลนี่ต้องการอะไร ถ้าต้องการให้คำตัดสินออกมาชัดเจนว่ากระทำผิด ทุกอันมันก็ผิดทั้งนั้น ไม่ว่าจำนำข้าว  แต่กระบวนการยังไม่สิ้นสุด ยังมีกระบวนการที่ไปอัยการและศาล ด้านการถอดถอนก็มายังวุฒิสภา ส่วนถอดถอนได้ ไม่ได้ก็อีกเรื่องหนึ่ง มันไม่สิ้นสุด และดูท่าแล้วก็ไม่สิ้นสุด เพราะมันต้องใช้เสียง 90 เสียงในการถอดถอน ไม่น่าเป็นไปได้

แต่ส่วนกรณีคุณถวิล มันเป็นเรื่องการวินิจฉัยการกระทำต้องห้ามมีผลเพียงแค่ให้สิ้นสุดการเป็นนายกฯ  หรือรัฐมนตรี กระบวนการไม่ได้ยาว มีขั้นตอนเดียวที่ร้องตรงไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำต้องห้าม ก็จบเลยในวันที่มีคำวินิจฉัย ดังนั้น ถ้าพูดถึงผลของคดีกรณีนี้จะใช้เวลาสั้นที่สุดที่มีผลต่อคุณยิ่งลักษณ์ สิ้นสุดความเป็นนายกฯ ไม่มีคดีอาญายืดเยื้อเหมือนคดีจำนำข้าว

ส่วนผลที่ตามหลังจะมีเยอะ เพราะถ้าศาลวินิจฉัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ สิ้นสุดความเป็นนายกฯ กระบวนการต่อจากนั้น จะต้องมีการแต่งตั้งนายกฯ คนใหม่ อันนี้จะเป็นจุดเปลี่ยน ซึ่งจะเข้ากระบวนการของมวลมหาประชาชนที่เขามาชุมนุมกันเรียกร้องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ลาออก เพื่อให้แต่งตั้งนายกฯ เฉพาะกาล เพราะถือว่าตำแหน่งนายกฯ สุญญากาศแล้ว กระบวนการที่เขาต่อสู้มาหลายเดือนก็จะเริ่มต้นแล้วล่ะ

 คดีของคุณถวิลจะเป็นหมัดน็อกให้คุณยิ่งลักษณ์พ้นจากตำแหน่ง?

ผมว่ามันเป็นการกระทำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตั้งแต่รับตำแหน่งใหม่ๆ จนมาถึงตรงนี้ เพิ่งมาตกผลึกที่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยไว้ชัดแจ้ง ประจวบกับไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าหมายถึงหมัดน็อกที่ทำให้พ้นจากตำแหน่ง หรือ สิ้นสุดความเป็นนายกฯ คดีนี้เป็นคดีที่มีความเป็นไปได้สูงสุด และ ใช้เวลาน้อยที่สุด ผมไม่อยากเรียกว่าเป็นหมัดน็อก มันไม่ใช่เรื่องนั้น แต่ถือว่าเป็นไปได้สูงสุด

ดูไทม์ไลน์แล้วนานไหมกว่าที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย?

อยู่ที่ดุลพินิจของศาล แต่ดูจากแนวทางการพิจารณาคดีของศาลที่ผ่านมา ในกรณีไม่ต้องมีข้อเท็จจริงมาใต่สวนอะไรมากมายเช่นกรณีคุณถวิล เพราะศาลปกครองสูงสุดทำมาแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญก็น่าจะฟังข้อเท็จจริงที่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยชัดแจ้งไว้แล้ว ไม่น่าจะต้องไต่สวนอะไร แต่โดยขั้นตอนก็ต้องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ชี้แจง เป็นกระบวนการของศาล ก็น่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 อาทิตย์

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ว่าคุณยิ่งลักษณ์ขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี กระบวนการเสนอนายกฯ คนกลางจะใช้ช่องไหนได้บ้าง?

ตามรัฐธรรมนูญจะต้องดำเนินการได้มาซึ่งนายกฯ คนใหม่โดยเร็ว ส่วนตัวมองว่าเมื่อไม่มีสภาผู้แทนราษฎรในช่วงวเลานี้ และยังไม่มีการเลือกตั้งในระยะเวลาอันใกล้ ดังนั้น จะต้องดำเนินการตาม 2 แนวทาง 1.ตามแนว กปปส.ที่เขาพูดถึงดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 ไปสู่มาตรา 7 เมื่อฝ่ายบริหารว่างลง อำนาจก็กลับคืนมา เขาก็จะดำเนินการขอให้มีนายกฯ คนใหม่ ที่เป็นนายกฯ เฉพาะกาลขึ้นมาเพื่อปฏิรูปประเทศไทย โดยใช้กรณีที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญมาตรา 7 ที่ว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติใดเขียนไว้ ก็ใช้ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

แนวทางที่ 2 ต้องดูข้อกฎหมาย เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 180 บัญญัติว่าในกรณีที่นายกฯ สิ้นสุดลงให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 และ 173 โดยอนุโลม คือ มาตรา 172 และ 173 เป็นเรื่องของสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้แต่งตั้ง แต่เมื่อไม่มีสภาผู้แทนราษฎร โดยอนุโลมก็ต้องเป็นวุฒิสภา ส่วนจะทำได้ไม่ได้นั้นต้องรอดูว่าศาลชี้มาเสียก่อนว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ขาดคุณสมบัติการเป็นนายกฯ ผมเชื่อว่า ประเด็นจะทำยังไงให้ได้นายกฯ คนใหม่มานั้น ก็จะเป็นประเด็นที่มีคนมาทำหลายแนวทาง อาจไม่ได้มีแค่ 2 แต่จะมี 3,4 แนวทาง

แต่ต้องเรียนว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญคือ จะปล่อยให้ตำแหน่งนายกฯ ว่างลงแล้วอ้างว่าให้รองนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่แทนต่อได้นั้นทำไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญเร่งรัดให้มีนายกฯ โดยเร็ว แต่จะมีอย่างไรต้องถึงเวลานั้น

 หากเทียบระหว่างแนวทางของ กปปส.ที่ให้ใช้มาตรา 3 และ มาตรา 7 กับ ให้วุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่แทน ส.ส.เลือกนายกฯ อย่างไหนทำได้มากกว่ากัน?

ผมว่ามันก็ไม่เคยเกิดขึ้นทั้งสองแบบ ก็เท่าๆ กัน ขึ้นอยู่กับจะใช้วิธีไหน ไว้รอถึงวันนั้นก่อน (หัวเราะ) 

ทั้ง 2 กระบวนการอาจถูกฝ่ายตรงข้ามถามหาความชอบธรรม?

ก็ทำได้ทั้งนั้น คงไม่มีใครไม่พอใจ โดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามไม่พอใจอยู่แล้ว เพราะฝ่ายตรงข้ามเสนอวิธีเดียวคือ ให้รองนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่ก่อน จากนั้นเร่งไปเลือกตั้งเพื่อให้ได้ ส.ส.มา เลือกนายกฯ ซึ่งทางนี้ก็ไม่เห็นด้วย  

 นายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เป็นประชาธิปไตยหรือไม่?

โอ้...ยิ่งกว่าประชาธิปไตย เพราะการที่ไปบังคับว่าจะต้องใช้นายกฯ ที่มาจาก ส.ส.มันเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้ เรียกง่ายๆ ว่าในรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นครั้งแรกที่บังคับให้นายกฯ ต้องมาจาก ส.ส. แต่พอเป็นแล้วต้องลาออกจาก ส.ส.จึงชี้ให้เห็นว่าสถานะของนายกฯ ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเป็น ส.ส.เพราะการถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหาร กับ ฝ่ายนิติบัญญัติต้องแยกจากกัน

แต่การให้นายกฯ ต้องเป็น ส.ส.และมาจากสภา มันเลยแยกไม่ออกระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เขียนไว้ว่านายกฯ ต้องมาจาก ส.ส.และไม่ต้องลาออกจาก ส.ส. แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยุบสภา และยังอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็สิ้นสุดความเป็น ส.ส.แล้ว ก็แสดงว่าความเป็น ส.ส.ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเลย เพียงแค่ใช้สภาผู้แทนราษฎรตั้งนายกฯ ก็ต้องตั้ง ส.ส. ให้เป็นนายกฯ

แต่สังเกตว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนว่า ความเป็น ส.ส.ของนายกฯ เป็นคุณสมบัติ และคนที่เป็นนายกฯ แล้วไม่เป็น ส.ส.ก็ไม่ใช่ลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 174 จะไม่เห็นเขียนเลยว่าต้องเป็น ส.ส. ดังนั้น เมื่อคุณสมบัติการเป็นนายกฯ ไม่มีเรื่องการเป็น ส.ส. และการไม่เป็น ส.ส. ก็ไม่ใช่ลักษณะต้องห้าม จึงไม่แปลกอะไรถ้าตำแหน่งว่าง แล้วเอาคนที่ไม่ใช่ ส.ส.มาเป็น เพราะ ส.ส.มันไม่มี มาตั้งเป็นนายกฯ ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ผิดเพี้ยนจนกระทั่งไม่เป็นประชาธิปไตย

ความเห็นส่วนตัวกลับเห็นว่า การเอา ส.ส.มาเป็นนายกฯ ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารแล้วบังคับว่าต้องอยู่ในตำแหน่ง กลับไม่เป็นประชาธิปไตยในระบบแบ่งแยกอำนาจ และการถ่วงดุลกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารด้วยซ้ำ ซึ่งผมคิดว่าวันข้างหน้าในการแก้ไขระบอบประชาธิปไตยของไทย ก็จะต้องให้ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ 3 ดุลอำนาจจะต้องอิสระจากกัน เพื่อถ่วงดุลซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง

แต่ในรัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดว่า นายกฯ ต้องมาจาก ส.ส. และส.ส.ต้องเห็นชอบผู้ที่ได้รับเสนอชื่อเป็นนายกฯ?

ในมาตรา 180 เขียนว่าถ้านายกฯ สิ้นสุดความเป็นนายกฯ ให้ดำเนินการตามมาตรา 172 และ 173 โดยอนุโลม ตีความว่ามีอะไรใช้ได้ก็ใช้เท่านั้น โดยตัวผมตีความว่าเป็นการเขียนแบบเปิดกว้างว่า ถ้านายกฯ สิ้นสุดลง และต้องตั้งนายกฯ คนใหม่ให้ได้ เมื่อไม่มี ส.ส.ทำหน้าที่ ทำไมจะใช้ ส.ว.ทำหน้าที่แทนไม่ได้ คือ นำมาใช้โดยอนุโลม

และการเสนอชื่อบุคคลตามมาตรา 7 ที่ผ่านมาก็ไม่จำเป็นต้องเสนอคนที่เป็น ส.ส.อยู่แล้ว แต่เอาชื่อคนที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 174 ก็เสนอชื่อไป โดยนำมาตรา 172 และ 173 มาบังคับใช้โดยอนุโลม ผมก็ว่ามันน่าจะทำได้เพื่อให้มีนายกฯ เว้นแต่ไม่เป็นไรประเทศนี้ไม่มีนายกฯ ก็ได้ ถ้าพูดอย่างนั้น ผมถามว่าบทบัญญัติไหนมันเขียนว่าตำแหน่งนายกฯ ไม่สำคัญ ก็จะขัดกับที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และ พรรคเพื่อไทยบอกตลอดว่าตำแหน่งนายกฯ นั้นสำคัญอย่างยิ่ง จึงลาออกไม่ได้ ขาดไปแม้แต่วันเดียวก็ไม่ได้

ในสภาวะปกติ ส.ส.เลือกนายกฯ จาก ส.ส.ด้วยกัน แต่กรณีที่ ส.ว.ทำหน้าที่แทน ส.ว.จะไปหยิบชื่อนายกฯ มาจากไหน ?

กระบวนการเหมือนกับสภาผู้แทนราษฎร ก็จะพิจารณาว่าบุคคลไหน เขาก็จะมี ส.ส.รับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ตามมาตรา 172 ในที่นี้เราก็จะใช้ ส.ว.รับรอง ส่วนชื่อจะมายังไงก็แล้วแต่สมาชิกเสนอ

ถ้าศาลวินิจฉัยให้ความเป็นนายกฯ ของคุณยิ่งลักษณ์สิ้นสุดลง กระบวนการหานายกฯ คนใหม่ของ ส.ว.มันจะยุ่งยากเกินไปหรือไม่?

มันก็ยุ่งยากทั้งนั้นแหละ เพราะมันเป็นปัญหาไปหมด ผมไม่ได้หมายความว่าเป็นทางเดียว มันก็มีวิธีของ กปปส.วิธีที่ 3 และ 4 แต่ถึงเวลานั้นสังคม ผู้ที่เกี่ยวข้องก็คงหาทางว่าทำอย่างไรถึงมีนายกฯ เฉพาะกาลขึ้นมาได้ ซึ่งทางฝ่ายพรรคเพื่อไทยคงแย้งว่าไม่ได้ ต้องไปเลือกตั้ง แต่ทางนี้ก็ต้องหาวิธีดำเนินการ หลายๆ เรื่องที่เราพูดคุยเป็นแค่แนวคิด แต่จะเกิดเป็นรูปธรรมแค่ไหน อย่างไรก็ต้องรอดูเมื่อถึงเวลานั้น

ถ้านายกฯ มาตรา 7 เกิดขึ้นจริง แต่พรรคเพื่อไทยที่มีทั้งนักการเมือง และมวลชนในมือ เคลื่อนไหวคัดค้าน เราจะมีวิธีจัดการอย่างไร?

เขาก็ไปปฏิเสธอยู่ในสภา เพราะเขาก็มีคนของเขามาเป็น ส.ว.ตั้งเยอะแยะ คนของเขาก็โหวตไม่เอา ไม่ยอมรับวิธีนี้ ก็มันเป็นสภา มีสิทธิแสดงความคิดเห็น เผลอๆ เขาอาจเสนอชื่อคุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา (รองนายกฯ) มาก็ได้ ไม่รู้.. (หัวเราะ) แต่ยืนยันว่าวิธีนี้เป็นแค่วิธีคิด แต่สำหรับผม...แล้วแต่เมื่อถึงเวลา

แต่ กปปส.เขาหลักคิดยังยืนยันว่าต้องเดินตามมาตรา 3 มาตรา 7 ก็ยังเดินได้ในแนวคิดของเขา อันนั้นน่าจะเป็นอันดับแรก

 แล้วกระบวนการมาตรา 3 มาตรา 7 มันเป็นประชาธิปไตยหรือไม่?

ระบอบประชาธิปไตยมีหลายมิติ หลายแบบ ถ้าพูดมามันเป็นทั้งนั้น และไม่ใช่ทั้งนั้นถ้าฝ่ายไม่เห็นด้วย แต่สำหรับผมบ้านเมืองถึงวันนี้ มีความคิดอะไรมากมาย คิดว่าเราทำหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบนายกฯ ถ้ามีการกระทำต้องห้าม เราก็ส่งไปศาลเพื่อขอให้ศาลวินิจฉัย ถ้าศาลวินิจฉัยว่าเข้าข่ายคุณสมบัติต้องห้ามก็ต้องสิ้นสุดการเป็นนายกฯ

ส่วนกระบวนการต่อไปก็มีสังคมหลายๆ ส่วนมาดำเนินการ แต่ถ้าเลี้ยวกลับมาสู่วุฒิสภา ซึ่งผมเป็นสมาชิกอยู่ ผมก็พร้อมเดินต่อเหมือนกัน เอาอย่างไรก็ว่ากัน ไม่มีปัญหา

m135


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»