เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับ บทความ

 

 

 

 

 

 

วังวนเลือกตั้ง ก้าวไม่ข้ามความขัดแย้ง

ทีมข่าว Inside Thai Parliament

เป็นไปตามคาด ว่าการหารือระหว่างหัวหน้าพรรคการเมือง หรือ ตัวแทนพรรคการเมือง กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา “ไร้ข้อสรุป” ในการกำหนดวันเลือกตั้งครั้งใหม่ ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

แม้ว่าจะมีพรรคการเมืองถึง 58 พรรคจากทั้งหมด 76 พรรคการเมืองเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและรับฟังแนวทางในครั้งนี้เพราะยังมีความแตกต่างกันในแนวความคิดออกเป็นสองฝ่าย คือ เลือกตั้งให้เร็วที่สุด และ ให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง

ในวงหารือกกต.ได้โยนหิน 3 ก้อนเข้าใส่ตัวแทนพรรคการเมือง 58 พรรค

หินก้อนแรกจัดการเลือกตั้งในวันที่ 20 กรกฎาคม

หินก้อนที่สองจัดการเลือกตั้งในวันที่ 17 สิงหาคม

หินก้อนสุดท้ายให้จัดเลือกตั้งวันที่ 14 กันยายน

กรอบเวลาทั้งหมดกกต.ได้ตั้งสมมุติฐานจากขั้นตอนของการหารือกับรัฐบาลเพื่อออกพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง การนำขึ้นทูลเกล้า-โปรดเกล้าฯ ประมาณ 30 วัน และกระบวนการจัดการเลือกตั้ง ทั้ง การพิมพ์บัตรเลือกตั้ง การรับสมัคร การลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ตามกรอบรัฐธรรมนูญต้องดำเนินการภายใน 45-60 วัน ซึ่งกระบวนการทั้งหมดใช้ระยะเวลา 90 วัน

โดยพรรคการเมือง 4 พรรคที่มีส.ส.ในสภาฯ ขานรับกับหินก้อนแรกมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา และพรรคมหาชน

ยอมถอยจากกรอบเวลาเดิมที่เคยให้กับกกต.ไว้ว่าจะต้องจัดเลือกตั้งภายในวันที่ 15 มิถุนายน

นอกจากนี้ยังมีคำถามที่ตัวแทนพรรคการเมืองระดมซักถามกกต. คือ “ความชัดเจน” ว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งได้สงบเรียบร้อยหรือไม่

ในเรื่องนี้ สมชัย ศรีสุทธิยากร” กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ยืนยัน ว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้น จะไม่มีวันซ้ำรอยกับการเลือกตั้งในอดีตที่ศาลรัฐธรรมนูญให้การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมายแน่นอน

เพราะที่ผ่านมากกต.พยายามที่จะออกแบบกลไกใหม่เพื่อป้องกันช่องโหว่ในการจัดเลือกตั้งในอดีต โดยเฉพาะการรับสมัครส.ส.เขต และส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ถูกขัดขวางจนทำให้ไม่มีผู้สมัครส.ส.จำนวน 28 เขตในพื้นที่ภาคใต้ ด้วยการร่างระเบียบกกต.ให้เพิ่มช่องทางการรับสมัครส.ส.ผ่านทางไปรษณีย์ และ อินเตอร์เน็ตได้

แต่กระนั้น กกต.รายนี้ “ไม่คอนเฟริ์ม” ว่าการเลือกตั้งใหม่จะไม่มีปัจจัยอื่นที่ที่จะทำให้มีผู้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ เฉพาะในส่วนของการเปิดสภาผู้แทนราษฎรภายใน 30 วันนับตั้งแต่การเลือกตั้ง

เนื่องจากหากมีการขัดขวางการเลือกตั้งในบางพื้นที่จนนำไปสู่การเปิดหน่วยเลือกตั้งไม่ครบทุกหน่วยทั่วประเทศ จะทำให้กกต.ไม่สามารถประกาศผลการเลือกตั้งส.ส.บัญชีรายชื่อได้ และไม่สามารถรับรองส.ส.ให้ครบร้อยละ 95 ตามที่กฎหมายกำหนด

และเมื่อเป็นเช่นนี้จะมีความเป็นไปได้อีกว่า กกต.ไม่สามารถที่จะจัดการเลือกตั้งให้เสร็จสิ้นภายใน 180 วันนับจากวันลงคะแนนวันแรกได้

สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือย่อมมีผู้ร้องไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง เพื่อให้วินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการเลือกตั้งครั้งใหม่

วังวนของปัญหาการเลือกตั้งก็จะกลับมาดังเดิม

ทางออกทางเดียวที่จะทำให้การเลือกตั้งไปสู่ความสำเร็จ คือ ฝ่ายการเมืองจะต้องเจรจาเพื่อจุดร่วมร่วมกันให้ได้

 “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กกต. ไม่ได้อยู่ที่พรรคการเมือง แต่เป็นปัญหาที่คู่ขัดแย้งทางการเมือต้องไปตกลงกันว่าการเลือกตั้งเป็นทางออกของประเทศหรือไม่ วันเลือกตั้งที่เหมาะสมเรากำหนดได้ แต่ก่อนถึงวันเลือกตั้ง ฝ่ายการเมืองต้องคุยกันและมีข้อยุติกันให้ได้และสร้างบรรยากาศให้เกิดความเป็นธรรม อย่าให้เหมือนเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ที่กกต.เดินทางไปจังหวัดในภาคเหนือ และเกิดเหตุการณ์ที่กกต.ถูกไล่ล่า ข่มขู่ คุกคามทำร้าย เรื่องนี้จะเกิดเช่นเดียวกับพรรคการเมืองบางพรรคที่อาจเข้าไปในบางพื้นไม่ได้ เพราะมีการใช้มวลชนสร้างความชิงชังสมชัย ระบุตอนหนึ่ง

เป็นที่น่าเสียดายว่าพรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่แสดงทีท่าชัดเจนในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาว่า การเลือกตั้งไม่ใช่ทางออกของประเทศ ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมโดยอ้างถึงความปลอดภัย ทำให้ไม่ได้แสดงจุดยืนของพรรค

ที่สำคัญพรรคประชาธิปัตย์ และ กลุ่มกปปส.ที่มีเลขาธิการคือ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ผู้ที่เคยทำหน้าที่เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน จึงมีจุดร่วมเดียวกัน คือ ไม่สนับสนุนแนวทางจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว

เมื่อคู่ขัดแย้งทางการเมืองยังคงยึดมั่นในความต้องการของตนเองอย่างเหนียวแน่น

ไม่ว่ากกต.จะจัดการเลือกตั้งขึ้นอีกกี่ครั้ง ความสำเร็จเป็นได้แค่เพียงแสงไฟที่ริบหรี่เท่านั้น

m135

 


 

10 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อ่านประเด็นร้อนทั้งหมด»